ผู้เขียน หัวข้อ: จักรวาลและโลกในมุมมองของ "พระพุทธศาสนา"  (อ่าน 2255 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
*เป็นบทความที่เขียนโดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช สมัยที่ยังเป็นฆราวาสที่ท่านสนทนาธรรมกับลูกศิษย์ของท่าน

อ่านไว้ประดับความรู้เล่นๆนะครับ


จักรวาลและโลกในมุมมองของ "พระพุทธศาสนา"
 
โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พฤหัสบดี ที่ 19 ตุลาคม 2543 14:36:24

ช่วงนี้วางแผนจะไปทำบุญต่างจังหวัดครับ แต่ไม่สบายจึงต้องเลื่อนแผนการไปก่อน ไหนๆก็ว่างแล้ว วันนี้หาเรื่องเบาๆ มาคุยกันเล่นบ้างดีกว่าครับ คือเรามาคุยกันถึงเรื่องจักรวาลและโลก(หมู่สัตว์) ในมุมมองของ "พระพุทธศาสนา" กันบ้าง ถือว่าเป็นการฟังเรื่องเบาสมอง เปลี่ยนบรรยากาศจากการฟังธรรมปกติบ้าง

ความจริงคนไทยเราคุ้นกับเรื่องนี้มานานแล้ว เพราะปรากฏเนื้อหาอยู่ในไตรภูมิพระร่วง แม้เรื่องนี้ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการปฏิบัติ ทั้งไม่ใช่คำสอนตรงของพระพุทธเจ้า แต่เราทราบไว้ประดับความรู้ก็ดีครับ อย่างน้อยก็จะได้ไม่ไปหัวเราะศาสนาอื่นที่เขาเคยสอนว่าโลกแบน  

คำสอนเรื่องจักรวาลและโลก(หมู่สัตว์) รวมทั้งภพภูมิต่างๆที่เรียนกันทุกวันนี้ อยู่ในหลักสูตรชั้นมัชฌิมอาภิธรรมมิกะตรี เรื่องภูมิจตุกกะและปฏิสนธิจตุกกะ อันเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ 5 วิถีมุตตสังคหะ ซึ่งอธิบายถึงภูมิทั้ง 4 คืออบายภูมิ กามสุคตภูมิ รูปาวจรภูมิ และอรูปปาวจรภูมิ และประกอบด้วยคำอธิบายทั้งในชั้นอรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์ชั้นรองต่างๆ มากมาย

*************************************

ก่อนจะกล่าวถึงสัตว์ในภพภูมิต่างๆ เรามาทำความรู้จักกับแผนผังของจักรวาลกันก่อนก็แล้วกัน

ศูนย์กลางของจักรวาลคือเขาสิเนรุ ที่ประทับของพระอินทร์ เป็นจุดแรกของแผ่นดินเมื่อเริ่มกำเนิดจักรวาล ที่ลมเป่าน้ำจนงวดแล้วเกิดแผ่นดินขึ้น (ถ้าพูดแบบศาสนาอื่น ก็ต้องกล่าวว่าเป็นจุดแรกที่แผ่นดินโผล่ขึ้นหลังจากน้ำท่วมโลก) เขาสิเนรุล้อมรอบทั้ง 4 ทิศด้วยทวีปทั้ง 4 ที่มนุษย์อาศัยอยู่ ได้แก่ปุพเพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีป ชมพูทวีป และอุตตรกุรุทวีป แต่ละทวีปมีทวีปน้อย 500 ทวีปเป็นบริวาร และแผ่นดินที่เราอาศัยอยู่นี้ เรียกว่าชมพูทวีป

มีการขยายความเพิ่มเติมว่า ชมพูทวีปได้แก่ผืนแผ่นดินอันเดียวกัน ล้อมด้วยมหาสมุทร จึงได้เอเชีย ยุโรป และอาฟริกา ส่วนอเมริกาเหนือ/ใต้ ออสเตรเลีย เหล่านี้เป็นทวีปน้อย

ใต้ชมพูทวีป หรือใต้แผ่นดินที่เรายืนอยู่นี้ลงไป เป็นแผ่นดินหนา 240,000 โยชน์ (3,840,000 กิโลเมตร) ประกอบด้วยปสุปถวี คือชั้นดิน 120,000 โยชน์ และลึกลงไปเป็นชั้นหินหนาเท่าๆ กัน เรียกว่า สีลาปถวี แผ่นดินและแผ่นหินดังกล่าวนี้ ตั้งอยู่บนก้อนน้ำแข็งหนา 480,000 โยชน์ และก้อนน้ำแข็งตั้งอยู่บนพื้นที่ลม หนา 960,000 โยชน์ และตามโครงสร้างของจักรวาลดังกล่าวนี้ โลกน่าจะแบนมีพื้นเป็นชั้นๆ

