ผู้เขียน หัวข้อ: ความรักเกิดจากอะไร?  (อ่าน 968 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ความรักเกิดจากอะไร?
« เมื่อ: 20 ธันวาคม 2013 | 03:33:47 PM »
ความรักเกิดจากอะไร?
เกิดจากที่เคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อนจนคุ้นเคยสนิท
และมาเกื้อกูลกันในปัจจุบันจนชิดเชื้อตรึงใจ
หากไม่มีสองเหตุประกอบกัน ความรักก็เกิดไม่ได้

เคยอยู่ร่วมกันในกาลก่อนอย่างไรจึงได้เกื้อกูลในชาตินี้?
เคยมีศรัทธาจุดหมายสูงส่งในชีวิตแบบเดียวกัน
เคยมีศีลชำระใจให้สะอาดเสมอกัน
เคยมีจาคะรินน้ำใจเป็นที่ชุ่มชื่นแก่กันและกัน
เคยมีปัญญาพูดคุยรู้เรื่องไม่เป็นอื่นต่อกัน
จึงก่อให้เกิดแรงดึงดูดตามธรรมชาติของการจับคู่
มีความประจวบเหมาะทางเวลาและเหตุการณ์
ให้พบกันเพื่อสนิทอีก ได้สร้างความประทับใจให้กันอีก

เพราะเหตุใดคนส่วนใหญ่จึงไม่รู้สึกว่าพบคู่แท้?
เพราะส่วนใหญ่ ไม่ว่ากาลนี้หรือกาลไหน
คบหาร่วมสุขด้วยกันไม่นาน พอต้องร่วมทุกข์ก็แยกกันไป
แม้ไม่ทุกข์ก็อยากมีคนอื่นใหม่
หรือแม้ได้ครองคู่ก็ไม่ได้อยู่ร่วมกันยืนยาวอย่างเป็นสุข
มีศรัทธาคนละทาง มีศีลไม่เสมอกัน
ไม่มีน้ำใจให้กัน คุยกันไม่รู้เรื่อง
อยู่ด้วยกันแบบคนแปลกหน้าฝืนใจร่วมบ้านเดียวกัน
และมักตายจากกันแบบครึ่งรักครึ่งแค้น
จึงเจอกันอีกในกาลนี้ด้วยความรู้สึกกึ่งใช่ กึ่งผิดฝาผิดตัว

เพราะเหตุใดคนสมัยนี้จึงผิดหวังจากการครองคู่กันเกือบหมด?
เพราะคนสมัยนี้เชื่อตัวเองมากกว่าศรัทธาในผลแห่งกรรม
อยากกามมากกว่ารักศีล
เห็นแก่ตัวมากกว่าคิดเห็นอกเห็นใจคนอื่น
คิดว่าตัวเองรู้ดีและดูถูกว่าคนอื่นโง่กว่าตน
ความสุขจากการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวจึงเกิดยาก
ไม่อดทนพอจะมีคู่สร้างในความจริง หวังแต่จะเจอคู่แท้ในฝัน

แล้วจะเอาความรักมาจากไหน?
เอามาจากใจที่หาศรัทธาดีๆให้ตัวเองพบ
มีแก่ใจปลูกความ ‘รักจิตที่สะอาด’ ด้วยศีล
มีน้ำใจสละส่วนเกิน สละความพยาบาทออกจากตัวบ้าง
มีเหตุมีผลในทางที่เป็นคุณ มากกว่าเอาผิดเอาถูกในทางที่เป็นโทษ
ทำได้ก็คือได้ชื่อว่าสร้างเหตุแห่งความเป็นที่รัก
เมื่อเป็นขั้วแห่งความเป็นที่รัก แม้ไม่พบคนรัก
ก็รักชีวิตดีๆของตัวเองได้ เป็นที่รักของคนรอบข้างได้
ความเป็นที่รักย่อมดึงดูดคนที่น่าให้รักเข้ามาร่วมถักทอสายใย
ไม่ช้าก็เร็ว ไม่ชีวิตนี้ก็ชีวิตหน้า

ดังตฤณ
14/12/56

------------------------------------------------

มีคนทักผมในสเตตัสก่อนว่า
บ้านเมืองร้อนเป็นไฟ ยังมาคร่ำครวญเรื่องความรัก

ผมอ่านแล้วสะดุด เป็นคำติติงที่สะกิดใจ
ทำให้ผมต้องหันมามองตัวเองนะครับ
บ้านเมืองกำลังร้อนเป็นไฟจริงๆ แล้วผมมัวทำอะไรอยู่?

คำว่า ‘ร้อนเป็นไฟ’ ทำให้ผมถามตัวเองว่า จะมีส่วนช่วยดับไฟได้อย่างไร
ด้วยการหาฟืนมาสุม หรือหาน้ำมาดับ?

