ผู้เขียน หัวข้อ: ปริญญานั้นสำคัญไฉน  (อ่าน 3281 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แอดมิน~เต้ย~

  • admin is coming
  • Administrator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3029
  • ขอบคุณ: 107
  • เพศ: ชาย
  • แอดมินมาแล้วว
ปริญญานั้นสำคัญไฉน
« เมื่อ: 22 เมษายน 2011 | 05:02:10 PM »


เอาข้อคิดเล็กน้อยที่เคยแบ่งปันให้กับเด็กปริญญาโท ในทีมงานมาเล่าสู่กันฟัง  บังเอิญ ว่าน้องเขาขอลาไปรับปริญญา แล้วมันก็เหมือนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปซะแล้วที่จะต้องมีงานเลี้องฉลองรับ ปริญญากัน เราเองก็ไม่อยากฝืนธรรมชาติในเรื่องที่ต้องแสดงความยินดีกัน ซึ่ง อีกไม่นานก็คงจะเริ่มรอบใหม่สำหรับคนที่สำเร็จการศึกษาในปี 2549

ปริญญานั้นสำคัญไฉน  มักจะเกิดขึ้นในการสนทนาของสภากาแฟระหว่างพวกเราชาว HR ตอนที่เราสัมภาษณ์พนักงานเพื่อเข้าทำงานในองค์กร พอเจอกันใน networking event ก็จะ update ข้อมูลกันอยู่เป็นประจำ สิ่งที่องค์กรต้องเผชิญความท้าทายสำหรับนิสิตนักศึกษาที่จบมาก็คือ เรื่องของการสัมภาษณ์ เพื่อเข้าทำงาน โดยการอิงปริญญาที่ตัวเองจบมา และอย่างที่รู้ๆกันก็คือ ตอนนี้ "ปริญญาเกลื่อนเมือง"  (ได้ไปอ่านของ Blog เพื่อนบ้าน อย่างคุณ JJ ผู้ซึ่งเข้าถึงสัจธรรมในการทำงานแล้วมอง MBA ต่างมุม เขียนได้ดีมากๆ ค่ะ และถ้าเรามีคนอย่างนี้ในประเทศเยอะๆ เราก็คงห่างไกลจากการต้องพึ่งพาเศรษฐกิจพวกยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย)

นิศิตนักศึกษาส่วนใหญ่จะได้ข้อมูลที่ไม่ค่อยจะถูกต้องนัก คือ ถ้าจบปริญญาตรี จะต้องได้เงินเดือน เท่านี้ เท่านั้น บาท ตามสาขา  หรือ จบปริญญาโทมา ขั้นต่ำ ต้องได้ กี่หมื่นกี่หมื่นบาท ต่อเดือน  ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทำให้บรรดาผู้เยี่ยมยุทธ์ที่จบมาทั้งลายต้องตกม้าตาย ตั้งแต่เริ่มสัมภาษณ์งานแล้ว เพราะคุณ ตั้งราคาโดยที่คุณไม่ได้บอกคุณสมบัติเลยว่า เงินที่องค์กรจะต้องจ่ายให้กับ การทำงานของคุณ นั้นมันจะได้อะไรที่เป็นผลจตอบแทนกลับมาบ้าง

หลาย ท่านทีอ่านอาจจะมองว่า เฮ้ย! ค้าแรงงาน แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งโจมตีว่าเป็นพวกนายทุนนิยม ลองมองกลับว่าถ้าเราเป็นเจ้าของเงินที่จ้างนั้น เราจะจ่ายด้วยอัตราที่เรียกมาโดยไม่คาดหวังในงาน หรือบริการที่จะได้รับเลยหรือ  ถ้าอย่างงั้นเราคงต้องอยู่ในส่วนงานที่เป็นสาธารณกุศล ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่ต้องใช้เงิน เพี่ยงแต่แหล่งที่มาของเงินนั้นมาในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันออกไป  ไม่ มีคนทำงานใน องค์กรไหนที่จะไม่ได้ผลตอบแทนในรูปของ เงินเดือน บอกได้เลยว่า NGO     เงินเดือนแพงๆ ก็มีอยู่หลายสถาบันซึ่งเราขออนุญาติไม่เอ่ยนามพาดพิง (ไม่งั้นเพื่อนฝูงอาจจะตกงานได้นะ )

