ผู้เขียน หัวข้อ: ภาวะไหนเห็นชัดที่สุด? เกิดบ่อยที่สุด? รู้ยากที่สุด?  (อ่าน 1487 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
การเจริญสติให้ได้ผลเร็ว
ต้องสังเกตเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตและสติของคุณเอง
ซึ่งเกิดขึ้นให้ประสบในแต่ละวันอยู่แล้ว
อาจถามตัวเอง เช่น
ภาวะไหนเห็นชัดที่สุด ภาวะไหนเกิดบ่อยที่สุด ภาวะไหนรู้ยากที่สุด

ภาวะทางจิตที่ ‘เห็นชัดที่สุด’ มักเป็นโทสะ
เปรียบเหมือนยื่นมือไปโดนของร้อนโดยไม่ตั้งใจ
ย่อมสะดุ้งสะเทือนกับความผิดปกติโดยง่าย
กับทั้งเกิดสติยอมรับได้ง่ายด้วยว่า การโดนของร้อนไม่ใช่เรื่องดี
ใครที่เป็นพวกเจ้าโทสะหรือหงุดหงิดเก่ง
จึงควรรู้ตัวว่า มีโอกาสอันดีที่จะรู้และยอมรับสภาพทางใจได้ทั้งวัน
เมื่อยอมรับได้ว่าโทสะเกิดขึ้นอยู่ชัดๆ
ก็เท่ากับมีสิทธิ์เห็นความหายไปของโทสะอย่างชัดเจนเช่นกัน
ขออย่างเดียว อย่ามีโทสะซ้อนโทสะด้วยการเร่งให้มันหายไปเร็วๆเท่านั้น
ตัวอาการเร่ง ตัวอาการคาดหวังจะเห็นโทสะหายไป
ทำให้จิตพร่าเลือนเหมือนพยายามไล่ไอร้อนด้วยไอร้อน

ภาวะทางจิตที่ ‘เกิดบ่อยที่สุด’ มักเป็นโมหะ ความฟุ้งซ่าน อาการเหม่อลอย
เปรียบเหมือนการล่องเรือแบบไม่มีจุดหมายของคนส่วนใหญ่
นานๆจะมีความคิดคมเข้มที่เล็งไปสู่เป้าหมายดีๆเสียที
จึงไม่น่าแปลกใจหากจะถูกม่านหมอกโมหะปกคลุมไม่ให้สติแจ่มใส
ใครรู้ตัวว่าไม่มีเป้าหมายในชีวิตประจำวันให้เล็ง
ก็ควรคาดหมายได้ว่า จิตจะเคว้งคว้าง วกวน เหมือนเรือลอยผ่านหมอกทึบ
การจะอ่านให้ออกว่า ‘จิตมีม่านหมอก’ กับ ‘จิตไร้ม่านหมอก’ ต่างกันอย่างไร
ก็ต้องตั้งเป้าจะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันสักอย่างขึ้นมา
แทนการยอมเหม่อตลอดเวลาเสียบ้าง

ภาวะทางจิตที่ ‘รู้ยากที่สุด’ มักเป็นราคะ
เปรียบเหมือนโดนมอมยาให้หน้ามืด
หรือคล้ายหุ่นยนต์ที่ถูกโปรแกรมให้เข้าโหมด ‘ตื่นตัวเพื่อยอมตามแรงฉุด’
จึงไม่เต็มใจ ไม่อยากทำความรู้จักราคะ
อยากรู้ อยากเห็น อยากสัมผัสแต่เหยื่อล่อ
อันได้แก่วัตถุกามซึ่งเป็นต้นเหตุให้เกิดราคะ
ฉะนั้น ถ้ารู้จักจิตที่มีราคะได้ ก็แปลว่าพร้อมรู้จิตที่มีกิเลสข้ออื่นได้หมด
แต่ถ้ารู้ไม่ไหว ก็ฝึกรู้จิตที่ประกอบด้วยกิเลสข้ออื่นเป็นบันไดยกระดับเสียก่อน

