ผู้เขียน หัวข้อ: ทำบุญอย่างไรจึงจะมีสติปัญญาดี?  (อ่าน 1881 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ถาม – ทำบุญหรือทำกรรมอย่างไร จะประกันว่าไม่โง่ตลอดไปครับ? ไม่ได้หวังฉลาดเลิศเลอนะครับ ขอแค่ไม่คิดช้า ตามคนอื่นไม่ทันอย่างที่เป็นมาก่อนก็พอใจแล้ว



มองออกมาจากจุดยอดสุดของพุทธศาสนา มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายต่างตกอยู่ในม่านหมอกแห่งความหลงเขลากันทั้งหมด เพราะเกิดมาด้วยความไม่รู้ โตขึ้นมาด้วยความไม่รู้ และตายไปด้วยความไม่รู้

ไม่รู้ว่าอย่างไร? ไม่รู้ว่าผลแห่งกรรมมีจริง ไม่รู้ว่าการเวียนว่ายตายเกิดมีจริง ไม่รู้ว่าการหยุดเวียนว่ายตายเกิดมีจริง

ที่ยังคงไม่รู้อยู่เพราะอะไร? เพราะยังติดใจในกาม เพราะยังละความพยาบาทไม่ได้ เพราะยังยึดถือสิ่งไม่เที่ยงว่าเที่ยง เพราะยังหลงยึดสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน

สรุปโดยย่นย่อคือพวกเราต่างถูกปกคลุมด้วยธรรมชาติอย่างหนึ่ง เรียกว่า ‘โมหะ’ ตราบใดยังมีโมหะ ตราบนั้นยังโง่หลงอยู่ร่ำไป ที่เราพากันฝึกคิด ฝึกแก้ปัญหาในโรงเรียนตั้งแต่เด็กนั้น เป็นแค่การทำให้สมองไม่ทื่อ ทำให้เรียนรู้วิชาได้สูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คิดอ่านแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นคราวๆ แต่หาใช่การทำให้ปัญญาญาณแก้ทุกข์ทางใจได้อย่างถาวรไม่

ไม่มีใครรู้ได้เอง ว่าความตระหนี่ถี่เหนียว หวงในส่วนเกิน ไม่มีแก่ใจแจกจ่ายให้ทานตามโอกาส ก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย นับแต่การหวงในสิ่งที่ไม่ควรหวง ตลอดจนมีจิตใจคับแคบจำกัด ไม่เป็นสุขในสภาพน่าอึดอัดของตนเอง แล้วยังจะต้องไปเสวยภพอันคับแคบอัตคัด คือเกิดใหม่ไปรวมอยู่กับหมู่คนยากจน

ไม่มีใครรู้ได้เอง ว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต คิดประหัตประหารเพื่อนร่วมทุกข์ด้วยกัน หรือกระทั่งทำร้ายให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บ ก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย นับแต่การมีจิตที่เต็มไปด้วยโทสะ เร่าร้อนได้เองแม้ไม่ต้องมีสิ่งเร้าให้ร้อน จิตไม่อาจเป็นสุขกับความร้อนของตนเองในปัจจุบัน แล้วเบื้องหน้ายังต้องไปเสวยภพที่เต็มไปด้วยการเบียดเบียน คือเกิดใหม่ไปรวมอยู่กับหมู่อันธพาลที่จ้องทำร้ายทำลาย ประหัตประหารกันอีก

ไม่มีใครรู้ได้เอง ว่าการลักทรัพย์ เพ่งจ้องเอาของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย นับแต่การมีจิตที่เต็มไปด้วยความโลภ กระวนกระวายได้เองแม้ไม่ต้องมีสิ่งเร้าให้กระวนกระวาย จึงไม่อาจเป็นสุขกับความกระวนกระวายของตนเองในปัจจุบัน แล้วเบื้องหน้ายังต้องไปเสวยภพที่เต็มไปด้วยการเบียดเบียน คือเกิดใหม่ไปรวมอยู่กับหมู่อันธพาลที่มีใจไม่ซื่อ จ้องแต่จะเอาของของกันอีก

ไม่มีใครรู้ได้เอง ว่าการผิดลูกผิดเมียผู้อื่น ก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย นับแต่การมีจิตที่เต็มไปด้วยราคะผิดๆ ตัณหาจัดได้เองแม้ไม่ต้องมีสิ่งเร้าให้ตัณหาจัด จึงไม่อาจเป็นสุขกับตัณหาอันแรงกล้าของตนเองในปัจจุบัน แล้วเบื้องหน้ายังต้องไปเสวยภพที่เต็มไปด้วยการเบียดเบียน คือเกิดใหม่ไปรวมอยู่กับหมู่พาลหน้าด้านที่มีใจสกปรกไร้ความละอาย ไม่สนว่าใครเป็นของรักของหวงของใคร แย่งได้เป็นแย่ง ลักลอบเป็นชู้ได้เป็นลักลอบ

ไม่มีใครรู้ได้เอง ว่าการพูดเท็จ การพูดหยาบ การพูดส่อเสียด และการพูดเพ้อเจ้อ ก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย นับแต่การมีจิตที่เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยว ไม่อาจเห็นเรื่องตรงหน้าตามจริง ไม่อาจทราบว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร เห็นผิดได้เองแม้ไม่ต้องมีสิ่งเร้าให้เห็นผิด จึงไม่อาจเป็นสุขกับความมีจิตบิดเบี้ยวของตนเองในปัจจุบัน แล้วเบื้องหน้ายังต้องไปเสวยภพที่เต็มไปด้วยการเบียดเบียน คือเกิดใหม่ไปรวมอยู่กับหมู่อันธพาลที่มีความเห็นผิด มองกันผิดๆ จ้องจับผิด ตลอดจนผิดใจกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่องเสมอๆ