ถ้า ถามว่า เราให้ความสำคัญกับปริญญาบัตรมั้ย เราเชื่อว่าสถาบันเป็นแหล่งความรู้ที่มีให้กับทุกคน โดยมีข้อสอบเป็นดัชนีชีวัดความเฉียบคมของคนั้นๆตามตำรา มหาวิทยาลัย ผิดมั้ยที่สอนคนออกมาแบบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เราก็บอกว่าไม่ผิด แต่ถ้าถามว่ามีการเตรียมความพร้อมนิสิตนักศึกษาได้มากกว่าเป็นอยู่ทุกวันนี้ ได้หรือไม่ เราก็ต้องตอบว่า ยิ่งกว่าได้ เพราะทุกวันนี้มันก็ไม่เหมือนในอดีต ต่างกันที่ผลที่ออกมาดีขึ้น หรือ แย่ลงในแต่ละมุมุมอง  (แหมก็นะ ยังปรับการศึกษาเป็นธุรกิจได้เลย)  เรายังเชื่อมั่น ในเรื่อง "ระบบการเรียนรู้" หรือ Knowledge Base Learning เพราะเราโลกเราไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ถ้าคุณหยุดเรียนรู้เมื่อไร ปริญญาที่ได้มาก็ไม่ได้การันตีว่าคุณจะดี จะเก่งเสมอไป เพราะฉะนั้น ปริญญาบัตรเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้นในการพิจารณา  ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีน้ำหนักไปในทาง ทักษะเฉพาะด้าน หรือที่เรียกว่า Technical Skill เท่านั้น
 

สิ่ง ซึ่งเราประสบมากับตัวเลยคืองี้ "พี่คะ พี่คิดว่าหนูน่าจะได้เงินเดือนมากกว่าที่แรกจ้างมามั้ยค่ะ...." (ตอนนั้นเพิ่งผ่านมาประมาณไม่ถึง 4 เดือนดี)  เราก็เข้าใจน่ะ เราก็ถามกับว่า ....แล้วทำไมน้องถึงคิดว่าพี่ถึงจะต้องให้เงินเดือนมากกว่าที่แรกจ้างมาล่ะ"คำตอบไม่ต่างจากที่คิดไว้ คือ


ก็หนูจบตั้งปริญญา โท หนูก็ควรจะได้เงินเดือนที่เหมาะสม (ตอนจ้าง ประมาณ 23,000บาท ไม่รวมผลประโยชน์อื่นๆ ซึ่งก็เป็นมาตราฐานแรกเข้าสำหรับปริญญาโทที่ไม่มีประสบการณ์การทำงานมาก่อน  วิธีการตรงนี้ เราใช้การสำรวจเงินเดือนประจำปี ที่ทำโดยบริษัทฯ คนกลาง และมีผู้ร่วมสำรวจมากกว่า 100 บริษัทฯ เอาเป็นว่า ที่จ่ายเนี่ยค่า ปริญญาล้วนๆ)

แล้วก็ เพื่อนๆ หนูก็ได้เงินเดือนมากกว่าหนูในบริษัทอื่นๆ

เราก็เลยถามว่า แล้วทำไมเพื่อนหนูเขาถึงได้เงินเดือนมากกว่ากว่าหนูละ คำตอบ คือ หนูก็ไม่ทราบค่ะ

