ผู้เขียน หัวข้อ: บทเรียนก่อนตาย - หลวงพ่อปราโมทย์ พฤหัสที่ 3 กันยายน 2009  (อ่าน 2954 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
หลวงพ่อปราโมทย์
พฤหัสที่ 3 กันยายน 2009
บทเรียนก่อนตาย

หมวยลูกศิษย์หลวงพ่ออายุ 30 กว่าๆเป็นมะเร็ง มากราบลาหลวงพ่อครั้งสุดท้าย ถวายผ้าไตรสังฆทานและปัจจัย

(หมวยเสียชีวิตแล้วเมื่อคืนนี้เอง 7 กันยา)

นาทีที่ 20..............
กราบนมัสการหลวงพ่อ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่หลวงพ่อ ได้กรุณาส่งไฟล์เสียงไปให้ ตอนที่เข้าห้อง ICU แล้วได้ส่งอีกหลายๆ ครั้งกับความเมตตาที่ หลวงพ่อได้มีให้อีกหลายครั้ง แล้วก็ทางหมวยเองขอโอกาสถามคำถาม เจ็ดข้อสุดท้าย เพราะคิดว่าหมวยคงไม่มีโอกาสได้มาอีกแล้ว (โดยให้ผมเป็นล่ามให้นะครับ)

โยม: สภาวะจิตของหมวยตอนนี้มีโมหะ จิตออกนอก แล้วก็ไม่ตั้งมั่น แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ (ลพ ถามว่า อันสุดท้ายอะไรนะ) แล้วก็เป็นกลางอยู่ครับ (ลพ ตอบว่า อือถูกแล้ว)

ลพ: อย่าไปกังวลนะว่าจิตจะสว่างหรือไม่สว่าง จิตสงบหรือจิตฟุ้งซ่านสภาวะทั้งหลายเนี่ยะโดยตัวของมันเองเท่าเทียมกัน มันไม่เท่าเทียมกันเพราะว่าใจที่ไม่เป็นกลาง ที่ไปให้ค่า

เพราะ ฉะนั้นเวลาเราภาวนา บางทีเวลาโดนยาเข้าไปบ้าง หรือว่าร่างกายทรุดโทรมบ้าง เบลอๆ อย่าไปตกใจนะ เบลอรู้ด้วยความเป็นกลางใช้ได้ ตัวสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าสภาวะอะไรเกิดขึ้น ตัวสำคัญอยู่ที่ว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลางนะ อย่ากังวลนะ อย่ากังวลใจ

โยม: ข้อที่สองครับ ตอนที่หมวยเข้า ICU หมวยเค้าก็เห็นทุกขเวทนาเยอะมาก ในทุกนาที แต่จิตมีกำลังตั้งมั่น มีตัวรู้ และก็มีขันธ์ห้ากระจายออก ตอนนั้นหมวยไม่ได้ทำสมถะเยอะ ไม่ได้ทำตามรูปแบบเยอะ เพราะว่าเข้าโรงพยาบาลประมาณเดือนนึงแล้ว

คราวนี้หลังจากออกจาก ICU เห็นแต่ความไม่เป็นกลางของจิตเพราะจิตเกิดโทสะ เพราะว่ามีแต่ได้รับทุกขเวทนาตลอดเวลา (คนที่เป็นล่าให้เริ่มเสียงเครือ แล้วพูดต่อไม่ได้ ต้องให้คนอื่นมาเป็นล่ามแทนให้) ....จิตที่ไม่ตั้งมั่นเกิดจากตอนที่ออกจาก ICU แล้วได้รับทุกขเวทนาเนี่ยะ (ล่ามคนใหม่) ได้รับทุกขเวทนามาก เพราะได้รับยาปฏิชีวะนะทุกขนาดแต่อาการไม่ดีขึ้นมีแต่ทรุด
จนหมอบอกจะอยู่ได้อย่างมากก็หนึ่งเดือน (ลพ แล้วนี่อยู่มาตั้งนานแล้ว)

โยม: ข้อสี่ค่ะ ตอนนี้พักอยู่ที่โรงพยาบาล ด๊อกเตอร์โบว์ ทำงานอยู่ ไปอยู่ตั้งแต่วันที่ 25 เห็นจิตที่ชอบ ไม่ชอบ เห็นจิตที่ไม่เป็นกลาง เห็นจิตที่ไม่เป็นกลางขณะที่ไปเห็นการเปรียบเทียบของหมอโรงพยาบาลสองโรง พยาบาล