คำสอนชนิดนี้ ถ้ากล่าวเมื่อ 500 ปีก่อน ทุกคนจะต้องยกมือขึ้นสาธุในพระปัญญาตรัสรู้ของ "พระพุทธเจ้า" แต่มาถึงวันนี้ กลายเป็นจุดอ่อนไปแล้วครับ ในเมื่อโครงสร้างของโลก หรือชมพูทวีปที่เราอยู่นี้ ไม่ได้ใหญ่โตขนาดนั้น และลำพังความหนาของชั้นดินอย่างเดียว ก็มากกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของโลกเสียแล้ว

นรกอยู่ภายใต้ชั้นดินลงไป ประกอบด้วยมหานรก 8 ขุมใหญ่ รวมนรกบริวารด้วยเป็น 256 ขุม ขุมแรกคือสัญชีวนรก อยู่ใต้ชมพูทวีปลงไป 15,000 โยชน์ หรือ 240,000 กม. ถัดไปเป็นกาฬสุตตนรก สังฆาตนรก โรรุวนรก มหาโรรุวนรก ตาปนรก มหาตาปนรก และอวิจีนรก แต่ละชั้นอยู่ลึกห่างกันลงไปเท่าๆ กัน คือชั้นละ 150,000 โยชน์

ถัดจากนรกขึ้นมาก็มีสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งจำแนกได้ 4 ไฟลัมน์ คือสัตว์ที่ไม่มีขา สัตว์ 2 ขา สัตว์ 4 ขา และสัตว์ขามาก (เป็นวิธีแบ่งที่สอดคล้องกับวิชาชีววิทยาในยุคแรกๆ) คัมภีร์ระบุด้วยว่า สัตว์น้ำ มีมากกว่าสัตว์บก ในบรรดาสัตว์นี้ มีพญานาค 4 ชนิดใหญ่ 1,024 ชนิดย่อย มีกินนร 7 อย่าง ซึ่งในภัลลาติยชาดกอัฏฐกถาระบุว่า เป็นสัตว์กลัวน้ำ (เรื่องนางมโนราเล่นน้ำ จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง) ราชสีห์มี 4 อย่างทั้งที่กินเนื้อและกินหญ้า พญาครุฑ อยู่ที่ชั้นสองของเขาสิเนรุ และช้างที่ 10 ชนิด สัตว์เดรัจฉานย่อมประกอบด้วยสัญญา 3 อย่างคือ รู้จักเสพย์กาม รู้จักกิน และกลัวตาย

ถัดจากเดรัจฉาน เป็นเปรต 12 ชนิด บางพวกอยู่วิมาน บางพวกลำบากยากแค้น

ถัดจากเปรตเป็นอสุรกาย มี 3 อย่างคือ (1) เทวอสุรา มี 6 กลุ่มย่อย อยู่ใต้เขาสิเนรุ (2) เปตติอสุรา และ (3) นิรยอสุรา หรืออสูรในโลกันตริกนรก (นรกโลกันต์คือจุดที่เป็นรอยต่อของจักรวาลกับจักรวาล ซึ่งเป็นจุดที่มืดสนิท แต่คงไม่ใช่หลุมดำในยุคปัจจุบัน เพราะหลุมดำยังปนอยู่ในจักรวาลนี้เอง)

