กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: 1 ... 8 9 [10]
91
มีประโยชน์มากค่ะ :Cartoon-04:
92
ธรรมะ / เหตุที่ทำให้ไม่มีคู่
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 01 ธันวาคม 2016 | 07:43:27 PM »
ถาม - เพราะอะไรคนบางคนจึงไม่ได้แต่งงานคะ ?

ตอบ - บางคนก็เพราะอธิษฐานไว้
ว่าจงอย่าได้พบเจอใครที่ต้องผูกพันกัน
เพราะเข็ดกับชีวิตคู่
(ซึ่งนับเป็นการอธิษฐานให้ชีวิตอื่น
ซึ่งไม่รู้อีโหน่อีเหน่โดยแท้)
แต่บางคนก็เพราะกรรมเก่า
ที่เคยไปยุแยงตะแคงรั่วไว้มาก
หรือบางคนก็เกิดมาด้วย "ธาตุนิสัย"
ที่ไม่สามารถเสมอกับใครได้เลยในภพชาตินั้น
ก็เหมือนแม่เหล็กที่ไม่มีความเป็นขั้ว
ให้ดูดติดกับใครได้เลย
สรุปคือเหตุปัจจัยมีเยอะครับ
เอาแค่หลักๆ คิดตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่มีคู่
เท่านี้ก็จัดเป็นกรรมปัจจุบัน
ส่งผลให้ไม่ได้อยู่กับใครแล้ว

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/005649.htm?2#2
93
ธรรมะ / ครองล้านชาติก็ไม่ใช่ ถ้าไปมีเจ้าของแล้ว
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 30 พฤศจิกายน 2016 | 08:31:20 PM »
มีอยู่จริงๆ ที่เป็นคู่บุญ
ติดตามกันมาหลายภพหลายชาติ
แต่ดันไปเป็นของคนอื่นเสียก่อน
แล้วก็ต้องเกิดความทรมานใจกัน
แต่ขอให้จำไว้เถิด
ต่อให้ครองคู่กันมาเป็นล้านชาติ
ก็หาได้ทำให้ชาตินี้ ‘ใช่’ เหมือนชาติอื่นๆไม่
ในเมื่อพลัดไปมีเจ้าของเสียก่อนแล้ว

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ให้เร่งรู้ตัวไว้เสียว่าบาปบางอย่างที่ทำไว้ร่วมกัน
สกัดกั้นไว้ไม่ให้ร่วมเรียงเคียงกันอีกในชาตินี้
เพื่อล่อลวงให้พวกคุณประพฤติผิดประเวณีกัน
หรืออ้อนวอนให้อีกฝ่ายทรยศคู่ครอง
ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มน้ำหนักบาป
ให้ความสัมพันธ์ข้ามภพข้ามชาติเข้าไปใหญ่

คนเราเข้าคู่กันก็ด้วยกำลังบุญ
แล้วก็แยกคู่กันด้วยกำลังบาป
คุณจะครองคู่กันเป็นสุข
ด้วยหนทางแห่งบาปเวรได้อย่างไร

เว้นแต่พวกเขาจะเลิกกันเอง
โดยคุณไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ
แม้ส่งสัญญาณยักคิ้วหลิ่วตาใดๆ
อันนั้นค่อยเป็นอีกเรื่อง
นอกเหนือจากนั้นแล้วนะครับ
ใส่เกียร์ถอยลูกเดียว
ห้ามล่วงล้ำไปข้างหน้าอีกแม้แต่หนึ่งคืบ!

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

หากปวดแสบปวดร้อน
ทรมานใจเพราะต้องเจอหน้ากัน
ก็ให้พิจารณาว่า
ใบหน้าคนเราเป็นศูนย์กลางความดึงดูด
จ้องมองใกล้ๆ หรือแอบมองห่างๆ
รังแต่จะทรมานเปล่า
ให้เปลี่ยนเป็นจดจ้องเท้าเขาหรือเธอให้มากๆ
ภาพที่กระทบตาจะได้กระแทกใจบ่อยๆว่า
คุณกำลังใฝ่ต่ำ หาเรื่องใส่ตัว
และอาจโดนอวัยวะเบื้องล่างของใครกระทืบเอา

