ผู้เขียน หัวข้อ: ดูกิเลสเหมือนเห็นคนเดินผ่านหน้าบ้าน  (อ่าน 1222 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย



โยม : ช่วงหลังๆนี่ ผมรู้สึกว่าผมเพ่งจนแข็งเลยครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันเกิดจากอะไรดูออกไหม   

โยม : ไม่ทราบครับ

หลวงพ่อปราโมทย์ : มันอยากปฏิบัติ พอมันอยากปฏิบัตินะ มันลงมือจ้องเอาๆ อยากรู้ให้ชัดๆ

โยม : แล้วจะแก้ยังไงละครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ให้รู้ทันว่าอยาก อยากปฏิบัติขึ้นมานะ รีบรู้เลยว่าอยาก อยากปฏิบัติก็ผิดแล้วนะ แล้วไง คือถ้าเมื่อไหร่เราอยากปฏิบัติ เราจะลงมือทำ สิ่งที่เราทำนะเพราะความอยากคือการเพ่ง คือเราอยากรู้ให้ชัดๆ อยากรู้ให้ชัดต้องดูไม่ให้คลาดสายตา กลายเป็นการเพ่ง เพราะฉะนั้นให้มันเผลอไปก่อน แล้วรู้ว่าเผลอ ให้มันโลภไปก่อน แล้วรู้ว่าโลภ ให้มันโกรธไปก่อน แล้วรู้ว่าโกรธ ให้ความรู้สึกเกิดก่อน อย่าไปดักดูอย่าไปรอดู ถ้าดักดูรอดูจะกลายเป็นการเพ่ง

โยม : ผมกลัวจะโกรธแรงไปครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : นั่นน่ะเห็นไหมเราปฏิเสธ เราไม่อยากโกรธ แต่หลวงพ่อจะบอกให้อย่างนึง ถ้าคุณกดอยู่อย่างนี้เรื่อยๆนะ วันใดที่หมดแรงกด คุณจะโกรธอย่างรุนแรงเลย หรืออย่างบางคนข่มราคะไว้ตลอดเลย ราคะเกิดแล้วเพ่งเอาไว้ๆให้นิ่งเลยนะ ไม่ให้มีราคะ วันใดหมดแรงเพ่งนะ จะราคะรุนแรงกว่าคนธรรมดา คนใดจิตจะฟุ้งซ่านก็น้อมเข้าหาความสงบลูกเดียวเลย วันใดที่หมดแรงน้อม จิตจะฟุ้งซ่านมากกว่าคนทั่วๆไป มันคิดดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นการที่คุณภาวนา แล้วรู้สึกว่าความโกรธมันรุนแรง คุณลองสังเกตเถอะ ส่วนใหญ่รากเหง้ามันมาจากการที่เรากลัวว่าจะโกรธ เราก็เลยไปข่มเอาไว้ พอหมดแรงข่มมันก็โกรธแรง พอโกรธแรงเราก็ตกใจกลัว เราก็ยิ่งข่มให้มากขึ้นไปอีก งั้นการปฏิบัติเราก็จะข่มไปเรื่อยๆ เครียด งั้นคุณต้องใจถึงๆนะ เพราะงั้นที่คุณภาวนาอยู่โดยพื้นฐานใช้ได้แล้ว ใจมันเริ่มรู้ตื่นขึ้นมาได้แล้ว คุณอย่ากลัวไม่ดี ให้คอยรู้ไป คุณแค่ถือศีล ๕ ไว้ก่อน โกรธก็ได้นะ แต่ไม่ล้นออกมาทางกายและวาจา โกรธอยู่ในใจไม่กดมันเอาไว้ ดูความโกรธที่มันผุดขึ้นมา เหมือนหมาบ้าเหมือนเสือร้ายขึ้นมากระโชกโฮกฮากอยู่ในใจ ข้างนอกเราไม่ออกมา ออกมาแล้วผิดศีล เราถือศีลไว้ก่อน

โยม : ด่าก็ไม่ได้ใช่ไหมครับหลวงพ่อ

หลวงพ่อปราโมทย์ : ด่าก็ผิดศีลสิ หลวงพ่อถึงบอกว่าศีล ๕ จำเป็นสำหรับผู้ปฏิบัตินะ ถ้าเราทำแค่สมถะเนี่ย ศีลไม่เท่าไหร่หรอก เพราะว่าเราข่มจิตเอาไว้นิ่งๆ เราไม่ทำผิดศีลหรอก แต่ถ้าเราทำวิปัสสนาต้องถือศีลก่อน ต้องมีศีลรักษาไว้ก่อน เพื่อว่าเราจะไม่ทำผิดทางกายและวาจา แต่ในขณะที่ทางใจเนี่ย มันทำอะไรเราจะตามรู้ไปเรื่อยๆ เราไม่เก็บกดแล้วก็ไม่คล้อยตาม เก็บกดหมายถึงเราไปต่อต้านกิเลส คล้อยตามหมายถึงว่าเราถูกกิเลสครอบงำ เช่นมันโกรธขึ้นมาแล้วเราก็ไปด่าเค้า อันนี้เพราะถูกกิเลสครอบงำจิต จิตถูกโทสะครอบงำไปเรียบร้อยแล้ว หรือความโกรธเกิดขึ้นไปกดมันใหญ่เลย อันนี้เราปฏิเสธมัน เราไม่ชอบมัน เราต่อต้านมัน อย่าต่อต้านกิเลส แล้วก็อย่าคล้อยตามกิเลส ให้รู้กิเลส ทำใจของเราให้เหมือนเรือลำใหญ่ๆ จอดทอดสมออยู่ในแม่น้ำหรือในทะเล น้ำไหลผ่านเรือไปนะ เรือไม่ขวางน้ำ เหมือนใจไม่ขวางกิเลส ในขณะเดียวกัน เรือไม่ลอยตามน้ำ คือใจเราก็ไม่ลอยตามกิเลสไป เรามีสมอที่ทอดอยู่นะ คือมีสติอยู่ มีสติรู้กิเลสไหลผ่านมาก็รู้ กิเลสไหลผ่านไปก็รู้ เรารู้อยู่อย่างนี้ สติจะทำหน้าที่อารักขา คือสติจะทำหน้าที่คุ้มครองรักษาจิต ไม่ให้ถูกอกุศลครอบงำ เพราะฉะนั้นกิเลสเกิดขึ้น ให้คุณรู้ไป กิเลสมันมาแล้ว ดูเหมือนดูคนอื่น ดูเหมือนเห็นกิเลสของคนอื่น ดูเหมือนดูคนเดินผ่านหน้าบ้าน ดูเหมือนเห็นน้ำไหลผ่านข้างเรือไป ดูสบายๆไม่ใช่ไปต่อต้าน

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่วัดสวนสันติธรรม
เมื่อ วันอังคารที่ ๑๕ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๕๕๑ หลังฉันเช้า

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
Track: ๒
File: 510415B.mp3
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๙ ถึง นาทีที่ ๑๗ วินาทีที่ ๒๐



http://www.dhammada.net/2013/07/02/22102/











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top