ไม่มีใครรู้ได้เอง ว่าการกินเหล้า การมึนเมาเคลิ้มหลงอยู่กับยาเสพติดชนิดต่างๆ ก่อให้เกิดผลร้ายมากมาย นับแต่การมีจิตที่เต็มไปด้วยความฟุ้งซ่านจัด รำคาญใจได้เองแม้ไม่ต้องมีสิ่งเร้าให้รำคาญใจ จึงไม่อาจเป็นสุขกับความรำคาญใจของตนเองในปัจจุบัน แล้วเบื้องหน้ายังต้องไปเสวยภพที่เต็มไปด้วยการเบียดเบียน คือเกิดใหม่ไปรวมอยู่กับหมู่อันธพาลที่มีใจวิปริต ฟุ้งซ่าน อยู่ดีไม่ว่าดี หาเครื่องทำลายสติมาเสพ

และสุดท้าย ไม่มีใครรู้ได้เอง ว่าการมองไม่เห็นตามจริง หลงยึดกายใจอันไม่เที่ยงว่าเที่ยง หลงยึดกายใจอันไม่ใช่เรา ว่าเป็นตัวเรา เป็นของเรา เพียงความไม่รู้ข้อนี้ ก็เป็นรากแห่งผลร้ายทุกชนิดบรรดามี นับแต่การที่จิตขาดอิสระ ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ไม่ใช่ของของตน เพื่อความทุกข์ เพื่อความเปล่าประโยชน์ในปัจจุบัน แล้วเบื้องหน้ายังต้องไปเสวยภพใหญ่น้อยอีก ด้วยความไม่รู้อีโหน่อีเหน่ ว่าที่ต้องเกิดตายแต่ละครั้ง เป็นผลของกรรมที่ทำไว้แต่ปางใด

การต้องปะปนคละเคล้าไปในหมู่พาลบ้าง หมู่บัณฑิตบ้าง ได้ดีบ้าง ตกยากบ้าง เป็นทุกข์ทางใจกับความพลัดพรากบุคคลอันเป็นที่รักบ้าง ตระหนกตกใจกับการมาถึงของมัจจุราชบ้าง ทั้งที่ไม่จำเป็นแต่อย่างใด ไม่น่าจะเป็นความรับผิดชอบของเราแต่อย่างใด นั่นแหละสมควรถือเป็นความเขลาหลงอันดับหนึ่ง ไม่มีอะไรเกินไปกว่านี้แล้ว

การไม่รู้จักต้นเหตุแห่งความเดือดร้อน การหลงยินดีในต้นเหตุแห่งความเดือดร้อน นั่นแหละมูลรากแห่งความโง่ที่แท้จริง พวกเราไม่รู้ และไม่อาจรู้ได้ด้วยตัวเอง ต้องพึ่งพามหาบุรุษเช่นพระพุทธเจ้ามาชี้ มาจำแนกแจกแจงกรรม เมื่อศึกษาตามที่พระองค์ชี้แล้ว จึงอาจเข้าใจเป็นขั้นๆ คือ

ความตระหนี่ทำให้โง่แบบทึบ หวงไปหมด ของกูไปหมด

การผิดศีลทำให้โง่แบบไม่รู้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิดร่ำไป

การติดยึดอยู่ด้วยอุปาทานว่ากายใจนี้ของเรา ทำให้โง่แบบติดวน ยังหลงมองสิ่งที่ไร้แก่นสาร ด้วยความหวังว่าจะค้นพบแก่นสาร

ฉะนั้น คำตอบว่าทำอย่างไรจะไม่โง่ได้ตลอดไป ก็คือ

๑) เพ่งให้เห็นโทษของความตระหนี่แล้วละความตระหนี่ด้วยทาน

๒) เพ่งให้เห็นโทษของการผิดศีลแล้วละการผิดศีลด้วยการตั้งใจรักษาศีล

๓) เพ่งให้เห็นโทษของการยึดมั่นถือมั่นกายใจว่าเป็นตนแล้วละการยึดมั่นกายใจด้วยการเจริญวิปัสสนา

แค่เริ่มต้น คุณก็จะเริ่มรู้สึกปลอดโปร่ง ความปลอดโปร่งนั่นแหละทางมาแห่งสติ ทำให้คิดเร็วขึ้น ตามคนอื่นทันมากขึ้น

ขั้นต่อมา คุณจะรู้สึกสว่างอบอุ่นจากภายใน ความสว่างอบอุ่นนั่นแหละส่วนประกอบสำคัญของปัญญาอันรุ่งเรือง ทำให้ฉลาดกว้างขวางขึ้น คิดอ่านเป็นประโยชน์ได้ดีขึ้น

และที่สุดแล้ว ใจที่หลุดพ้นจากต้นเหตุแห่งความเดือดร้อนทั้งปวงอย่างเด็ดขาดนั่นแหละ ความฉลาดขั้นสูงสุด ฉลาดแล้วไม่กลับโง่ลงอีกเลย ซึ่งระดับนั้นพุทธเราเรียกด้วยความยกย่องว่า ‘อรหันต์’ ครับ


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://dungtrin.com/prepare/archieve/prepare106.htm











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top