นานไปพอไม่เห็นหน้า เห็นแต่เท้าอยู่เรื่อย
ใจคุณก็เลิกยึดมั่นถือมั่น
คลายมนต์สะกดแห่งบาปเวรที่ผูกมัด
กลายเป็นอิสระโล่งอกไปได้เองครับ

สรุปคือคนมีเจ้าของไม่ใช่คนที่ใช่แน่ๆ
ถ้าคุณฝืนจะยื้อมา
ก็เท่ากับเอาคนที่ไม่ใช่มาบดบังคนที่ใช่
ซึ่งอาจกำลังเดินตามหลังมาแค่ไม่กี่ก้าวก็ได้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าตัวเลือกของคุณมากนัก
การเจอคนมีเจ้าของแล้วนับว่าดีเหมือนกัน
คือสบายใจได้เลยว่าไม่มีสิทธิ์แน่
คัดออกไปไม่ต้องเอามาเป็นหนึ่งในตัวเลือกได้เลยแน่ๆ!

อย่าตั้งความหวังรอ
อย่าให้ความหวังเขา
และอย่าทำตัวเป็นตัวแปร

คุณกำลังหาคนที่ใช่
ฉะนั้นอย่าหลงหวังรอแบบผิดๆ
ตอกย้ำทำความเข้าใจกับตนเองว่า
คนที่ใช่จะมาเจอกันในเวลาที่คุณไม่มีสิทธิ์ได้อย่างไร?

คบไปรังแต่จะมุ่งหน้าสู่ดงงิ้วกันเปล่าๆ!

#ดังตฤณ
94
ธรรมะ / ยามรัก ยามชัง
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 27 พฤศจิกายน 2016 | 09:35:49 PM »
ในอารมณ์รัก
ใจอยากนัดเจอกันชาติหน้า

ในอารมณ์ชัง
ใจอยากสิ้นสุดแค่ชาตินี้

แท้จริงแม่เหล็กดึงดูดให้พบกันอีก
หาใช่ความอยากหรือไม่อยากพบ
แต่เป็นบุญที่ทำต่อกันจนแสนรัก
รวมทั้งบาปที่ทำใส่กันจนสุดชัง
กลายเป็นสายใยและภัยเวรต่อกัน
ที่ไม่อาจตัดให้ขาด
เพียงด้วยอารมณ์อยากแค่ตื้นๆ

ในเส้นทางการเวียนว่ายตายเกิดไม่จบไม่สิ้นนี้
การจากกันจริงๆไม่มี
มีแต่โอกาสสร้างหรือทำลายความรักที่มีให้กัน
ฉะนั้น อย่าหวังการจากลาชั่วนิรันดร์
แต่ควรหวังจะอภัยกันให้เป็น
หรือเพิ่มความรักให้ทวีขึ้นให้ได้
เพราะเมื่อเจอกันใหม่
สายใยและภัยเวรนั่นเอง
ที่จะสร้างชะตาให้ร่วมประสบการณ์แบบใดอีก


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1bLOFhl
95
ธรรมะ / มีแฟนอยู่แล้วแต่ไปชอบคนอื่น ผิดศีลไหม?
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 23 พฤศจิกายน 2016 | 09:04:27 PM »
ถาม - มีแฟนอยู่แล้วแต่ไปชอบคนอื่น ผิดศีลไหมคะ

ตอบ - ถ้าว่ากันในแง่ของศีลก็ไม่ได้ผิดหรอกครับ
เพราะว่าศีลข้อกาเมสุมิจฉาจารนั้น
ตัดสินกันว่าผิดตรงที่ไปมีเพศสัมพันธ์
กับคนที่ไม่ใช่คู่ของตน
แต่ไม่ผิดศีลแล้วผิดที่ไหนอีกหรือเปล่า
ผิดที่จิตนะ
คุณรู้สึกผิดไหมล่ะ
ถ้ารู้สึกผิดก็แปลว่าจะต้องมีมลทินทางใจ
มลทินทางใจนั่นแหละตัวทำให้เกิดความรู้สึกขึ้นมา