โยม: ข้อที่ห้านะคะ

ลพ: คือการภาวนานะอย่างไปกังวลจนเกินไป อันดับแรกเจริญเมตตา เมตตาร่างกายเรื่อยๆ นะ ร่างกายนี้ได้รับความลำบากน่าสงสาร เพราะฉะนั้นอย่าไปรังเกียจมัน พอใจเราเจริญเมตตาใจเราก็ร่มเย็น ใจร่มเย็นนะ ก็ค่อยๆ ดูมันไป ดูมันเจ็บ ดูมันตาย เรา ก็ทำเป็นแค่คนดูแค่นั้นแหล่ะ บางครั้งพอเวลาเวทนารุนแรงเนี่ยะ สติเราตามไม่ทัน โทสะมันขึ้น พอโทสะเกิดขึ้นมาเนี่ยะอย่า ไปตกใจกลัวมัน

พยายามเจริญเมตตากับร่างกายมันนะ เป็นกลางกับมันนะ ดูไปเรื่อย ตัวสำคัญอยู่ที่ความเป็นกลางหล่ะนะ แล้วอย่าไปกังวลกับมัน ถ้า เกิดจะตายจริงๆ เนี่ยะ อย่างตอนเรายังไม่ตายโทสะมันขึ้นได้ แต่เกิดนาทีวิกฤติจริงๆ นะเวลาจะตาย เนี่ยะ โทสะมันจะไม่ขึ้นหรอก สติปัญญามันจะขึ้นมาแทน เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปกังวลตรงนั้นหรอก เพราะจิตที่เราฝึกมาจนถึง ขนาดนี้นะ ขันธ์มันแตกตัวออกไปหมดแล้ว พอเราฉุกเฉินขึ้นจริงๆ มันจะทำงานอัตโนมัติ

ตอนที่มันทำงานอัตโนมัติเนี่ยะจะเห็นขันธ์แยกออกไป นี่บอกล่วงหน้าไว้เลยนะ ขันธ์มันจะแยกออกไป ขันธ์มันตายนะ แต่ใจที่ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานเนี่ยะมันอยู่ต่างหาก ไม่เสียทีหรอกนะ อย่าไปกังวล อย่างไรก็ไม่เสียทีหรอกจิตที่ฝึกมาถึงขนาดนี้

เมื่อก่อนมีองค์นึงนะ อาจารย์วันชัย เจริญรอยเดียวกันเลย นี่ภาวนาแข็งกว่าอาจารย์วันชัยอีก

ล่าม: อยากจะถามอีกนะคะ ข้อห้าค่ะ
หมวย: จะถามว่าเลิการประคับประคอง คือ ไม่ขอปั้มหัวใจ ไม่ขอ...(ฟังไม่ถนัดว่าพูดอะไร) ไม่ขอเข้า ICU และไม่ต้องการยาปฏิชีวะนะ เลิกที่จะให้มอร์ฟีน บรรเทาความเจ็บปวด แต่อีกอันนึงคือ การเลือกที่หมอเลือกให้ เหมือนตั้งใจจะเริ่มรักษาใหม่ให้ดีที่สุด เผื่อว่าจะสามารถแก้ไข สถานการณ์ได้ แต่ว่าต้องเริ่มใหม่ แต่ต้องเริ่มให้ยาเคมีบำบัดใหม่หมดเลยค่ะ

ลพ: จุดสำคัญนะ ร่างกายเนี่ยะทิ้งมันไป ให้หมอเค้าดูแลไปนะ หน้าที่เรามีอันเดียวคือรักษาใจเราไว้ เอาใจไว้นะ ร่างกายปล่อย ให้หมอเค้าทำหน้าที่ของเค้าไป

หมวย: เพราะฉะนั้นการที่หนูเลือก เลิกการประคับประคองครั้งสุดท้ายไว้ ถือว่าหนูเลือกทำอนันตวิบากหรือมีเจตนาฆ่าตัวตาย หรือเปล่าคะ

ลพ: ไม่ได้ฆ่าตัวตายหรอก มันตายเอง
หมวย: ถ้าอย่างนั้นหนูเลือก เลิกการประคับประคอง คือ หนูเลือกเอง อย่างนี้ได้หรือเปล่าคะ มีเจตนาฆ่าตัวตายหรือเปล่าคะ

ลพ: เปล่า ไม่ได้อยากฆ่าตัวตายเลยนะ

หมวย: คือ ไม่อยากรับยาปฏิชีวะนะ ยาคีโมค่ะ

ลพ: ได้ เราเลือกวิถีชีวิตเราได้นะ ชีวิตเราเนี่ยะสั้นนิดเดียวนะ สั้นนิดเดียว ครูบาอาจารย์ท่านก็กลับวัดนะ ไม่ใช่ว่าท่านกลับมา ฆ่าตัวตายซะที่ไหนหล่ะ ตายเอง

ครูบาอาจารย์หลายองค์นะ มีองค์หนึ่งชื่อว่า หลวงปู่จัน เขมมฺปัตโต องค์นี้ภาวนาเก่งนะ เพราะว่าท่านยังเหลืออีกนิดหน่อย มาไม่สบายอยู่กรุงเทพเนี่ยะ เสร็จแล้วพอท่านจะตายนะ ท่านกลับหนองคาย พอไปถึงวัดนะ เดินจงกรมได้ เดินจงกรมนะ ตายกระดูกเป็นพระธาตุเลย