หลายคนยุให้ทุกคนลุกขึ้นมาต่อสู้ทางการเมือง
ผมลองนึกตามดู ถ้า ‘ทุกคน’ ในประเทศนี้
มีแต่พูดกันเรื่องการเมือง อะไรจะเกิดขึ้น?

เดินไปทางไหน เมื่อเห็นใครพูดเรื่องการเมือง
ดูเหมือนไม่มีใครฟังใครกันอยู่แล้ว
เพราะทุกคนกำลังอยู่ในภาวะปักใจเชื่อไปแล้วว่าอะไรเป็นอะไร
โจทย์คือ ถ้า ‘ทุกคนทั้งประเทศ’ พากันพูดเรื่องการเมืองกันหมด
ประเทศเราจะพบจุดจบเร็วขึ้นหรือช้าลงกันแน่?

ผมมามองดูตัวเอง พิจารณาว่าจุดแข็งอันเป็นที่สุดของตัวเองว่า
จะช่วยบ้านช่วยเมืองอย่างไรได้บ้าง
สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ผมไม่ได้มีความน่าเชื่อถือทางการเมือง
ลองคิดง่ายๆว่า วันนี้ถ้าผมลุกขึ้นมาชี้ถูกชี้ผิดทางการเมือง
คุณจะฟังผมไหม?

เมื่อออกความเห็นทางการเมืองอะไรไป ก็ไม่มีใครเชื่ออยู่ดี
แล้วจะออกความเห็นไปทำไม
สู้ให้ความเห็นในทางที่จะช่วยให้คนเกลียดกันน้อยลงไม่ดีกว่าหรือ?

ในเวลาที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยคนหน้ามืดทางการเมือง
ผมอยากให้มีคนหน้าสว่างทางธรรมะบ้าง
ธรรมะไม่ใช่เรื่องตลก
ถ้าช่วยให้บ้านเมืองไม่ต้องล่มสลายด้วยความเกลียดได้

เมื่อมีความสว่างทางอารมณ์
คุณจะฟังทั้งสองฝ่ายพูดด้วยความมีสติ
เห็นชัดว่าเมื่อใดฝ่ายหนึ่งพูดด้วยเหตุผล ด้วยความจริง
เห็นชัดว่าเมื่อใดอีกฝ่ายพูดด้วยอคติ ด้วยความเท็จ

เรื่องใครถูกใครผิดยกไว้ก่อน
เรื่องบ้านเมืองจะล่มสลายภายในกี่ปีก็ยกไว้ก่อน
เอาวันนี้ดีกว่า
ตอนนี้มีแต่ความเกลียดชัง ถ้าไม่พูดเรื่องความรักเลยอะไรจะเกิดขึ้น?
บางบ้าน พ่อแม่ลูกแทบอยู่ร่วมบ้านเดียวกันไม่ได้อีกแล้ว
เพียงเพราะเห็นต่างทางการเมือง คนหนึ่งเสื้อเหลือง คนหนึ่งเสื้อแดง
เรื่องนี้ไม่มีสำนักข่าวไหนยกไปเป็นประเด็นสำคัญ
เมื่อเดือนก่อนตำรวจจับกุมคนธรรมดาหน้าตาดี ขับรถหรู
ใช้ไอโฟน ที่เบาะมีกล้องราคาแพงวางอยู่
แต่เปิดท้ายรถออกมามีอาวุธสงคราม ทั้งที่ไม่ได้เป็นทหารหรือตำรวจ
เรื่องนี้ก็ไม่มีการทำข่าวกัน ได้แต่จับกุมไว้ตามหลักฐานประจักษ์

ประเทศชาติจะไปรอดได้อย่างไรครับ
ถ้าสถาบันครอบครัวเกิดความร้าวฉาน
และถ้าคนเดินถนนธรรมดาพร้อมจะยิงกราดเหมือนในหนัง?

สรุปแล้ว ผมไม่มีจุดยืนทางการเมือง
เพราะไม่คิดว่าตัวเองรู้ดีทางการเมือง
แต่ผมมีจุดร่วมเรื่องการรักชาติ
ถ้าเห็นใครรักชาติจริง ผมรับฟังเหตุผลได้หมด
ไม่ว่าจะรักชาติข้างไหน

ที่สำคัญคือเรารักชาติเพื่อให้ชาติคงอยู่มิใช่หรือ?
ถึงเวลาต้องถามตัวเองไหมว่า
ชาติอยู่ได้ด้วยความเกลียดหรือความรัก?