ถามว่าความรู้สึกผิดเป็นทุกข์หรือเป็นสุข
ทุกคนตอบได้ว่ามันเป็นทุกข์อยู่ชัดๆ
รู้ว่าเป็นทุกข์แล้วทำไมถึงยังยอม
คำตอบก็คือกิเลสมันครอบงำจิตอยู่
กิเลสมันปิดบังจิตอยู่
กิเลสชื่อราคะ ทำให้จิตโง่ไป
ทำให้จิตต้องทนทุกข์ ทำให้จิตต้องกระวนกระวาย
เพื่อสิ่งที่เป็นไปไม่ได้หรือสิ่งที่ไม่น่าจะเป็น

วิธีที่จะทำให้จิตฉลาดขึ้นนะครับ
ก่อนอื่นเลยต้องตกลงกับตัวเองแบบเป็นขั้นเป็นตอน
ว่าถึงแม้จะห้ามใจไม่ได้ ก็ต้องห้ามกายกับห้ามปากให้ได้
การห้ามปากกับห้ามกายได้นั่นแหละ เรียกว่าถือศีลแล้ว
ในกรณีของคุณก็คือไม่พูดไม่แสดงออกนะครับ
ไม่เอาตัวเข้าไปผูกพันเชิงชู้สาว
ทางกายก็คือไม่ไปแตะต้อง ทางปากก็คือไม่ไปพูด
หรือว่าใช้ถ้อยคำเหนี่ยวนำ
ให้เกิดความปฏิพัทธ์หรือผูกพันต่อกัน
กับคนที่ไม่ใช่คู่ของคุณ

ขั้นต่อมานะครับ เพื่อละลายความรู้สึกผิดให้หมดจด
ก็ต้องทำให้จิตฉลาดขึ้น โดยการกำหนดคิด
วิธีการกำหนดคิดให้จิตก็คือ ถามตัวเองง่ายๆ นะครับ
ว่าความรู้สึกผิดเป็นทุกข์หรือเป็นสุข
ถามตัวเองบ่อยๆ นะ หมั่นถามตัวเอง
แล้วจะพบว่าจิตเขาคิดของเขาเองได้นะครับ
เลือกทางที่เป็นประโยชน์สุขให้กับตนเองได้

จริงๆ คุณตั้งคำถามแบบนี้ได้ก็นับว่าใช้ได้แล้วนะ
ที่ว่าไปชอบคนอื่นที่ไม่ใช่แฟน ถือว่าผิดไหม
เพราะนั่นสะท้อนให้เห็นนะครับ
ว่าใจของคุณยังพร้อมจะรู้สึกผิดกับเรื่องผิดๆ อยู่
ปัญหาของคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันก็คือ
สามารถผิดศีลได้โดยไม่รู้สึกผิดในศีล
เดี๋ยวนี้คนไม่เชื่อเรื่องโทษ
ของการผิดศีลกันเท่าไหร่แล้วนะครับ
ทั้งๆ ที่เรื่องของการนอกใจ
เรื่องของการไปมีความรักความใคร่กับคนอื่นที่ไม่ใช่คู่
มันเหมือนเต้นอยู่บนพื้นไฟดีๆ นี่เอง
ใจมันเต็มไปด้วยความร้อน
ใจมันเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
แต่คนก็ยังไม่เห็นตัวอย่างกัน

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=437%3A2010-09-07-09-57-06&catid=41%3Adungtrins-answer&Itemid=59
96
ธรรมะ / จิตที่กลมกลืน
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 22 พฤศจิกายน 2016 | 09:17:59 PM »
คนสองคนนั่งอยู่ด้วยกัน
ถ้าไม่คุยกัน จะต่างคนต่างคิด
จิตฟุ้งกระจายไปคนละทาง
ต่างฝ่ายต่างอยู่ในโลกของตัวเอง
เกิดความรู้สึกแปลกแยก แปลกหน้าต่อกัน

คนสองคนนั่งคุยกัน
ถ้าคุยกันคนละเรื่อง มุมมองคนละด้าน
จิตแล่นสวนกันจากคนละฟากทาง
จะก่อความรู้สึกเป็นคนละพวก
หรือกระทั่งรู้สึกเป็นฝ่ายตรงข้าม