คราวนี้มาถึงสุคติภูมิ เริ่มจากมนุษย์ 4 ทวีป มนุษย์แต่ละทวีป จะมีความแตกต่างกันบางอย่างในรายละเอียด เช่นคนชมพูทวีปอย่างพวกเรานี้ จะกล้าหาญทั้งการทำดีและการทำชั่ว ที่แปลกคือ มนุษย์อย่างพวกเรานี้ มีกำเนิดได้ทั้ง 4 วิธี คือ (1) เกิดเป็นตัวเลยก็มี (2) เกิดจากไข่แล้วค่อยออกเป็นตัวเหมือนไก่ก็มี (3) เกิดจากต้นไม้ ดอกบัว และเลือด ก็มี เช่นนางจิญจมาณวิกา เกิดจากต้นมะขาม, นางเวฬุวดี เกิด จากต้นไผ่, นางปทุมวดี เกิดจากดอกบัว , (เข้าใจว่าถูกพ่อแม่นำมาทิ้งไว้โคนต้นไม้) โอรสของนางปทุมวดี รวม ๔๙๙ องค์ เกิดจากโลหิต (วิทยาการยุคนี้น่าจะทำได้แล้ว) เป็นต้น และ (4) เกิดปุ๊บโตปั๊บแบบโอปปาติกะก็มี ได้แก่มนุษย์ในสมัยต้นกัปป์ (เข้าใจว่าที่มนุษย์ต้นกัปป์ต้องเกิดแบบนี้เพราะไม่มีพ่อแม่ และ"พุทธศาสนา" ไม่เชื่อทฤษฎีวิวัฒนาการที่ว่าคนพัฒนามาจากสัตว์ มนุษย์ยุคแรกจึงต้องเกิดแล้วโตทันที ถ้าเป็นทารกอยู่ก็จะตายเพราะไม่มีใครเลี้ยง)

สำหรับเทวโลกนั้น ชั้นแรกสุดคือจาตุมหาราชิกา ตั้งอยู่ตั้งแต่กึ่งกลางของเขาสิเนรุลงมา มีท้าวมหาราชทั้ง 4 เฝ้ารักษาอยู่ในทิศทั้ง 4 ของเขาสิเนรุ

บนยอดเขาสิเนรุ เป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บรรดาพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวต่างๆ อันเป็นวิมานเทพจะโครจรรอบเขาสิเนรุ (ทฤษฎีนี้คล้ายกับคนโบราณหลายชาติครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับศูนย์กลางของจักรวาล)

ถัดจากนั้นขึ้นไปบนอากาศสูงกว่ายอดเขาสิเนรุ 42,000 โยชน์ คือสวรรค์ชั้นยามา และสวรรค์ที่สูงขึ้นไป ก็อยู่ห่างกันชั้นละ 42,000 โยชน์เท่าๆ กัน ได้แก่ตุสิต นิมมานรตี และปรนิมมิตวสวัตตี

เมื่อพูดถึงสวรรค์แล้ว ก็ต้องพูดถึงเทวดาบ้าง มีเรื่องที่คนถามกันบ่อยคือเรื่องการเสพย์กามของเทวดา ในตำราอภิธรรมกล่าวถึงการเสวยกามคุณของเทวดาไว้ 2 แบบ ตำราหนึ่งบอกว่าเทวดา 2 ชั้นแรกเท่านั้นที่เสพย์กามเหมือนมนุษย์ ที่สูงกว่านั้นแค่ถูกตัวกัน หรือมองตากันเท่านั้นเอง อีกตำราหนึ่งบอกว่าทั้ง 6 ชั้นต้องกระทำแบบมนุษย์ นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่พบบ่อยๆ ครับว่าตำราเองก็ขัดแย้งกันเอง

ถัดจากภูมิของเทวดาขึ้นไปอีก เป็นรูปพรหม 16 ชั้น และอรูปพรหม 4 ชั้น รูปพรหม 3 ชั้นแรก ตั้งอยู่กลางอากาศห่างจากสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี 5 ล้าน 5 แสน 8 พันโยชน์ รูปพรหมที่ 4 - 6 ที่ 7 - 9 ที่ 10 (เวหัปผลา)กับอสัญญสัตตา สุทธาวาสชั้นที่ 1 ชั้นที่ 2 ชั้นที่ 3 ชั้นที่ 4 และชั้นที่ 5 ก็ห่างกันออกไปเท่าๆ กันนี้ด้วย

สำหรับอรูปพรหมมี 4 ชั้น ชั้นสูงสุดคือเนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ห่างจากอวีจิมหานรก 71.976 ล้านโยชน์ (1,151.616 ล้าน กิโลเมตร)

ทั้งหมดนี้คือโครงสร้างของจักรวาลอันหนึ่ง ซึ่งมีขนาดไม่โตนัก อาจจะใกล้เคียงกับระบบสุริยะนี่เอง

