ผู้เขียน หัวข้อ: ศาสนาพุทธ  (อ่าน 4545 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แอดมิน~เต้ย~

  • admin is coming
  • Administrator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3029
  • ขอบคุณ: 108
  • เพศ: ชาย
  • แอดมินมาแล้วว
ศาสนาพุทธ
« เมื่อ: 12 มกราคม 2013 | 03:51:51 PM »

พระพุทธศาสนา


1.เป็นศาสนาประเภท อเทวนิยม

2.ศาสดา คือ พระสมณโคดมพุทธเจ้า หรือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า

3.คัมภีร์ : พระไตรปิฎก ซึ่งประกอบด้วย 3 ปิฎก (3 หมวด) คือ
                1.พระวินัยปิฎก เกี่ยวกับ ระเบียบวินัย ศีล สิกขาบท ของพระภิกษุสามเณร(พระภิกษุถือศีล 227 ข้อ สามเณรถือศีล 10 ข้อ)
                2.พระสัตตันตปิฎก (พระสูตร) เกี่ยวกับ เรื่องราวประกอบธรรมะ
                3.พระอภิธรรมปิฎก เกี่ยวกับ หลักธรรมล้วนๆ

4.นิกาย : มี 2 นิกายสำคัญ
                1.นิกายเถรวาท (หินยาน) : ลักษณะเด่นคือ
                                - เคร่งครัดในพระวินัยและสิกขาบทต่างๆ ไม่แก้ไขพระวินัยข้อใดเลย
                                - นับถือพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์แต่เพียงแค่องค์เดียว (คือ พระสมณโคดมพุทธเจ้า)
                                - เน้นปฏิบัติธรรมช่วยเหลือตนเองให้พ้นทุกข์ ก่อนช่วยเหลือคนอื่น
                                - แพร่หลายในประเทศ ไทย ศรีลังกา พม่า ลาว กัมพูชา
                2.นิกายอาจาริยวาท (มหายาน) : ลักษณะเด่นคือ
                                - แก้ไขพระวินัยและพระสิกขาบท บางข้อ เข่น ฉันอาหารเย็นได้ , ใส่จีวรหลากหายรูปแบบบและหลากหลายสีสัน (บางนิกายย่อย พระมีเมีย มีลูกได้)
                                - นับถือพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ เน้นสวดมนต์อ้อนวอนขอพรจากพระพุทธเจ้า และพระโพธิสัตว์เหล่านั้น เช่น พระอมิตาภะพุทธเจ้า, พระอวโลกิเตศวรมหาโพธิสัตว์ (กวนอิม), พระศรีอริยเมตไตรยมหาโพธิสัตว์ เป็นต้น
                                - เน้น ปฏิบัติธรรมช่วยเหลือคนอื่นให้พ้นทุกข์ก่อนตนเอง (เน้นบำเพ็ญตนเป็นพระโพธิสัตว์)
                                - แพร่หลายในประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ภูฏาน ธิเบต

5.กระบวนการแสวงหาความจริงสูงสุดเพื่อนำไปสู่การหลุดพ้น ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า หลังจากออกผนวชด้วยพระองค์เอง ณ ริมฝั่งแม่น้ำอโนมา พระพุทธเจ้าได้ทรงทำสิ่งต่างๆเรียงตามลำดับต่อไปนี้
                1.ศึกษากับอาจารย์(ฝึกปฏิบัติโยคะ) ได้สำเร็จฌานสมาบัติ 7 จากอาฬารดาบส และได้ฌานสมาบัติ 8 จากอุทกดาบส
                2.บำเพ็ญตบะ คือ การทรมานตนเองให้ลำบาก เช่น เปลือยกายตากลมและฝน แช่น้ำเย็นจัดวันละสามเวลา ไม่ฉันเนื้อปลา ฉันมูลโค นอนบนหนามแหลม ยืนแขย่งเท้า เป็นต้น
                3.ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา คือ การกระทำที่ทำได้ยากยิ่ง ใน 3 ขั้น คือ กัดฟัน กลั้นลมหายใจ และอดอาหาร (ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ)
                4.ทรงบำเพ็ญเพียรทางจิต(เดินทางสายกลาง คือ มัชฌิมาปฏิปทา)

6.อริยสัจ 4 : ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ (ธรรมที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ใช้แก้ไขปัญหาชีวิต)
                1.ทุกข์ : ผล : คือสภาวะทนได้ยาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
                2.สมุทัย : เหตุ : คือเหตุแห่งทุกข์ อันได้แก่ ตัณหา
                3.นิโรธ : ผล : คือสภาวะดับทุกข์ หรือ นิพพาน (นิพพานในชาตินี้ คือ การที่จิตละจากกิเลสตัณหา)
                4.มรรค : เหตุ : คือเหตุแห่งดับทุกข์ หรือ วิธีดับทุกข์