มนุษย์ธรรมดาอาศัยการพูดคุยเจรจา
ในการปรุงความรู้สึกให้เข้ากันหรือต่างกัน
นั่นเป็นเหตุผลว่า
คนร่วมบ้านบางคู่ หรือบางครอบครัว
ที่ไม่ค่อยคุยกัน หรือคุยไปคนละเรื่อง
แม้อยู่ด้วยกันนานนับสิบปี
ก็รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก
ตัวใกล้ชิด แต่ใจแสนห่าง

กลับกัน เมื่อต้องนั่งกับคนไม่รู้จัก
แม้นาทีแรกรู้สึกถึงช่องว่างที่คั่นกลางระหว่างคุณกับเขา
แต่นาทีต่อมาอาจรู้สึกเหมือนช่องว่างถูกถมอย่างรวดเร็ว
หรือคลื่นความแปลกแยกถูกปรับให้เข้ากันได้อย่างกลมกลืน
หลังจากพูดคุยทักทาย ชวนคุยเรื่องที่ต่างชอบใจแค่ไม่กี่คำ

ด้วยเหตุทั้งหลายเหล่านี้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า
คนเราจะอยู่ร่วมกันโดยดี คบกันได้ยั่งยืน
ต้องมีศรัทธาในทางเดียวกันเป็นตัวตั้ง
เมื่อศรัทธาทางดีสายเดียวกัน
ก็ย่อมยินดีชักชวนพูดคุยเรื่องดีๆไปด้วยกัน
โดยไม่เห็นอีกฝ่ายเป็นตัวตลก

ยิ่งถ้าหากมีศีล มีน้ำใจ
มีสติปัญญาคิดอ่านทันๆกัน
ฐานความรู้สึกก็จะยิ่งกลมกลืน
ใกล้กันแล้วเข้ากันได้อย่างยิ่ง เป็นสุขยิ่ง

การจะพบและได้ใกล้ชิด
กับผู้ที่มีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาใกล้เคียงกัน
ต้องอาศัยเหตุ คือเคยร่วมปลูกศรัทธา รักษาศีล รินน้ำใจ
ตลอดจนร่วมแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญามาด้วยกันไว้ก่อน
ซึ่งยากเย็นเพียงใดที่จะเคยมีเหตุเช่นนั้น
ก็ขอให้ดูว่าในปัจจุบัน เป็นเรื่องง่ายหรือยาก
ที่คุณจะร่วมมือกับใครในการปลูกศรัทธา รักษาศีล รินน้ำใจ
ตลอดจนร่วมแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปโดยดี
ด้วยสติปัญญาอันเป็นธรรม

อนึ่ง แม้เคยอยู่ร่วมกัน
โดยมีศรัทธา ศีล จาคะ และปัญญาใกล้เคียงกัน
มาพบกันอีกแล้วรู้สึกคุ้นเคยยิ่ง เป็นสุขยิ่ง
ก็ยังไม่ใช่เครื่องประกันว่าปัจจุบันจะซื่อต่อกันแน่ๆ
เพราะเหตุนี้ จึงไม่มีความยั่งยืนใดๆด้วยเหตุเก่าประการเดียว
ต้องเติมเหตุใหม่เข้าไปเรื่อยๆด้วย

ความรู้สึกระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์
เป็นของเปลี่ยนได้เรื่อยๆตามเหตุปัจจัย
นั่นแหละ กฎกติกาอันเป็นธรรมที่สุด

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/1Ms4rOE
97
ธรรมะ / บุญไม่เสมอกันจะเป็นคู่แท้ได้ไหม
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 21 พฤศจิกายน 2016 | 09:22:22 PM »
ถาม : ถ้าเราตั้งใจทำดีมากขึ้น แต่คนที่เป็นคู่แท้ของเราไม่ได้ทำดีขึ้นให้เท่ากัน จะทำให้เราต้องไปเจอคู่คนใหม่ที่ดีกว่าเดิมไหมคะ แล้วคนที่เราคิดว่าเป็นคู่แท้มาตลอด ตกลงว่าไม่ใช่หรือคะ

