ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานวันสงกรานต์  (อ่าน 2590 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แอดมิน~เต้ย~

  • admin is coming
  • Administrator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3029
  • ขอบคุณ: 107
  • เพศ: ชาย
  • แอดมินมาแล้วว
ตำนานวันสงกรานต์
« เมื่อ: 21 พฤษภาคม 2009 | 10:44:18 PM »
ตำนานวันสงกรานต์

อดีตกาลนานมาแล้ว เมื่อครั้งภัทรกัปป์ ยังมีเศรษฐีคนหนึ่ง มีภรรยาหาบุตรธิดามิได้ มีบ้านนิวาสสถานอยู่ใกล้กับบ้านนักเลงสุรา แต่นักเลงสุราผู้นั้นมีบุตร 2 คน มีผิวพรรณงดงามดุจทองคำ

วันหนึ่ง นักเลงสุรานั้นเข้าไปบ้านเศรษฐี แล้วเริ่มต้นต่อว่าท้าทาย และด่าทอด้วยวาจาหยาบคายต่างๆ นานา เศรษฐีตกใจไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จึงร้องถามไปว่า

“เจ้ามาด่าเราด้วยเรื่องอันใด ทำไมจึงมาพูดจาว่ากล่าวดูหมิ่นเราเช่นนี้”

นักเลงสุราจึงตอบไปว่า

“ท่านเศรษฐีมีเงินทองเสียเปล่า จะหาบุตรสุดสวาท เป็นมิ่งขวัญครอบครัวสักคนก็หามิได้

“อ้าว เราไม่มีบุตร ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนใครๆ นี่นะ”

“เดือดร้อนสิ ท่านเศรษฐี ข้อนี้แหละเดือดร้อนนักหละ”

“เดือดร้อนอะไร กับใครหรือ ไอ้นักเลงคอทองแดง (สาด)”

“ก็ เดือดร้อนกับครอบครัวท่านเศรษฐีเองหนะแหละ คือว่าเมือ่ท่านตายไปแล้วทรัพย์สมบัติที่ท่านมีอยู่ ก็จะอันตรธานหายไปหมด หาสารประโยชน์อันใดกับใครมิได้เลย เพราะขาดทายาทผู้ปกครองดูแลแทน เราเองแม้จะเป็นนักเลงสุรา แต่ทว่ามีบุตร สองคน ผิวพรรณหรือก็งดงามโสภาดุขผิวทองทาไว้ทีเดียว นี่แหละเราจึงดีกว่าท่าน”

เศรษฐีได้ฟังคำพูดของนักเลงสุราดังนั้น ก็นั่งเงียบเห็นจริงดังเขาพูด จึงนึกละอายแก่ใจ นึกใคร่จะได้บุตรกับเขาขึ้นมาทันที ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านเศรษฐีก็ได้พยายามปรึกษากับภรรยาของตน ว่าจะทำวิธีใดดีหนอ จะได้มีบุตรธิดาสืบสกุลกับเขาบ้าง

ท่านเศรษฐีกับภรรยาจึงหาทางพลีกรรมไปบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ ทั้งสอง ตังจิตอธิษฐานขอให้มีบุตร และได้พยายามอย่างนี้ติดต่อกันมาเป็นเวลา สามปี ก็หามีบุตรสมใจปรารถนา

ต่อมาวันหนึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์ ตรงกับวันอาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษแห่งฤดูคิมหันต์ เดือนจิตตมาส (เดือนห้า) ชาวชมพูทวีปต่างพากันเล่นนักขัตฤกษ์เป็นประเพณีอย่างสนุกสนานร่าเริงยิ่งนัก

ท่านเศรษฐีกับภรรยาเห็นชาวบ้านใกล้เรือนเคียง เขาพาลูกจูงหลานไปชมงานเทศกาลกัน ก็ยิ่งสังเวชใจตัวเองยิ่งนัก จึงได้ชวนกันหาทางบูชายัญบวงสรวงเทพยาที่โคนต้นไทร ริมฝั่งแม่น้ำ ซึ่งมีฝูงสกุณานกวิหกโผผกไปมามากมาย เศรษฐีกับภรรยาจึงค่อยวางของพลีกรรมที่มีทั้งข้าวสารที่ซาวน้ำแล้ว 7 หน แล้วหุงด้วยนมให้หอมหวลชวนลิ้มอย่างยิ่ง

และของสักการะอื่นๆ อันดีเลิศไว้โคนต้นไทรใหญ่นั้น พร้อมกับให้ข้าบริพารอธิษฐาน อ้อนวอนเทพยดาผู้อารักษ์ต้นไทรนั้นว่า ขอให้ตนมีบุตรเยี่ยงชาวบ้านเขาบ้าง

ฝ่ายเทพยดาที่สิงสถิตอยู่ในต้นไทรนั้น แลเห็นพฤติการณ์ของท่านเศรษฐีและภรรยา กับบริวารโดยตลอดเกิดมีความสงสารและกรุณายิ่งนัก จึงเหาะไปเฝ้าพระอินทร์ ขอให้ประทานบุตรให้แก่ท่านเศรษฐีด้วย

กล่าวฝ่ายพระอินทร์ ซึ่งแต่เดิมทิพยอาสน์ที่เคยนั่งนั้น อ่อนนุ่มสบายแต่ก่อนมา บัดนี้กลับมากระด้างแข็งดั่งศิลา รู้สึกประหลาดใจ หากจะไม่คิดช่วยจะม้วยมอด ท่านเศรษฐีจะมีชีวิตไม่ตลอดปีนี้แน่ จึงทรงรับสังให้เทพบุตรนามว่า ธรรมปาล (บางตำราเขียนว่าธรรมบาล) จุติลงไปสู่ครรภ์ของภรรยาท่านเศรษฐี