— แนะนำหนังสือ
ชื่อหนังสือ: วิปัสสนานุบาล
ดาวน์โหลดอีบุ๊กฟรี: http://dungtrin.com/vipassana
สั่งซื้อออนไลน์: เล่มละ ๒๙ บาท http://bit.ly/1hgV5Ti
ดูวิธีสั่งซื้ออย่างละเอียดได้ที่ http://bit.ly/1iISnJz

-- สมัครเพื่ออ่านสเตตัสของดังตฤณทุกวันโดยคลิก Like
และเลือก Get Notifications กับ Show in News Feed

ดังตฤณ

https://www.facebook.com/dungtrin











ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ถาม : เหม่อลอย ก็บาป ??

ตอบ : การเหม่อลอยไม่ได้เบียดเบียนใคร จึงไม่ใช่บาป แต่ก็อาจทำความเดือดร้อนให้คนอื่นได้ในทางอ้อม เช่น ขับรถเหม่อลอย ก็พาผู้โดยสารอื่นๆลงข้างทางถึงแก่มรณะได้ ต้องนับเป็นอกุศลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเหม่อลอยทั้งชีวิต จิตตอนท้ายๆจะระลึกถึงบุญกุศลไม่ออก เหมือนตอนที่เรามัวๆมึนๆ ให้สวดมนต์ก็สวดผิดๆถูกๆ นึกถึงการไปทำบุญใส่บาตรก็เป็นคนละพวกชอบกล ท่านจึงว่า ผู้มีโมหะห่อหุ้มจิตเป็นอาจิณนั้น ถึงไม่ก่อบาปหนักไว้ ก็มีสิทธิ์ไปอบายอยู่ดี เหมือนพวกหมาน่ารัก ปลาสวยงาม พวกนี้บุญเก่าเยอะ แต่ตอนใกล้ตาย ‘จิตหลง’ คล้ายฟ้าฝนมืดครึ้ม หาทางสว่างบนฟ้าไม่เจอครับ

ถาม : เคยสังเกตว่า วันไหนที่โทสะแรงๆ จะร้อนที่กายมากขึ้นกว่าวันอื่นจริงไหมคะ แล้วบางที เวลานั่งทำงาน ไม่ได้สนใจที่กาย มันชอบไปมีอาการตึงที่หน้าผาก ปลายจมูก อันนี้เป็นเพราะจิตมันลงไปแช่ใช่ไหมคะ เป็นโมหะหรือเปล่าคะ ติดเพ่งใช่ไหมคะ

ตอบ : โทสะกับธาตุไฟเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกันโดยตรงครับ โทสะมาก ธาตุไฟในกายกำเริบมาก กล้ามเนื้อเกร็งมาก โทสะน้อย ธาตุไฟในกายกำเริบน้อย กล้ามเนื้อเกร็งน้อย

ส่วนการตึงที่หน้าผากคือสัญญาณบอกว่า ไม่น่าคิดก็คิด ไม่น่าเครียดก็เครียด ไม่น่าเพ่งก็เพ่งครับ โทสะกับความเครียดเป็นเครื่องพ่วงกันมา และยิ่งโทสะมาก โมหะก็ยิ่งมากเป็นเงาตามตัว

ถาม : ทำยังไงจะลดโทสะลงสำหรับคนธาตุไฟคะ จะทำได้ไงให้จิตนิ่งพอ โดยเฉพาะเจอคนไม่ดีเป็นสิ่งเร้า หนีก็ไม่ได้ ต้องเจออยู่ทุกวัน

ตอบ : สวดอิติปิโสบ่อยๆเพื่อเพิ่มความเย็นเข้ามาในใจก็ช่วยได้ครับ เมตตาเป็นคู่ปรับกับโทสะ เหมือนน้ำเป็นคู่ปรับกับไฟ แต่ต้องทำความเข้าใจเรื่องการสวดอิติปิโสอย่างดี ลองฟังที่ผมไกด์ไว้นะครับ เรื่องการแผ่เมตตา http://soundcloud.com/dungtrin