ตอบ : คำว่าคู่แท้ อาจจะใช้ผิดตั้งแต่ต้นเลยก็ได้
คนเรานี่นะ คือมันจะมีความยึดติดอยู่กับคำ อยู่กับภาพ
พอบอกว่ารู้สึกว่านี่คือคู่แท้ปุ๊บนะ
ใจคุณจะปักลงไปเลยว่า นี่ ชัวร์ นี่ ของจริง นี่ ใช่
นี่ ทำบุญด้วยกันมา
นี่แหละ เคยอยู่กันมาหลายภพหลายชาติ
คือ ผูกไว้อยู่เฉพาะตรงนั้นนะ
แต่ทั้งๆที่คุณก็เห็นอยู่ว่าบุญมันไม่เสมอกัน
ความรู้สึกมันไม่เสมอกัน แล้วมันจะแท้ได้ยังไง

คำว่า "คู่แท้" โดยนิยาม
ควรจะเป็นคู่ที่สามารถอยู่ได้ด้วยกันตลอดไป
ตามนิยามแบบที่พระพุทธเจ้าบอกนะ
มีความเสมอกันในทางที่มันเป็นบุญ ในทางที่มันเป็นกุศล
พระพุทธเจ้าท่านไม่พูดเลยนะ
เรื่องที่รายละเอียดปลีกย่อยแบบโลกๆ
อย่างเช่นว่ามีนิสัยหรือความคิดเห็น
หรือว่ามีเรื่องอะไรที่ลึกลับ เข้ากันได้ไหม
ท่านไม่พูดเลยนะ ท่านพูดจุดยอดเลย
จุดยอดที่มันจะเป็นสะพานเชื่อม
หรือว่าสายใยที่ทำให้อยู่ด้วยกันได้จริงๆ
มีอยู่แค่ ๔ ข้อเท่านั้นเอง
คือ ศรัทธา ศีล จาคะ แล้วก็ปัญญา
ถ้าคุณบอกว่ามันมีคนใดคนหนึ่งที่ด้อยกว่ากันมากๆ
นั่นแสดงว่าไม่น่าจะใช่แท้แล้วนะ
แต่คำว่าแท้ขออนุญาตสงวนลิขสิทธิ์ไว้
สำหรับคนที่มี ๔ อย่างนี้เสมอกันนะครับ

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://www.dlitemag.com/index.php?option=com_content&view=article&id=462%3A2010-10-06-14-01-44&catid=41%3Adungtrins-answer&Itemid=59
98
ธรรมะ / อยากปฏิบัติธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากมีคนรัก
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 20 พฤศจิกายน 2016 | 08:15:23 PM »
ถาม - แปลกไหม ที่ผู้หญิงเราจะรักการปฏิบัติธรรมด้วย แต่ก็ยังอยากมีคนรักในเวลาเดียวกัน

ตอบ - ไม่แปลกเลยครับ เห็นแต่อย่างนี้เป็นส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ ผมคิดว่าถึงแม้จะปฏิบัติกันแบบไม่ได้เอาตรงทางเต็มร้อย ก็ยังดีกว่าใช้ชีวิตครองเรือนแบบไม่ปฏิบัติ ไม่เอาอะไรติดตัวไว้เป็นเชื้อเป็นนิสัยเสียเลย

อีกประการหนึ่ง เมื่อเป็นนักภาวนาแล้ว ถึงไม่ได้มรรคผลอะไรทั้งชาติ อย่างน้อยก็จะระวังตัวรักษาศีลดีกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายสิบเท่า มีใจฝักใฝ่ใคร่ร่วมบุญกันทั้งทางกาย วาจา ใจ มากกว่าจะคบๆกันเซ็งๆแบบชาวโลกธรรมดาทั่วไปเขา ส่วนอานิสงส์ในระยะยาวที่ลึกลับ ก็ถือว่าเป็นการปลูกฝังศรัทธาในระดับปัญญาจิต คือมีปัญญาถาวรติดตัวไป ทำให้อยู่ในกระแสของพุทธ พบผู้รู้ผู้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้วคล้อยตามได้ง่าย

โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.net/newsletter/viewtopic.php?t=77&start=17
99
ธรรมะ / วิธีทำให้คู่เวรตามไม่ทัน
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 19 พฤศจิกายน 2016 | 08:22:36 PM »
คู่บุญ อาจหมายถึง
คู่ที่ร่วมทำบุญกันมามากกว่าร่วมทำบาป
ส่วนคู่บาป ก็อาจหมายถึง
คู่ที่ร่วมทำบาปกันมากกว่าร่วมทำบุญ

ถ้ามีแต่เรื่องดีๆเข้ามา
ก็น่าจะเคยทำบุญร่วมกันไว้ก่อน
แต่ถ้ามีแต่เรื่องร้ายๆ
ก็ให้สันนิษฐานว่าไปทำอะไรไม่ดีร่วมกันไว้

ถ้าเราเชื่อตามหลักพุทธศาสนาที่ว่า
ตัวเราเองลิขิตตัวเองด้วยกรรม
ใครทำกรรมอันใดไว้
ย่อมเป็นทายาทของกรรมนั้นๆ
เช่นว่าถ้าเราดวงไม่ดี เจอแต่คนรักเลวๆ
ก็แปลว่ากรรมเก่าเราทำให้คนอื่นมีชะตากรรมไม่ดี
และเราก็อาจจะเคยเลวกับคนรักในปางก่อน

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

ถ้าเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นด้วยกรรมดำ
เราก็ต้องสร้างเรื่องดีมาสู้
ได้ด้วยกรรมขาวอันเป็นขั้วตรงข้ามเช่นกัน

กัดฟันทำแต่กรรมขาว
จนกระทั่งความดีงามตั้งมั่นในคุณ
หากเรื่องของกรรมวิบากมีจริง
ชะตากรรมของคุณก็ต้องดีขึ้นภายในชาตินี้

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

วิธีหนึ่งที่จะทำให้คู่เวรของเราเขาตามไม่ทัน
คือรู้ว่าเขาทำเลวแบบใด
เราจ้องไว้เลยว่าชั่วชีวิตจะทำดีชนิดนั้นๆสุดโต่ง
เช่นเขาชอบพูดหยาบ
เราต้องมุ่งมั่นทำตัวเป็นคนพูดไพเราะสุดขีดให้ได้

แล้วอธิษฐานไปเรื่อยๆ อิงหลักสัจจะที่ว่า
: คนแบบเดียวกัน
ย่อมโคจรมาพบ หรือมาใกล้ หรือมาเฉียดกัน

: คนต่างกัน
ย่อมไม่มีเส้นทางให้โคจรมาพบ
หรือมาใกล้ หรือมาแตะต้องกัน

เขาเป็นอย่างนั้น เราจะเป็นอีกอย่าง
ก็ขอให้แคล้วคลาดกันไปเสมอ
แม้จำเป็นต้องมาพบเจอ
ก็อย่าได้ทำความมัวหมองให้เราได้
หรืออย่าทำให้เราถึงขั้นเป็นทุกข์ได้

การอธิษฐานจะส่งผลจริง
หนักแน่นตามการประพฤติจริงของเราด้วย
อ้างสัจจะไว้นั่นแหละได้ผลที่สุด

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..

การหักห้ามใจได้ บวกกับการตั้งใจเป็นผู้ไม่มีเวร
ให้อภัยได้ด้วยใจบริสุทธิ์แท้จริงในทุกเรื่องที่น่าขัดเคือง
จะค่อยๆแยกคุณออกห่างจากเขามาโดยดีในที่สุด

โดย...ดังตฤณ
100
ธรรมะ / วิธีเจริญสติให้หายจากความเศร้าเพราะเรื่องในอดีต
« กระทู้ล่าสุด โดย ภูหนาว เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2016 | 09:11:50 PM »
ถาม – อยากขอคำแนะนำเรื่องการสวดมนต์ว่าควรจะเริ่มจากบทไหน
และจำเป็นต้องแผ่เมตตาทุกครั้งหรือไม่
และขอให้ช่วยแนะนำวิธีเจริญสติให้หายจากความเจ็บปวดจากเรื่องในอดีต
ซึ่งบางครั้งเหมือนจะลืมได้แล้ว แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกเศร้าและเสียใจค่ะ