ใน ฐานะที่เราเป็นผู้บริหารและจัดการเรื่องนี้ เราตอบได้คำเดียวว่า ก็ให้เรียกเพื่อนหนูมาทำงานที่นี่ แล้วหนูไปทำแทนเขาแล้วกัน เผื่อหนูจะได้รู้คำตอบที่แท้จริง ว่า ทำไม? เพราะอะไร?  แต่พี่น่ะมีคำตอบว่า "เพราะหนูคิดได้แค่นี้ไง!!!"   2 ข้อของเหตุผลที่หนูควรจะได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น  ในขณะที่พี่มองหาว่า หนูจะสามารถทำอะไรให้กับองค์กรได้บ้าง  หนูจะสร้างผลงานจากสิ่งที่เรียนมาได้ยังไงบ้าง  การเรียนรู้ในองค์กรอะไรบ้างที่จะช่วยปลดปล่อยศักยภาพของหนูได้เต็มแม๊กซ์  ซึ่งเราก็ไม่ได้โทษเด็กฝ่ายเดียว  เราคงจะต้องโยนภาระความรับผิดชอบส่วนนี้ไปให้กับพี่เลี้ยงเด็กด้วย (เรื่องนี้ก็คงจะต้องแยกอีกเรื่องนึง เพราะ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาว เกี่ยวกับภาวะผู้นำในการทำงาน)

เรื่อง ปริญญานั้นสำคัญไฉน มันขึ้นอยู่กับ มุมมอง และทัศนคติของคนมอง แต่ถ้าจะให้เราแบ่งปันความคิดเห็นในฐานะที่ต้องเจอกับเรื่องเหล่านี้แทบทุก เดือน

ปริญญา บัตรก็เป็นแค่กระดาษใบหนึ่งที่บ่งบอกว่าคุณจบอะไรมา ได้ศักดิ์และสิทธิ์ เป็นบัณฑิต มหาบัณฑิต หรือ ดุษฎีบัณฑิต มันจะแสดงค่าอะไรไม่ได้เลยถ้าคนที่ได้รับเกียรติบัตรอันนั้นไม่ได้นำสิ่งที่ สู้อุตส่าห์เรียนมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง สังคม และ คนรอบข้าง

สุดท้ายเกียรติบัตรก็จะกลายสภาพ เป็นแค่ Wall paperอีกหนึ่งแผ่นที่ติดไว้ข้างฝา

ปริญญาไม่ได้บ่งบอกว่าคนๆนั้น เก่ง มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ได้บ่งบอกว่าคนๆนั้นดีสุดยอด แต่เนื้อแท้ของแต่ละคนต่างหากที่เป็นตัวบ่งบอกว่าเราเป็นคนประเภทไหน ถ้าคนทุกคนเป็นคนดี มีทัศนคติที่ดีต่องาน เปิดใจพร้อมที่จะรับสิ่งใหม่และการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดีกว่า ไม่ว่าจะมีคลื่นลมแรงสักแค่ไหน เราก็จัไม่ หวั่นไหวให้คนอื่นๆเห็น นั่นมันมากกว่าปริญญาบัตรของคนอีกมากมายที่ขาดซึ่งคุณสมบัติที่ดีที่อาจจะ เทียบไม่ได้กับคนที่ไม่มีกระดาษซักใบ

อยากจะบอกทุกคนว่า เราเรียนรู้อยู่บนปริญญาชีวิตทุก วัน แต่การหาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นสิ่งดี การเพิ่มพูนความรู้แล้วนำกลับมาใช้ นอกจากจะสร้างความปลาบปลื้มให้กับครอบครัว สร้างความภูมิใจให้ตัวเองนั้น เป็นเพียงขั้นแรกของถนนชีวิตนะพวกเรา แต่ก้าวต่อๆไปอย่างมั่นคง คือการที่เราคงความดีที่ ทำสิ่งที่ถูกต้อง(ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจทุกๆคนเสมอไป) ยึดมั่นในหลักการ นั่นแหล่ะ เป็นถนนที่ยาวไกล อย่างน้อยก็เท่าอายุขัยของแต่ละคนนั่นแหล่ะ)  ที่จะเป็นดัชนีบ่งบอกคุณค่าตัวเรา คงมีบ้างที่สุข เศร้า เคล้าน้ำตา เหมือนนิยายน้ำเน่า แต่นิยายมันก็มาจากชีวิตจริงบางส่วน