ถาม : เป็นคนขี้หงุดหงิด เจ้าโทสะ และมีปัญหาคือโทสะซ้อนโทสะแบบคุณดังตฤณบอกเลยค่ะ จะมีอุบายอย่างไรเพื่อรู้ทันดีคะ ทุกวันนี้รู้สึกเก็บกด โทสะแรงขึ้นทุกวันค่ะ (ไม่ชอบด้วย แหะๆๆ) ขอบคุณมากค่ะ

ตอบ : ยิ่งคิดถึงอุบาย ก็ยิ่งมีส่วนเกินซ้อนเข้าไปเป็นชั้นๆมากขึ้นเรื่อยๆ ทางที่ดี ถ้าเกิดโทสะซ้อนโทสะ ก็ให้บอกตัวเองง่ายๆว่า ‘กำลังมีโทสะ’ เท่านั้นแหละครับ ร้อนยังไง ว้าวุ่นยังไง ยอมรับอย่างนั้น ไม่ต้องแยกด้วยซ้ำว่าเป็นโทสะชั้นแรกหรือชั้นหลัง

ถาม : การกำหนดลมหายใจจะช่วยให้เราลดโมหะได้หรือคะ เพราะพอจิตออกจากการกำหนด มันก็เข้ามาอีก

ตอบ : เราไม่ได้ต้องการขจัดโมหะออกไปถาวร เราอาศัยลมหายใจช่วยบ้าง ก็เพื่อให้เห็นความต่างระหว่างจิตที่ล่องลอย กับจิตที่รู้ลม รวมทั้งความไม่เที่ยงของจิตทั้งสองนั่นเองครับ

ถาม : ทำแบบไหนจะกู้จิตที่ตกในโมหะได้ จิตตกจนเศร้าหมอง

ตอบ : แต่ละครั้งที่จิตตก สถานการณ์ต่างกัน เหตุปัจจัยต่างกัน ระดับความลึกที่ตกลงไปก็ต่างกัน อุบายแก้จึงต่างกันไปด้วยครับ ถ้าเศร้าหมองมาก ก็อาจจำเป็นต้องอาศัยการทำบุญใหญ่ให้แช่มชื่นบ้าง ถ้าเศร้าหมองกลางๆ ก็อาจสวดมนต์อิติปิโสหลายๆรอบบ้าง ถ้าเศร้าหมองเล็กๆ ก็คอยดูความไม่เที่ยงของความเศร้าว่ามากบ้าง น้อยบ้าง หายไปบ้าง กลับมาอีกบ้าง ในที่สุดก็เกิดสติชนะความเศร้าได้เอง เมื่อใส่ปัจจัยแห่งความสุขอันเป็นมหากุศลเข้าไป

ถาม : ตอนนี้ได้เข้าใจว่า ถึงจิตมันจะอยู่ข้างใน ความสามารถที่เรามีทุกคนคือ ระลึกได้กับมัน แค่นั้นพอไหมคะ? เพราะบางทีมันไม่ทันหาเหตุ เเต่ผลมันออกมาเเล้ว

ตอบ : ใช่ครับ ไม่ว่าเป็นภาวะไหน เราก็ระลึกถึงความเป็นเช่นนั้นได้ เว้นแต่จะมีโมหะห่อหุ้มอยู่หนาแน่นเกินไปเท่านั้น

ถาม : อยากถามว่าขณะเดินจงกรม จิตรวมใหญ่ หมอกหายไป เด่นดวงขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังรู้สึกเจ็บจากอาการป่วยที่เป็นประจำอยู่เลย ทุกอย่างรอบตัวดูราบเรียบไปหมด เห็นแต่แสงกับสีตัดกัน รู้สึกสว่างเบิกบาน ตัวไร้น้ำหนัก หลังจากนั้นก็มีความคิดที่ลังเลสงสัยลอยเบาๆคล้ายควัน อาการทางจิตแบบนี้เขาเรียกว่าอะไรครับ มันคือการเข้าฌานรึเปล่าครับ

