ผู้เขียน หัวข้อ: "อภิสิทธิ์"ย้ำแม้ยุบสภา!ปฏิรูปการศึกษาเดินหน้า  (อ่าน 2303 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แอดมิน~เต้ย~

  • admin is coming
  • Administrator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3029
  • ขอบคุณ: 108
  • เพศ: ชาย
  • แอดมินมาแล้วว


นายกฯ อภิสิทธิ์ย้ำ แม้ยุบสภา “ปฏิรูปการศึกษาเดินหน้าต่อ” พร้อมผลักงบประมาณ 710 ล้านเข้าครม.3 พ.ค. ชูโครงการ “ครูสอนดี” จะสำเร็จ “ท้องถิ่น” ต้องเข้มแข็ง ด้านผลสำรวจเอแบคโพลล์ระบุ ครูสอนดีเด็กต้องไม่เพียงเป็นครูที่สอนดี แต่ต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู ที่สำคัญคือให้ความเท่าเทียมกับเด็กทุกคนไม่เลือกชนชั้น

สำนักงานส่งเสริมสังคม แห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดการประชุม “จังหวัดและชุมชนท้องถิ่นจะปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้อย่างไร” เพื่อปฏิรูปประเทศไทยด้านการศึกษา เมื่อวันศุกร์ที่ 29 เมษายน  2554 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กล่าวย้ำก่อนยุบสภาในวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 นี้ว่า ถึงแม้จะมีการยุบสภาการปฏิรูปการศึกษาก็จะต้องเดินหน้าต่อไป อยากจะขอเน้นย้ำว่า การปฏิรูปการศึกษาหัวใจ สำคัญก็คือคุณภาพคน ซึ่งเรื่องนี้ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากประชาชนในพื้นที่และชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ถือว่ามีความสำคัญมาก

 “เมื่อสักครู่ในช่วงที่รายงาน คณะทำงานได้สะท้อนความกังวลว่า เมื่อยุบสภาและมีการเลือกตั้ง การดำเนินงานในโครงการนี้จะมีอุปสรรคหรือไม่ เรื่องแรกคือเรื่องงบประมาณ 710 ล้านบาท ที่จะเข้าคณะรัฐมนตรีเพื่อรออนุมติในวันอังคารที่ 3 พฤษภาคมนี้ ซึ่งมีลักษณะระบบยืมเงินจากกระทรวงการคลังเหมือนครั้ง สสส. ซึ่งสสค.จะใช้คืนเมื่อมีกฎหมายรองรับการจัดตั้งเป็นพระราชบัญญัติต่อไป ส่วนจะมั่นใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลใหม่จะหยิบยกมาพิจารณาหรือไม่ ผมอยากให้คิดง่ายๆ ว่า ถ้าเขาไม่ทำต่อรัฐก็ไม่ได้เงินคืน ใครที่มาเป็นรัฐบาล แม้ไม่เข้าใจงานที่พวกเราทำอยู่ แต่กลไกของพวกเราก็ทำให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าไปได้ ผมเชื่อว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้งทุกท่านจะเห็นปัญหาเรื่องการศึกษา เป็นเรื่องสำคัญสูงสุด หากทุกท่านขับเคลื่อนเรื่องนี้และส่งเสียงดังๆ ไม่มีพรรคการเมืองไหนหรอกครับที่จะปฏิเสธงานที่สำคัญต่อสังคมและมีความหมาย ต่อประเทศชาติ" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

  นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวว่า วันนี้ เราจะคืนครูดีให้เด็กและเยาวชนเพื่อนำสู่การเสริมสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ซึ่งโครงการนี้จะสำเร็จหรือไม่ คำตอบอยู่ที่ท้องถิ่น ดังนั้นกลไกดำเนินการจึงต้องมีคณะกรรมการในระดับจังหวัด และระดับท้องถิ่น โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นที่ปรึกษา แต่ในการขับเคลื่อนจะอยู่ที่ท้องถิ่นคือ หัวใจของการทำงานร่วมกัน โดยจะประสานเชื่อมโยงกับเครือข่ายต่างๆ เพื่อให้เกิดเครือข่ายครูสอนดี ซึ่งในปี 2554 จะเกิดครูสอนดีขึ้น 2 หมื่นคน หรือเฉลี่ยตำบลละ 2-3 คน โดยจะมีการมอบรางวัลให้ครูสอนดีรายละ 1 หมื่นบาท ในช่วงปลายปีนี้ และมอบรางวัลทุนครูสอนดี 600 ทุนให้ขยายผลการทำงานในระยะ 3 ปี งานนี้เราได้หมายตาไว้แล้ว 15 จังหวัด และบางจังหวัดมีความพร้อมของท้องถิ่นมาก เราก็จะกำหนดให้เป็นพื้นที่ปลอดเด็กที่ตกหล่นจากการศึกษา