สำหรับอรูปภูมิ 4 นี้ พระอริยบุคคลที่ยังไม่ถึงนิพพานจะไปบังเกิดได้ แล้วไปทำนามกรรมฐาน (ดูจิต) จนถึงนิพพานในอรูปภูมิได้ โดยพระอริยบุคคลที่เกิดในเนวสัญญานาสัญญยตภูมิจะไม่ไปเกิดที่ภูมิอื่นอีก แต่จะนิพพานที่นั้นเลย เพราะเป็นภวัคคภูมิ หรือภูมิชั้นยอดของอรูปพรหม (เช่นเดียวกับท่านที่เกิดในเวหัปผลาภูมิ ซึ่งเป็นภวัคคภูมิของรูปพรหม)

อภิธรรมส่วนนี้จะขัดกับความเชื่อของสำนักอภิธรรมบางแห่งนะครับ เพราะนักอภิธรรมบางแห่งเขาเชื่อกันว่า ในอรูปภูมิทำวิปัสสนาไม่ได้ เพราะไม่มีหทยรูป อันเป็นที่เกิดของจิตและเจตสิก และเป็นที่ให้รู้นามธรรม อรูปพรหมจึงรู้อะไรไม่ได้เลย นอกจากเพลิดเพลินกับกุสลวิบากอันเกิดจากฌานของตนเท่านั้น

*************************************

เรื่องภูมิและปฏิสนธิยังมีรายละเอียดอีกมากครับ เช่นกล่าวถึงกำเนิดของจักรวาล และการพินาศของจักรวาล ซึ่งการพินาศของจักรวาล จะเกิดได้ทั้งจากไฟ ลม และน้ำ แต่ส่วนมากจะเป็นการพินาศด้วยไฟ โดยเกิดดวงอาทิตย์ขึ้นพร้อมกัน 7 ดวง โดยเขตแดนที่ถูกทำลายจะกว้างถึงแสนโกฏิจักรวาล สำหรับโลกปัจจุบันยังอีกนานมากครับกว่าจะแตกทำลายไป เพราะจัดเป็นวิวัฏฏฐายีอสงไชยกัป ต้องครบ 64 อันตรกัป พร้อมกับการนับอายุของมนุษย์ ตั้งแต่มนุษย์มีอายุ 1 อสงไขยปีลงมาจนถึงพันปี เมื่อเวลาทั้งสองนี้มาบรรจบกันเข้าเวลาใดแล้ว โลกก็จะพินาศในเวลานั้น

สรุปแล้วยังอีกนานมากครับ กว่าไฟจะทำลายโลกลงไป ซึ่งค่อนข้างจะขัดแย้งกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่ประมาณว่าอีก 5,000 ล้านปี ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นดาวแดง มีขนาดขยายใหญ่มาถึงโลก อันมีผลให้โลกถูกทำลาย (เข้าลักษณะถูกทำลายด้วยไฟจากดวงอาทิตย์ใกล้เคียงกับตำรา) จากนั้นดวงอาทิตย์ก็จะดับ กลายเป็นดาวแคระไป ระยะเวลาที่ชมพูทวีปจะถูกทำลาย จึงไม่นานอย่างที่กล่าวไว้ในตำราอภิธรรม

**************************************

ความเห็นที่ 5 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน ศุกร์ ที่ 20 ตุลาคม 2543 10:12:32  ผมเขียนเรื่องจักรวาลและโลกในมุมมองของ "พระพุทธศาสนา" โดยคำว่า พระพุทธศาสนาอยู่ในเครื่องหมายคำพูด ดังนั้นไม่ควรเข้าใจว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมดนะครับ ความจริงแล้ว เป็นทัศนะที่นักปราชญ์ท่านเขียนกันต่อๆ มา ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง เช่นต้องการต่อต้านทัศนะเรื่องพระเจ้า(พรหม)สร้างโลกก็ได้ หรือต้องการสนองความอยากรู้ของคน เพื่อแย่งชิงตลาดศาสนิกชนกับศาสนาอื่น ฯลฯ โดยอิงคำสอนพื้นฐานของพระพุทธเจ้า ซึ่งท่านกล่าวถึงภูมิต่างๆ ทั้ง 31 ภูมิไว้

เรื่องจักรวาลและโลกเป็นเรื่องอจินไตย เป็นเรื่องพาให้ฟุ้งซ่าน ถ้าให้คนยุคนี้เขียนเรื่องภพภูมิ ก็คงมีลักษณะที่แตกต่างจากคนเมื่อพันกว่าปีก่อนคิด เช่นอาจจะไม่คิดว่าภูมิต่างๆ อยู่เป็นชั้น แต่อาจจะมองในแง่ความเหลื่อมซ้อนของมิติและเวลาก็ได้