ดังตฤณ
15/12/56

------------------------------------------------

กราบขออภัย สำหรับคำว่า ‘หน้ามืดทางการเมือง’
ของสเตตัสเมื่อวานนะครับ _/\_

คำนี้คำเดียวทำให้หลายท่านแปลสารทั้งหมดของผมผิดไป
ผมรู้สึกเสียใจ ไม่สบายใจ
กับคำพูดที่ทำความขุ่นเคืองให้หลายๆท่าน
แต่กราบเรียนว่าผมเห็นอย่างนั้นจริงๆ
และผมก็ไม่ได้พูดถึงผู้ร่วมชุมนุมอย่างสงบ
ไม่ได้หมายถึงเสื้อแดงส่วนที่ออกมาเคลื่อนไหวอย่างมีเหตุมีผล
แต่หมายถึงอะไร เขียนไว้ค่อนข้างชัดแล้วในสเตตัสเก่า
เช่น เพื่อนพ้อง น้องพี่ พ่อแม่ลูก ปู่ย่าตายาย
ต้องมาทะเลาะและแตกแยกกันเพราะเห็นต่างทางการเมือง
หรืออย่างที่ไฮโซพกอาวุธสงครามเตรียมไปทำอะไรก็ไม่ทราบ
ทราบแต่ว่าในรถมีร่องรอย ‘ความรักชาติ’ อยู่เต็มไปหมด
ตรงนี้ผมไม่ได้ว่าร้ายฝ่ายไหน
โปรดอย่าได้เข้าใจว่าผมบั่นทอนกำลังใจใคร
รู้ดีครับว่า ใครจะเอาจริงกับการเมืองข้างไหนก็ตาม
แต่ละฝ่ายเหนื่อยยาก อ่อนใจ อ่อนแรง
ไม่อยากต้องมาเจอคำพูดติเตียนกันทั้งนั้น

หลายคนถามผมว่า ไม่อยากให้เกิดการปฏิรูปหรือ
ผมขอตอบว่า ‘ผมอยากให้เกิดการปฏิรูปครับ’
แต่ขณะเดียวกัน
ก็อยากเห็นประชาชนสู้กับนักการเมืองให้ถูกฝาถูกตัว
ไม่ใช่ประชาชนต้องมาสู้กับประชาชนอย่างนี้

ผมไม่อยากให้ระบบทุนนิยม
ทำประเทศของเราล่มสลายเหมือนเพื่อนบ้านบางแห่ง
แต่ขณะเดียวกันก็กลัวพี่น้องไทย
จะต้องมาฆ่าแกงกันก่อนประเทศล่มสลาย
เพียงเพราะยึดอยู่ว่าตัวเองถูกแน่ๆ อ่านขาดแน่ๆ
รู้ทะลุปรุโปร่งแน่ๆว่าเดี๋ยวกำลังจะมีการปฏิรูปแบบไหน

เมื่อทุกคนคิดว่าตัวเองถูก
เราช่วยกันสร้างความผิดขึ้นแล้ว

ผมไม่เป็นกลางระหว่างความดีกับความเลว
แต่จะเป็นกลางเสมอกับคนดีๆทุกฝ่าย

หลายคนอยากให้ผมพูด ไม่อยากให้ผมเฉย
ตอนนี้ผมก็พูดแล้ว ทั้งที่รู้ว่าคงไม่เป็นที่พอใจของหลายๆท่าน
แต่อย่างน้อยก็ดีที่พูดให้ชัดไปเสียที
ถ้าวันหน้าผมพูดเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง
แล้วมีคนถามว่าทำไมผมไม่พูดเรื่องการเมืองให้เข้ากับบรรยากาศ
ก็จะได้ชี้มาที่สเตตัสเกี่ยวกับการเมือง ให้ทราบว่าผมพูดแล้ว
ผมพูดว่า ผมฟังมามากครับ ฟังทั้งฝ่ายเห็นด้วยและคัดค้าน
ฟังทั้งฝ่ายที่เปลี่ยนข้างจากคัดค้านเป็นเห็นด้วย
ฟังจบทั้งหมดแล้วได้ข้อสรุปว่า
ทุกคนต่างก็พูดถึงเรื่องความถูกต้องในการปฏิรูปประเทศ
แต่ไม่พูดเรื่องความถูกต้องในการทำอารมณ์ให้ดีขึ้นเลย
มีแต่คนเห็นอันตรายของนักการเมือง
แต่ไม่มีคนเห็นอันตรายของอารมณ์เกลียด
จึงอยากใช้เพจตัวเองเป็นจุดเล็กๆจุดหนึ่งที่พูดถึงเรื่องนี้
โดยไม่ต้องข้องแวะกับการเมือง
เพราะถ้าขืนยังข้องแวะกับ ‘การเมืองที่ถูกต้อง’
ยังไงก็คงไม่ได้พูดเรื่อง ‘การทำอารมณ์ให้ดีขึ้น’

อันที่จริงคิดจะตั้งสเตตัสเดียวเมื่อวานแล้วจบ
แต่เมื่อพบข้อผิดพลาดของตัวเอง
ก็เห็นว่าจำเป็นต้องออกมาขอโทษอีกครั้งในวันนี้ครับ

ดังตฤณ
16/12/56

https://www.facebook.com/dungtrin











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top