ผู้เขียน หัวข้อ: จุดที่ยากลำบากของการปฏิบัติธรรม (๒)  (อ่าน 1171 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย


เครื่องมือเดียวที่จะช่วยให้ จิตตื่น อย่างต่อเนื่อง
คือการเจริญสติปัฏฐาน

ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใด หรือสิ่งบางสิ่ง
เป็น เครื่องรู้ เครื่องอยู่ของจิต หรือเป็นวิหารธรรม
เพื่อกระตุ้นความรู้ตัวของจิตให้ต่อเนื่อง
จะใช้อะไรก็ได้ ตามความถนัดของแต่ละบุคคล
เพื่อให้รู้เท่าทันกายใจของตน อย่างเป็นธรรมชาติธรรมดาที่สุด

วิหารธรรมของจิต จะเป็นอะไรก็ได้ ในกาย เวทนา จิต ธรรม
เพราะจุดสำคัญของการเจริญสติปัฏฐาน
ไม่ได้อยู่ที่ว่า รู้สิ่งใด
หากแต่อยู่ที่ว่า รู้อย่างไร
หากรู้สภาพธรรมที่กำลังปรากฏ
ด้วยจิตที่เป็นกลาง ปราศจากความยินดียินร้าย ก็ใช้ได้ทั้งนั้น
เพราะทำให้มีสติสัมปชัญญะต่อเนื่อง พร้อมทั้งเจริญปัญญาไปด้วย

ฝากให้พวกเราสังเกตจิตใจของตนให้ดี
ว่าการทำความรู้ตัวอยู่นั้น มี 2 ลักษณะด้วยกัน
อย่างหนึ่งรู้ตัวแล้ว จิตนิ่งๆ รวมเข้ามา อัดเข้ามา หยุดอยู่ที่รู้
ลักษณะเช่นนี้จะเหมือนมีความรู้ตัวชัดเจน
โดยไม่เห็นความจงใจ หรือความตั้งใจ ที่จะรู้ตัวให้ชัดๆ
เหมือนมี รู้ อยู่ในรู้ อีกชั้นหนึ่ง
ความรู้ตัวชนิดนี้ยังใช้ไม่ได้
เพราะจิตล็อคตัวเองให้หยุดนิ่ง หรือเป็นการเพ่งจิตนั่นเอง
ไม่สามารถเจริญปัญญาได้จริง

ไม่เหมือนความรู้ตัวที่เป็นธรรมชาติ ธรรมดา ไม่ได้จงใจจะรู้ตัว
หากแต่เจริญสติปัฏฐานไปเรื่อยๆ ไม่คาดหวังผล
เป็นลักษณะ รู้ อยู่ที่รู้ ไม่ใช่การเพ่งจ้องจิตผู้รู้
คือรู้ไปอย่างสบายๆ ถึงสิ่งที่กำลังปรากฏ
แล้วหากจิตเกิดปฏิกิริยายินดียินร้ายขึ้นมา ก็รู้เท่าทันจิตตนเองไปเรื่อยๆ
ความรู้ตัวชนิดหลังนี้แหละครับ ที่จะเป็นทางแห่งปัญญาได้จริง

ใครที่รู้ตัวเป็นแล้ว ขอให้เจริญสติปัฏฐานกันเข้านะครับ
จะรู้การกระทบทางกาย เช่นเท้ากระทบพื้น หลังกระทบพนักเก้าอี้
มือกระทบเม้าส์ นิ้วกระทบคีย์บอร์ด นิ้วกระทบนิ้ว นิ้วกระทบก้อนกรวด
การกระพริบตา เอี้ยวตัว กลืนน้ำลาย
ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด ขับถ่าย
การเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น การได้รส การได้สัมผัส
การไหวกายทั้งกาย การไหวกายบางส่วน
การเฝ้ารู้เวทนาทางกาย การเฝ้ารู้เวทนาทางใจ
การเฝ้ารู้ความเกิดดับของกุศลและอกุศลในจิต
การเฝ้ารู้ทันกลไกการทำงานของจิต ฯลฯ

เพียรรู้ให้เป็นปัจจุบัน ด้วยจิตที่สบายๆ เป็นธรรมชาติธรรมดาที่สุด
ลองดูให้ต่อเนื่องสัก 7 วัน ถ้าไม่ได้ผลก็ลองสัก 7 เดือน
ถ้ายังไม่ได้ผลอีก ก็ลองสัก 7 ปี
แล้วค่อยมาดูว่า
จะไม่ได้ผลอะไรดีงาม ขึ้นมาบ้างทีเดียวหรือ

7 ปีนั้นสั้นนิดเดียว สั้นกว่าฟ้าแลบเสียอีก
เมื่อเทียบกับเวลาที่เราเป็นเด็กจรจัด หลงทางในสังสารวัฏนี้

โดยคุณ สันตินันท์ (นามปากกาของหลวงพ่อปราโมทย์ก่อนบวช)

เมื่อ วัน อังคาร ที่ 23 พฤษภาคม 2543


http://www.dhammada.net/2013/07/23/22418/











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top