ตอบ - เอาตรงนี้ก่อน คำถามสุดท้ายก่อน
ที่บอกว่าบางครั้งก็รู้สึกเศร้าและเสียใจ บางครั้งก็เหมือนจะลืมได้
ตรงนี้อย่าไปพยายามให้มันเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นนะ
ตรงนี้เป็นจุดที่ดีมากๆ ตรงนี้เป็นจุดสังเกตที่จะเป็นประโยชน์มากๆ
จำไว้นะ เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็เศร้าเนี่ย
ให้มันเกิดขึ้นอย่างนี้แหละ ยอมให้มันเกิดขึ้นอย่างนี้
เพื่อที่จะได้เห็นว่าไอ้ที่มันลืมได้เนี่ย ไม่ใช่เพราะเราบังคับให้มันลืม
แต่มันมีเหตุปัจจัยบางอย่างที่เหมาะสม
ที่ทำให้ใจเราไม่ไปยึดมั่นถือมั่น แล้วก็เหมือนจะเลือนๆ ไป


ตอนที่ลืมได้เนี่ยนะ สังเกตอาการของใจนะ
มันเป็นอิสระอยู่ มันไม่พุ่งเข้าไปหาอดีต
มันไม่เกาะเกี่ยวเข้ากับใบหน้าของใคร ไม่ย้อนไประลึกถึงน้ำเสียงของใคร
ใจเป็นอิสระอยู่ แล้วก็สามารถที่จะรู้เห็น
ว่าเรากำลังอยู่ในภาวะอย่างนี้เนี่ย
มันเป็นอย่างไร ปลอดโปร่งแค่ไหน สุขมากแค่ไหน
หรือว่ามีความรู้สึกว่าสุขแบบหม่นๆ สุขแบบปลอดโปร่งหรือสุขแบบหม่นๆ
มันสามารถสังเกตได้นะ จากอาการที่ใจไม่ไปยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งภายนอก
แต่บางครั้งกลับรู้สึกเศร้าแล้วก็เสียใจขึ้นมา


ตรงนี้พอเศร้าปุ๊บนะ ถือเป็นโอกาสทองเลย
คือยอมรับตามจริง อย่าไปพยายามที่จะทำให้หายเศร้า
ยอมรับตามจริงลงไปเลยว่าใจของเรามีอาการเกาะเกี่ยว มีอาการยึดแน่น
อยู่กับอะไรอย่างหนึ่งหรือใครคนหนึ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งนะ มันเป็นเวลาที่ผ่านมาแล้ว ล่วงมาแล้ว
ไม่ใช่เวลาปัจจุบันแล้วแน่ๆ
ความเศร้านะ จำไว้เลยนะ ความเศร้าความเสียใจเนี่ย
ส่วนใหญ่มันไม่ได้เกิดขึ้นจากอะไรมากระแทกตรงๆ ณ เวลาปัจจุบันในวินาทีนี้
แต่เป็นอาการที่ใจของเรามันบังคับไม่ได้ บังคับตัวเองไม่ได้
มันพยายามพุ่งไปหาใครคนหนึ่งหรืออะไรอย่างหนึ่ง ด้วยความยึดมั่นถือมั่น


พอเศร้าปุ๊บให้บอกตัวเองเลย
นี่คือจังหวะ นี่คือโอกาสที่เราจะได้เห็น
ว่าอาการของใจที่ยึดมั่นถือมั่นหน้าตามันเป็นอย่างไร
มันจะมีความรู้สึกบีบๆ มันจะมีความรู้สึกเกร็งๆ มันจะมีความรู้สึกฝืนๆ
มันจะมีความรู้สึกเหมือนกับโหยหาอาลัยอาวรณ์อ้อยอิ่ง
อาการจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่
ให้บอกตัวเองว่านี่แหละที่เขาเรียกว่าอาการยึด
พอเราตั้งจุดสังเกตไว้ว่านี่เรียกว่าอาการยึด มันจะค่อยๆ เห็นจริงๆ นะ
เออ ใจเนี่ยมันมีอาการขมวดได้ มันมีอาการบีบรัดได้
มันมีอาการนึกถึงมโนภาพอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง แล้วเข้าไปยึดเข้าไปจับอย่างแรง
นี่เป็นโอกาสได้ศึกษา