ตอบ : ฟังที่น้องพูด สภาพเหมือนฌานนะครับ แต่บอกตรงๆว่ารู้สึกเหมือนบางอย่างยังไม่หยุดจริง เหมือนยังมีความเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ เอาเป็นว่า ถ้าถึงฌานจะรู้สึกเหมือนเวลาหยุด จิตจะตั้งอยู่บนฐานนิ่ง หนักแน่น เนิ่นนาน และสภาพเคลื่อนไหวภายนอกก็จะหยุดตาม เว้นแต่ทรงฌานได้เป็นปกติ จนข้ามพ้นอารัมณูปนิชฌานไปเป็นลักขณูปนิชฌาน (เหมือนเช่นที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านเดินจงกรมไม่ได้ยินเสียงฟ้าผ่า นั่นก็เพราะประสาทหูท่านดับเยี่ยงผู้ทรงฌาน)

จะเป็นฌานหรือเฉียดฌานแบบอุปจารสมาธิ ถึงขั้นนี้ก็เดินจงกรมได้แบบเห็นจิตแน่ๆแล้ว ก็ขออนุโมทนาด้วย เพราะกำลังสมาธิระดับนี้ แยกเห็นรูปเห็นนามได้ชัดเจน ไม่มีความเป็นมนุษย์ ไม่มีบุคคลเราเขาอยู่ในกายและจิตขณะเดินจงกรมครับ

ถาม : การฟังเทปบรรยายระหว่างทำงาน ควรทำไหมคะ ตอนแรกตั้งใจให้มีสมาธิ แต่กลัวจะยิ่งทำให้สั่งสมนิสัยชอบทำอะไรสองอย่างพร้อมกัน จิตไม่มุ่งเพียงอย่างเดียว คิดแบบนี้ถูกไหมคะ

ตอบ : ฟังธรรมบรรยายไปด้วย ทำงานไปด้วย สำหรับบางคนอาจเหมือนทำได้ คล้ายให้ธรรมบรรยายเป็นแบ็คกราวด์ จะได้ยินเข้าหูเมื่อใจไม่ได้คิดงานจริงจัง

ผลของการทำแบบนี้เป็นอย่างไรคงไม่มีใครเก็บสถิติไว้ แต่พี่บอกได้อย่างหนึ่งครับว่า ปัญญาที่ได้ จะไม่ใช่สุตมยปัญญาที่แท้ เพราะสุตมยปัญญาที่แท้ต้องการ ‘ภาพในใจ’ ที่เป็นธรรมตรงตามธรรมบรรยาย

อีกประการหนึ่ง แม้น้องจะมีใจเป็นสมาธิ ทำแยกสองอย่างได้ แต่การฟังธรรมขณะทำงาน ก็เหมือนไม่ให้ความเคารพธรรม แม่ชีที่ถึงธรรมและเคารพธรรมยิ่งชีพนั้น ขนาดท่านป่วยหนักอยู่ พอใครเอาเทปธรรมะมาเปิดให้ท่านลองฟัง ท่านยังลุกขึ้นนั่ง และบอกเลยครับว่าต้องการฟังด้วยการแสดงความเคารพ

ถาม : นั่งสมาธิ เดินจงกรม แล้วรู้สึกเบื่อค่ะ เพราะไม่ได้รับสุขจากการปฏิบัติ จึงไม่ค่อยมีฉันทะในการปฏิบัติค่ะ แต่ก็พยายามทำทุกวันนะคะ เบื่อก็ทนๆไป มีทางทำให้มีฉันทะในการปฏิบัติเพิ่มขึ้นหรือไม่คะ? ก็อยากปฏิบัตินะคะ เพราะคงไม่มีทางเลือกอื่นสำหรับคนที่ต้องการพ้นทุกข์