7.ปฐมนิเทศ(วันอาสาฬบูชา) : พระพุทฑเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ในหัวข้อธรรมชื่อ “ธัมมจักกัปปวัตนสูตร” ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ
                1.ทางสุดโต่ง 2 ทางที่ทำให้ไม่บรรลุธรรม ได้แก่ “กามสุขัลลิกานุโยค” หมายถึงการหมกมุ่นอยู่ในกาม และ “อัตตกิลมถานุโยค” หมายถึงการทรมานตนให้ลำบากโดยไร้ประโยชน์
                2.ทางสายกลาง(มัชฌิมาปฏิปทา) ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ อันได้แก่ มรรค 8
                3.อริยสัจ 4
                4.ทรงสรุป และ อัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นเอตทัคคะในด้านรัตตัญญู คือเป็นผู้รู้ธรรมก่อนใครในพระพุทธศาสนาและได้บวชก่อนผู้อื่น

8.ไตรสิกขา หรือ มรรค 8 ประการ : การฝึกฝนอบรมตนเอง 3 ขั้น
                1.ศีลสิกขา : การอบรมกาย วาจา ให้สงบเรียบร้อย เป็นปรกติ ได้แก่
                                - สัมมากัมมันตะ คือ กระทำชอบ ทำแต่ความดี ทำแต่สิ่งที่สุจริต
                                - สัมมาวาจา คือ วาจาชอบ พูดชอบ พูดแต่สิ่งดีๆ
                                - สัมมาอาชีวะ คือ เลี้ยงชีพชอบ ประกอบอาชีพสุจริต
                2.สมาธิสิกขา หรือ จิตสิกขา : การอบรมจิตใจ ให้สงบเรียบร้อย เป็นปกติได้แก่
                                - สัมมาสมาธิ คือ จิตตั้งมั่นชอบ จิตสงบไม่ฟุ้งซ่าน
                                - สัมมาสติ คือ ระลึกรู้ตัวชอบ ไม่หลงใหล
                                - สัมมาวายะมะ คือ ความเพียรวะรังตนชอบ ไม่ให้ทำความชั่วและหมั่นรักษาความดีให้ดียิ่งขึ้น
                3.ปัญญาสิกขา : การอบรมปัญญา ให้เกิดความรู้แจ้ง ได้แก่
                                - สัมมาสังกัปปะ คือ คิดชอบ คิดแต่สิ่งดีสุจริต
                                - สัมมาทิฐิ คือ มีความเห็นชอบ มีความเห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรมของหลักศาสนาพุทธ เช่น เชื่อในอริยสัจ 4 เชื่อในกฎแห่งกรรมว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เชื่อในสังสารวัฏ การเวียนว่าย ตายเกิด

9.ขันธ์ 5 : องค์ประกอบแห่งชีวิตมนุษย์ 5 ประการ คือ
                1.รูป (รูปธรรม) คือ รูปร่างร่างกายของมนุษย์อันประกอยด้วยธาตุ 4 คือ ดิน (เนื้อหนังมังสา กระดูก ร่างกายของเรา) น้ำ (เลือด น้ำหนอง น้ำลาย ในร่างกาย) ลม (แก๊สในร่างกาย ในกระเพาะอาหาร) ไฟ (อุณหภูมิความร้อนของร่างกาย)
                2.เวทนา (นามธรรม) คือ ความรู้สึก มี 3 ประการคือ สุข ทุกข์ เฉยๆ
                3.สัญญา (นามธรรม) คือ ความจำได้หมายรู้ กำหนดรู้สิ่งต่างๆ ได้โดยไม่หลงลืม
                4.สังขาร (นามธรรม) คือ ความคิด ที่จะปรุงแต่งจิตให้กระทำสิ่งต่างๆ
                5.วิญญาณ (นามธรรม) คือ อารมณ์การรับรู้ของจิต ผ่านทางช่องทางการรับรู้ทั้ง 6 (อายตนะ 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ไม่ใช่ภูตผีปีศาจใดๆทั้งสิ้น

10.นิยาม 5 คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกสิ่ง ได้แก่
                1.อุตุนิยาม (Physical Laws) คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของปรากฏการณ์ในธรรมชาติ เกี่ยวกับวัตถุที่มีมีชีวิตทุกชนิด เช่น ปรากฏการณ์ลมฟ้าอากาศ (เทียบได้กับวิชาฟิสิกส์)
                2.พีชนิยาม (Biological Laws) คือ กฎธรรมชาติที่ครอบคลุมความเป็นไปของสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์เกี่ยวข้องกับการสืบพันธุ์ (เทียบได้กับวิชาชีววิทยา)
                3.จิตนิยาม (Psychic Laws) คือ กฎธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของจิต
                4.กรรมนิยาม (Karmic Laws) คือ กฎแห่งเหตุผล การให้ผลของกรรม
                5.ธรรมนิยาม (General Laws) คือ กฎธรรมชาติเกี่ยวกับความเป็นเหตุเป็นผลของสรรพสิ่ง ครอบคลุมกฎข้ออื่นทั้งหมดที่กล่าวมา

11.ศาสนาพุทธเชื่อในผลของกรรม (การกระทำที่เกิดจากการจงใจ) ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาลอยๆ

12.ไตรลักษณ์ (สามัญญลักษณ์) : ลักษณะสามัญของสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิตจะเป็นไป ตามกฎ 3 ประการนี้ คือ
                - อนิจจัง : สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยงแท้แน่นอน ล้วนต้องมีการเปลี่ยนแปลง
                - ทุกขัง : สรรพสิ่งล้วนทนได้ยาก เป็นทุกข์ทรมาน
                - อนัตตา : สรรพสิ่งล้วนไม่มีตัวตน เราควบคุมมันไม่ได้

13.สติปัฏฐาน 4 คือ ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ใช้พิจารณาสิ่งทั้งหลาย เป็นทางสายเอกที่นำไปสู่การหลุดพ้น ได้แก่
                - กายานุปัสนาสติปัฏฐาน คือการใช้สติจับที่กาย พิจารณาอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง ใช้สติจับลมหายใจ (อานาปาสติ)
                - เวทนานุปัฏฐาน คือ การใช้สติพิจารณาความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ ความรู้สึกล้วนไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา
                - จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาจิตดูว่ามีราคะ โทสะ โมหะ หดหู่ ฟุ้งซ่าน หรือเป็นสมาธิ
                - ธรรมมานุปัสสนาปัฏฐาน คือ การใช้สติพิจารณาธรรม เช่น ขันธ์ 5 นิวรณ์ 5 อายตนะ อริยสัจ 4 เป็นต้น

14.วันสำคัญทางพุทธศาสนา
                1.วันวิสาขบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6) เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน จึงเรียกว่า “วันพระพุทธ” และองค์การสหประชาชาติตั้งให้เป็น ”วันสันติภาพโลก”
                2.วันอาสาฬบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ) พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาที่เรียกว่า “ธัมมมจักกัปปวัตนสูตร” ซึ่งรวมอริยสัจ 4 ไว้ด้วย วันนี้เกิดพระสงฆ์ขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้พระรัตนตรัยครบสามองค์ เรียกวันนี้ว่า “วันพระสงฆ์)
                3.วันมาฆบูชา (ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3) เป็นวัน “จาตุรงคสันนิบาต” พระพุทธองค์แสดง “โอวาทปาติโมกข์” หรือ “โอวาท 3” ซึ่งถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา วันนี้เรียกว่า “วันพระธรรม”

15.ศาสนพิธี 4 หมวด ได้แก่
                1.กุศลพิธี คือ พิธีบำเพ็ญกุศล เช่น พิธีแสดงตนเป็นพุทธมามกะ พิธีรักษาศีลอุโบสถ พิธีเวียนเทียน
                2.บุญพิธี คือ พิธีบำเพ็ญบุญ เช่น พิธีแต่งงาน พิธีขึ้นบ้านใหม่
                3.ทานพิธี คือ พิธีถวายทาน เช่น ทานวัตถุ 10 อย่าง
                4.ปกิณกพิธี คือ พิธีเบ็ดเตล็ด เช่น พิธีแสดงความเคารพ การประเคนของ การกรวดน้ำ และคำอาราธนาคำถวายทานต่างๆ

16.พุทธสาวก พุทธสาวิกา และชาวพุทธตัวอย่าง
                - พระอัสสชิ ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน กิริยาน่าเลื่อมใส ท่านเป็นพระอาจารย์ของพระสารีบุตร
                - พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาผู้มีปัญญาล้ำเลิศ
                - พระโมคคัลลานะ อัครสาวกเบื้องซ้ายผู้มีกำลังมาก
                - พระอานนท์ เป็นพหูสูต รู้ข้อธรรมทุกเรื่อง
                - พระมหากัสสปะ เป็นพระธุดงค์ เป็นประธานการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรก
                - พระกีสาโคตรมีเถรี เอตทัคคะในทางทรงจีวรเศร้าหมอง เป็นผู้ถือธุดงควัตรเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่าย
                - หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นผู้มีความเสียสละ กตัญญู เป็นที่รักของปวงชน เป็นบรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณ เป็นผู้นำในการถวายจีวรพระ
                - นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ผู้นำในการถวายผ้าอาบน้ำฝน
                - ท่านอนาคาริก ธรรมปาละ (ชาวศรีลังกา) ผู้ทวงสิทธิพุทธคยา จากผู้ครอบครองชาวฮินดู
                - ดร.เอ็มเบ็ดการ์ ต่อสู้กับระบบวรรณะ จนกลายเป็นชาวพุทธตัวอย่าง



ไปดูต่อกับ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสนา
ไปดูต่อกับ ศาสนาคริสต์
ไปดูต่อกับ ศาสนาอิสลาม
ไปดูต่อกับ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 12 มกราคม 2013 | 04:40:45 PM โดย แอดมิน~เต้ย~ »
ติดตามเราได้ที่
facebook: facebook.com/02dualedu  twitter:@02dual
ถ้าคุณมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษา บอกเราสิที่ admin@02dual.com

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top