 ขณะที่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน คนที่ 2 กล่าวว่า จากแผนปฏิบัติการปฏิรูปประเทศไทยด้านการศึกษา เพื่ออนาคตคนไทยที่เท่าเทียมและเป็นธรรม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2554 โดยมอบหมายให้สสค.ดำเนินการใน 2 เรื่องที่สำคัญ คือ 1.การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ผ่านโครงการสังคมไทยร่วมกันคืนครูดีให้ศิษย์ เชิดชู ยกย่อง “ครูสอนดี” 2.การสร้างโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ในโครงการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาทักษะอาชีพ ให้เด็ก เยาวชนด้อยโอกาสให้สามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน รวมถึงกลุ่มประชากรที่ต้องการพัฒนาศักยภาพ จำนวนรวมทั้งสิ้น 13.8 ล้านคน

 "การปฏิรูปการเรียนรู้ในครั้งนี้ จึงเกิดกลไกสำคัญรูปแบบใหม่ขึ้น 2 ระดับ คือ คณะกรรมการเพื่อการคัดเลือกครูสอนดีและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในระดับ จังหวัด และระดับท้องถิ่น ประกอบด้วย 5 ภาคส่วน คือ ภาคท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ มาทำงานร่วมกันด้านการศึกษา โดยผู้ว่าราชการจังหวัดได้ดำเนินการแต่งตั้งกลไกทั้ง 2 ระดับ ขึ้นแล้ว" ดร.กฤษณพงศ์ ฉายภาพ

 จากผลสำรวจหัวข้อเรื่อง“ครูแบบไหน ได้ใจเด็ก” ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า สำรวจจากตัวอย่างจากเด็กและเยาวชนที่มีอายุ 7-20 ปี ใน 5 หัวเมืองใหญ่ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และสงขลา รวมทั้งสิ้น 3,284 ตัวอย่าง ประเด็นที่น่าสนใจคือ เด็กที่รู้สึกว่าตนเองมีฐานะปานกลางจนถึงยากจน เป็นกลุ่มที่รู้สึกว่าได้พบคุณลักษณะของคุณครูที่พึงประสงค์ “ด้อยกว่า" ในทุกตัวชี้วัด เมื่อเทียบกับกลุ่มเด็กนักเรียนที่รู้สึกว่าตนเองเป็นคนร่ำรวย โดยเฉพาะเรื่อง “พูดจาดี ไม่โมโหง่าย"
 
 กลุ่มเด็กที่คิดว่าตนเองร่ำ รวย ได้พบครูที่พูดจาดี ไม่โมโหง่าย มีค่าเฉลี่ยสูงถึง 7.98 คะแนน ขณะที่กลุ่มเด็กฐานะปานกลางและยากจน พบค่าเฉลี่ยที่ต่ำกว่าคือ 7.37 เท่านั้น ทั้งนี้จากการสอบถาม นักเรียนพบว่า ส่วนใหญ่ 91% อยากให้มีครูสอนดีเกิดขึ้น โดยร้อยละ 70.7 อยากให้ครูในสถานศึกษาของตนเองทั้งหมดเป็นครูสอนดี ร้อยละ 20.9 อยากให้มีครูสอนดีเป็นส่วนใหญ่ ร้อยละ 6.1 อยากให้มีบ้าง ร้อยละ 1.8 อยากให้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ และร้อยละ 0.5 ไม่อยากให้มีครูสอนดีเลย

 ขณะเดียวกันเมื่อให้ตัวอย่างจัดอันดับผลที่เกิดมากที่สุด จากการที่มีครูสอนดี พบว่า อันดับแรกคือ “ช่วยให้เด็กมีวิชาความรู้” (ร้อยละ 32.1) รองลงมาคือช่วยให้เด็กมีความสุขในการเรียน (ร้อยละ 13.0) และช่วยให้เด็กได้คะแนนสอบสูงๆ เกรดดีๆ (ร้อยละ 11.8) ตามลำดับ

 

 

 0 ฝ่ายสื่อสารองค์กร สสค.0 รายงาน

http://www.komchadluek.net













ติดตามเราได้ที่
facebook: facebook.com/02dualedu  twitter:@02dual
ถ้าคุณมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษา บอกเราสิที่ admin@02dual.com

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top