สำหรับคำถามของ หลังเขา ถึงภพภูมิต่างๆ ที่ผมเคยพบเห็น บางส่วนผมเคยเล่าไว้แล้วในบันเทิงธรรม แม้หลังเขาเองก็เคยเห็นอยู่ 2 ประเภทคือมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน ส่วนประเภทอื่นๆมันก็มีอยู่ บางพวกก็อยู่อาศัยปะปนในวัตถุธาตุต่างๆ ร่วมกับมนุษย์ก็มี บางพวกก็มีภูมิเฉพาะของตนเอง แยกต่างหากจากมนุษย์ก็มี

แต่การข้ามไปสู่ภูมิต่างๆ นั้น ผมไม่เคยเห็นว่า จะต้องเดินทางไปทิศนั้น หรือทิศนี้ เพราะมันเป็นเรื่องของจิต ไม่ใช่มิติทางวัตถุ มีแต่ว่า อันตรธานจากภพหนึ่ง ก็ไปปรากฏในอีกภพหนึ่งเลย ตรงนี้จะตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างสนิทดีเดียว ในพระไตรปิฎกจะมีบ่อยๆ ที่เล่าว่า เทพหรือพรหมมาเฝ้า หรือกลับจากเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยอันตรธานจากที่หนึ่ง ไปปรากฏในที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว เร็วเหมือนบุรุษที่มีกำลังมาก งอแขนเข้ามาเท่านั้นเอง

พระไตรปิฎก บอกความจริงของจริงไว้สมบูรณ์แล้ว แต่ยังไม่พอกับความอยากรู้ของมนุษย์ จึงต้องมีการแต่งตำราเพิ่มเติม ซึ่งถ้าจิตเข้าถึงความพอเสียอย่างเดียว ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหาที่จะต้องพูดต่อไปครับ

ความเห็นที่ 10 โดยคุณ ปราโมทย์ วัน พุธ ที่ 25 ตุลาคม 2543 08:39:31 คุณหลังเขาครับ เรื่องมนุษย์ต่างดาวนั้น ไม่เกี่ยวกับการพ้นทุกข์เลยครับ รอให้วิทยาศาตร์เขาทำหน้าที่พิสูจน์ดีกว่าครับ เราชาวพุทธทราบแต่เพียงว่า ภพภูมิต่างๆ มีอยู่ และจำแนกด้วยคุณภาพของจิตที่ต่างกัน ก็พอแล้วครับ

แต่การเวียนว่ายตายเกิด ไม่ใช่ลักษณะที่ขิมกล่าว คือไม่ใช่การเดินออกจากห้องนี้ ไปห้องนั้น เพราะไม่มีผู้เดินตั้งแต่แรกแล้วครับ สำหรับจิตนั้น มันก็เกิดดับสืบเนื่องกันไป เมื่อดวงหนึ่งดับ ดวงหนึ่งก็เกิด ส่วนจะเกิดในที่เดิมก็ได้ เกิดในที่ใหม่ก็ได้ครับ

ส่วนที่คุณหมอธุลีเขียนว่าขอดูความสงสัยไปนั้น เป็นจุดยืนที่ถูกต้องแล้วครับ ที่ผมนำเรื่องจักรวาลและโลกมาเล่าให้ฟังนี้ ก็เพื่อประดับความรู้เท่านั้น ทั้งไม่ยืนยันด้วยว่า เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า เพียงแต่เห็นว่าชาวพุทธเราส่วนหนึ่ง ก็ยังศึกษากันอยู่และค่อนข้างเชื่อมั่นเอามากๆ ด้วย ถ้าเรารู้ไว้ว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนไว้ขนาดนี้ ในอนาคต หากใครมากล่าวโจมตีว่า พระพุทธเจ้าทรงสอนต่างจากวิทยาการที่พิสูจน์ได้แล้ว ก็จะได้อธิบายเขาได้ว่า นี่เป็นเรื่องที่นักปราชญ์ชั้นหลังท่านแต่งเติมขึ้น ซึ่งก็เป็นประโยชน์ในยุคของท่านนั่นเอง ส่วนหลักธรรมแท้ๆ ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นความจริงแท้ที่ทนต่อการพิสูจน์ของวิทยาการครับ
 










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 กุมภาพันธ์ 2010 | 06:41:28 PM โดย ธรรมจิตตา »

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top