ตอบ : ถ้าไม่มีความสุขก็ยากจะเกิดฉันทะครับ ไม่ทราบว่าเคยอ่านวิปัสสนานุบาลไหม ลองทำตามวิธีในนั้นดู อาจจะพอช่วยได้บ้างครับ http://dungtrin.com/vipassana

ถาม : มีเรื่องแปลกอยู่นิดนึง พึ่งสังเกตครับ ยิ่งอยากดู ยิ่งรอดูให้มันเกิด มันยิ่งไม่เกิด แปล๊กแปลกครับ แต่พอทำอะไรเพลินๆนี่เกิดจังครับ

ตอบ : ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยครับ เป็นธรรมชาติต่างหาก อาการรอดู เป็นการปรุงแต่งทางจิตชนิดหนึ่ง ขวางทางไม่ให้การปรุงแต่งชนิดอื่นเกิดในจังหวะที่ควรจะเกิดครับ

ถาม : ตัวที่เห็นยาก พยายามดูหลายครั้งก็ยังไม่แน่ใจตัวเองว่ามีหรือไม่มี เห็นหรือไม่เห็น และจะปล่อยวางยากหากตัวเรามองไม่เห็น จะพยายามให้มากขึ้นค่ะ

ตอบ : ถ้ามีความคลุมเครือไม่แน่ใจในกิเลสข้อใด ให้ฝึกมองกิเลสข้ออื่นที่ชัดสำหรับเราไปก่อน จนกว่าจะเห็นกิเลสหายไป เหลือแต่ใจที่ว่างเปล่า ค่อยเอาใจที่ว่างจากกิเลส (ชั่วคราว) นั้น มาเป็นตัวตั้ง แล้วเทียบดูกับตอนเกิดกิเลสที่ว่าเคยดูยากครับ จะเห็นชัดเจนว่ามีหรือไม่มี

ถาม : สภาวะที่เกิดบ่อยและรู้ยากที่สุด ทีแรกเข้าใจว่าเป็นโมหะ เมื่อเทียบกับราคะแล้วเห็นยากง่ายต่างกันยังไงครับพี่ตุลย์

ตอบ : ราคะนั้น ถ้าจะดู ดูไม่ยากหรอกครับ สำคัญคือพอมันเกิดขึ้น (จริงๆจังๆ) ร้อยทั้งร้อยจะไม่รู้ ไม่ดู ไม่เห็น แต่เต็มใจยอมตามมันลากจูงไปกันหมด พูดง่ายๆ สิ่งที่ดูยากที่สุด คือสิ่งที่เราเองไม่อยากดูแต่แรก

ส่วนโมหะนั้น แบ่งเป็นหลายระดับ ระดับสูงสุดคืออวิชชานั้น อย่าว่าแต่คนธรรมดา แม้แต่อริยเจ้าก็ดูไม่ออก ที่จะดูออกจริงก็พวกที่มีสิทธิ์บรรลุธรรมขั้นสุดท้ายเท่านั้น

แต่โมหะระดับกลางและระดับต่ำ เช่น ความรู้สึกตันๆ ความรู้สึกขาดโฟกัส ความฟุ้งซ่านลอยไปลอยมา ประเภทนี้ ถามตัวเองเมื่อไหร่ ก็แทบจะรู้ได้เมื่อนั้นว่า โมหะกำลังห่อหุ้มจิตเรา หรือจิตเรากำลังมีโมหะ อันนี้ในมุมมองของผมจึงว่า โมหะยังดูง่ายเสียกว่าราคะ (แต่ถ้าราคะอ่อนๆ ก็ดูง่ายที่สุดเหมือนกัน และเป็นกิเลสข้อแรกที่พระพุทธเจ้าท่านให้ดูในจิตตานุปัสสนาด้วย เพียงแต่ว่า ถ้าเป็นฆราวาส ไม่ใช่พระ ก็มักไม่สังวรระวังเกี่ยวกับราคะกันเท่าไหร่ จะมีความเคยชินที่จะปล่อยๆตามอารมณ์มากกว่าอย่างอื่น)

ดังตฤณ

https://www.facebook.com/dungtrin

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top