เริ่มต้นขึ้นมาจากการยอมรับตามจริง
อย่าไปพยายามให้มันหายไปนะความเศร้าเนี่ย
แต่เห็นว่าความเศร้า ความรู้สึกเสียใจนี่มันเปลี่ยนได้
ทันทีที่เรามองเห็นว่าอาการยึดมั่นถือมั่นของจิต หน้าตามันเป็นอย่างไรปุ๊บเนี่ย
อาการเศร้าหายทันทีหรือเปลี่ยนแปลงไปทันที
จากมากกลายเป็นน้อย จากน้อยกลายเป็นไม่เหลือเลย
จะรู้สึกว่าปลอดโปร่ง เป็นอิสระขึ้นมาชั่วขณะ
แต่ความเป็นอนัตตาของจิตมันก็จะแสดงตัว ด้วยอาการหวนย้อนกลับมานึกถึงอีก
โดยที่เราไม่รู้ว่ามันจะมาเมื่อไหร่ รู้แต่ว่าเดี๋ยวมันย้อนกลับไปแน่ๆ
ย้อนกลับมาเราก็เห็นอีก ถ้าย้อนกลับมาอีกร้อยครั้ง
เราถือว่ามีโอกาสที่จะดูอีกร้อยครั้ง
อย่าไปมองว่า แย่จัง เราทำไม่ได้สักที
การที่เรามีโอกาสฝึกอีกร้อยครั้งนั่นน่ะ
สติมันก้าวหน้าไปไม่รู้เท่าไหร่เลยนะ
อาจจะภายในวันเดียวเนี่ย
ก้าวหน้ารุดหน้าไปยิ่งกว่าคนที่พยายามฝืนบังคับตัวเองให้ลืมซะ

ที่ถามว่าจะสวดบทไหนก่อน
สวดอิติปิโสอย่างเดียวเลยนะ สวดหลายๆ รอบ
แต่ละรอบเนี่ยก็ให้สังเกตดูว่าฟุ้งซ่านมากหรือฟุ้งซ่านน้อย
ต่างจากรอบอื่นๆ แค่ไหน
รอบนี้ฟุ้งซ่านมาก รอบแรกน่ะฟุ้งซ่านมากแน่ๆ นะ
แต่รอบสองดูซิว่ามันสงบลงไหม รอบสามกลับมาฟุ้งหนักขึ้นอีกหรือเปล่า
สวดให้ได้สักสามรอบหรือเจ็ดรอบนะ เอาให้ได้ทุกวัน
จะรู้สึกเลยถึงความแตกต่างนะ
เราจะมีปัญญาเห็นความไม่เที่ยงของอาการฟุ้งซ่านขึ้นมา

สำคัญคืออย่าไปบังคับเด็ดขาดนะ อย่าไปห้ามไม่ให้มันฟุ้งซ่าน
แต่ให้ยอมรับตามจริง เพื่อที่จะดูเพื่อที่จะเห็นว่ามันต่างไปอย่างไรนะครับ
ส่วนจะแผ่เมตตาหรือไม่แผ่เมตตาเนี่ย
จริงๆ แล้วแค่สวดอิติปิโสก็ไม่จำเป็นต้องแผ่เมตตาแล้ว
เนื่องจากว่าการสวดอิติปิโสบทนี้เนี่ยนะบทเดียวเลยเนี่ย
มันเป็นเมตตาอยู่แล้ว เป็นพุทธพจน์ที่เรามีแต่สรรเสริญ
มีแต่บรรยายสรรพคุณ พุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ นะครับ
มันเป็นลักษณะจิตที่แผ่ออก มันเป็นลักษณะจิตที่เปิดอยู่แล้ว


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://bit.ly/2cM3Et9
หน้า: 1 ... 8 9 [10]

02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top