งั้นไม่ใช่ว่าให้หมอเลิกรักษาแล้ว คือ ฆาตกรรม ไม่ใช่ คือดูแล้วมันรักษาไม่ไหว มันรักษาไม่ได้ เราก็ไปรักษาจิตของเราไว้ แต่อย่างหมอเนี่ยะ ถ้าเค้าจะช่วยได้บ้าง คือ ช่วยบรรเทา ทุกขเวทนา ฉีดให้ฉีดมอร์ฟีนให้ อย่างเนี่ยะมันก็ไม่เป็นไรหรอก

ล่าม: ขอเมตตา หลวงพ่อให้คำแนะนำอันสุดท้ายว่ามีอะไรยังติดอยู่หรือเปล่า

ลพ: ไม่มีอะไรน๊า ไม่ต้องไปกังวลอะไรหรอก

ล่าม: ข้อสุดท้ายข้อเจ็ดค่ะ ข้อสุดท้ายแล้วค่ะ

หมวย: ขอตั้งใจถวายสังฆทาน

ล่าม: ขอกราบถวายสังฆทาน และปัจจัยเข้าวัด เป็นโอกาสสุดท้ายที่มาที่นี่ ขอกราบอโหสิกรรมหลวงพ่อ (ลพ อือ อ้าวดูจิตไป) และทุกคนที่นี้ด้วย ถ้ามีการล่วงเกิน แต่ไม่มีเจตนา

ลพ: อ้าวอโหสินะ เอวัง โหตุ เอวัง โหตุ ........
รักษาใจอย่างเดียวนะ....(ถวายสังฆทาน)
เป็นบทเรียนนะ บทเรียนคนพึ่งภาวนา เวลาเจอสภาวะอย่างนี้มันสู้ไหวนะ คนที่ไม่ได้ฝึกไว้เนี่ยะ สู้ไม่ไหวหรอก

อย่างบางคนเวลาจะตายนะให้ญาติมาบอกว่า พระอรหันต์ มันไม่หันหรอกนะ กินแต่หมูหันแทน

เนี่ยะถ้าใจเราฝึกเอาไว้ดีแล้วไม่ว่าอะไรเกิด ขึ้นนะ มันจะเห็นนะ ขันธ์มันจะแตกออกมา ขันธ์อย่างไงมันก็แตกอยู่แล้ว เราก็จะเห็นขันธ์ที่มันแตก แต่ใจยังเป็นกลาง ถ้าใจไม่ยึดกับขันธ์นะ ใจไม่ทุกข์กับขันธ์นะ บางคนพ้นไปเลยก็มี

ในสมัยพุทธกาลนะมีพระองค์หนึ่งท่านภาวนา ทำอย่างไรก็ ไม่สำเร็จ พอวันหนึ่งท่านรู้สึกว่า จิตใจดีกว่าวันอื่นนะท่านเชือดคอตัวเอง เชือดคอแล้วยืนพิงฝานะ รู้สึกน้อยใจตัวเอง เราบวช ตั้งชาตินึงนะ แล้วไม่ได้อะไรติดตัว แต่ท่านมานึกได้ว่าตลอดเวลาเนี่ยะท่านรักษาศีลอย่างดี พอคิดว่าเรามีศีลที่ดี จิตใจเบิก บานขึ้นมา

อย่างของหมวยเนี่ยะ ถ้าเราจะมองว่าเราได้ภาวนา เราภาวนาได้เต็มที่แล้วในช่วงเวลาที่ผ่านมา จิตใจจะเบิกบาน

พระองค์เนี่ยะท่านก็มองร่างกายมันตาย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะตายนะ ต้องตั้งสติไว้ ดูกายมันตายลงไป ใจอยู่ต่างหากนะ ฝึกดูอย่างนี้ กายมันตายแล้วใจเราอยู่ต่างหาก ใจไม่ทุกข์ด้วย บางคนก็ได้ธรรมะ พระองค์ที่ท่านเชือดคอเนียะท่านเป็นพระ อรหันต์เลย หรือบางคนไม่ได้พระอรหันต์ แต่ได้ธรรมะดีๆ ไป อยู่ที่นาทีวิกฤติเนียะแหล่ะ

หลวงปู่ดูลย์เคยสอน ตกกระใดพลอยโจน ท่านสอนสำหรับคนที่ภาวนานะ แต่มันยังไม่จบ ในนาทีที่มันจะตายนะ เห็นกายมัน ตายไปยอมรับสภาพไป อย่าไปโกรธ อย่าไปเกลียดมันนะ ดูเฉยๆ เฝ้ารู้เฝ้าดูไป พอมันถึงเวลามันก็ต้องตายไป จิตอยู่ต่างหาก นะจิตไม่เกี่ยวหรอก










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 18 กันยายน 2009 | 07:59:06 PM โดย ธรรมจิตตา »

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top