เราให้ความสำคัญกับการศึกษานะ แต่ที่สำคัญกว่าการศึกษา คือ ทัศนคติที่มีต่อชีวิต  อันนี้มันกว้าง และครอบคลุมระยะยาว  เพราะฉะนั้น เวลาที่เราจะเลือกใครซักคนเข้ามาร่วมงาน  ปริญญาบัตรเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่งเท่านั้นเสมือนหนึ่งใบเบิกทาง  หากแต่ว่าองค์การก็มีิวิธีค้นหาความเป็นคุณ และถ้าหากเราค้นพบว่าปริญญานั้นไม่ได้หล่อหลอมความเป็นตัวคุณเลย  เพียงแต่มีไว้ประดับว่า “ฉันมี”   เรา ก็ไม่เอาบุคคลากรเหล่านี้มาประดับไว้ในองค์กรเหมือนกัน เพราะฉะนั้นปริญญากี่ใบก็ไม่ช่วยหรอกคร๊าบท่าน องค์กรต้องการคนที่ทำงานได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ในตำรา

สำหรับคนที่บอกว่า เนี่ยก็พวกชีวิต “มนุษย์เงินเดือน”  แล้ว พวกเจ้าของกิจการ หรือ อาชีพอิสระคิดว่ามันต่างกันมั้ย สำหรับเรา ระเบียบวินัยในตนเอง คือ รากฐานของความสำเร็จในชีวิต ลองไปอ่านกี่ราย กี่ราย มันก็คือ การบริหารจัดการกับชีวิตตัวเอง ถ้าปริญญาสำคัญ บิลเกตต์เลือกที่จะจบจาก HarvardUniversity> ที่จะบริหาร Microsoft ซะจนรวยไม่มีเวลาใช้เงิน แล้วกล่อง เงิน เกียรติยศก็ตามมาไม่ขาดระยะ

เพียง แต่เราต้องรู้จักตัวเอง แล้วรู้ว่าเรากำำลังทำอะไร เพื่ออะไร แล้วมันไม่เป็นพิษเป็นภัยกับคนรอบข้าง ครอบครัว หรือ สังคมโดยรวม ก็ปลดปล่อยความคิดให้มันโลดแล่นไปเหอะ แล้วเมื่อถึงวันนั้น คุณก็จะพบคำตอบว่า ปริญญานั้นสำคัญไฉนขอยืนยันว่าไม่มีกฎตายตัว ชะตาอาจจะเป็นเพราะฟ้าลิขิต แต่วันนี้เราคือผู้กำหนดชีวิตและความสำเร็จของตัวเราเอง

เรื่อง ราวที่บอกมานี้ไม่ได้ถูกใช้กับพวกที่จบมาใหมาเท่านั้น แต่ "ปริญญานั้นสำคัญไฉน" เราใช้กับทุกคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรทุกที่ๆ เราทำงานด้วย โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มักจะเรียกตัวเองว่าเป็น "Talent" หรือ "ผู้มีพรสวรรค์" ทั้งหลาย ก็คงเพียงแต่อยากจะบอกไว้เป็นข้อคิดว่า น้ำหนักของปริญญาไม่ได้มากมายเท่า กับน้ำหนักของเรื่องราวความสำเร็จ สำหรับมนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ตรงกันข้าม  บนเรื่องราวที่คุณประสบความสำเร็จ ที่ถูกทำนองคลองธรรม เป็นไปจามกติกามารยาท ได้มาด้วยฝีมือ นั่นแหล่ะ ปริญญาของคุณจะช่วยเร่งประกายสว่างไสวในตัวคุณ.........อย่างต่อเนื่องและถาวร

มะตะนิ

Credit  http://www.oknation.net/blog/tomomi/2007/05/12/entry-1










ติดตามเราได้ที่
facebook: facebook.com/02dualedu  twitter:@02dual
ถ้าคุณมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษา บอกเราสิที่ admin@02dual.com

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top