ท่านเศรษฐีกับภรรยา นับแต่วันนั้นมาก็รู้สึกมีจิตใจเอิบอิ่มสุขใจ ในไม่ช้าฝ่ายภรรยาก็เริ่มอยากกินของเปรี้ยวๆ แสดงถึงลักษณะเริ่มตั้งครรภ์ ท่านเศรษฐีจึงสั่งให้บ่าวสร้างปราสาทเตรียมไว้ให้ลูกอยู่สูงถึง เจ็ดชั้น อันอยู่บริเวณใกล้ๆ ต้นไทรใหญ่นั้นเอง

พอถ้วนจบครบทศมาสคือสิบเดือน ภรรยาท่านเศรษฐีก็คลอดบุตรมีผิวพรรณสง่างามสมชายชาตรี (ยังไงอะ) ได้นามว่า ธรรมปาลกุมาร สุขภาพอนามัยดีทุกประการ พออยู่มาได้เจ็ดปี ก็ให้ร่ำเรียนศิลปวิทยา รู้ภาษาสัตว์ต่างๆ และจบไตรเพทตามคัมภีร์พราหมณ์ (เหมือนจบด๊อกเตอร์อะค่ะ แต่เป็นหลักสูตรของพราหมณ์) สามารถสอนคนทั่วไปได้ดุจเกจิอาจารย์ทั้งมวลในสมัยนั้น

กาลครั้งนั้น ชาวโลกทั้งหายต่างนับถือท้าวมหาพรหมและกบิลพรหมองค์หนึ่ง เพราะท่านเป็นผู้แสดงมงคงแก่ปวงชนทั้งหลายตลอดมา บังเอิญมีข่าวแพร่สะพัดไปว่าเกิดมีกุมารน้อยอายุเยาว์เพียงเจ็ดขวบ รู้ศิลปวิทยาทุกอย่างสามารถสอนมงคลแก่ชาวเมืองได้ มีคนนับถือในสติปัญญาเป็นจำนวนมาก

ท้าวกบิลพรหมนึกอิจฉา จึงใครจะลงไปประลองความรู้ด้วย จึงผูกปัญหาแล้วเข้าไปพบกับธรรมปาลกุมารน้อยผู้นั่น พอพบกันก็มีการสนทนาธรรมและปัญหาต่างๆ ปรากฏว่า ธรรมปาลกุมารตอบได้อย่างฉะฉาน และแจ่มแจ้งดีที่สุด ท้าวกบิลพรหมได้โอกาสจึงสัญญาว่า

“ธรรมปาลกุมารเอ๋ย เราปรารถนาจะถามปัญหาท่าน”

“ดูกรท่านกบิลพรหมผู้เจริญ ท่านมีปัญหาอะไรก็ถามข้าพเจ้ามาเถิด”

“เอาหละกุมารน้อย ถ้าท่านตอบปัญหาเราไม่ได้ จะว่าอย่างไร”

“ท่านจะเอาอย่างไรก็ได้ ถามปัญหาเรามาเถิด เผื่อยากก็ขอเวลาแก่เราบ้าง”

“ดีแล้ว ถ้าท่านตอบเราไม่ได้ เราจะตัดศีรษะท่านบูชาปัญหา แต่ทว่าท่านตอบได้ เราก็จะตัดศีรษะของเราเองบูชาปัญหาเช่นเดียวกัน คือปัญหาเราจะถามท่านนี้มี สามข้อคือ

เวลาเช้า สิริคือราศีอยู่ที่ไหน
เวลากลางวันสิริคือราศีอยู่ที่ไหน
เวลาเย็นสิริคือราศีอยู่ที่ไหน”

ฝ่ายธรรมปาลกุมาร จึงขอเวลาเจ็ดวันให้ท้าวกบิลพรหมมาฟังคำตอบปัญหาดังกล่าว แล้วท้าวกบิลพรหมก็ลากลับไป

ฝ่ายธรรมปาลกุมารพยายามคิดแก้ปัญหาสามข้อ ดังกล่าวนั้นเป็นเวลาหกวันเข้าไปแล้ว ก็ยังไม่สามรถหาข้อแก้ได้ จวนจะถึงเวลาที่ท้าวกบิลพรหมมาหา เพื่อฟังข้อแก้ปัญหาดังกล่าวนั้นแล้ว ธรรมปาลกุมารเห็นไม่ได้การณ์ จึงหลบหนีลงจากปราสาทเจ็ดชั้น ไปนอนอยู่ใต้ต้นตาลคู่ ซึ่งบนยอดตาลมีนกอินทรีย์ตัวใหญ่ สองตัวผัวเมียทำรังอาศัยอยู่

ขณะที่ธรรมปาลกุมารนอนเอามือก่ายหน้าผากครุ่นคิดอยู่นั้น เวลาตกค่ำสนธยา นกอินทรีย์สองผัวเมียก็บินกลับมายังรังนอนของตน นางนกอินทรีย์ได้เอ่ยถามสามีว่า

“พ่อมัน พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารกันที่ไหนดี”

“ไม่ต้องไปให้ไกลอย่างวันนี้หรอกแม่มัน”

นกอินทรีย์ตัวผัวตอบ

“เราคอยกินศพธรรมปาลกุมารกันดีกว่า เพราะจะต้องถูกท้าวกบิลพรหมฆ่าเสียเป็นแน่แท้”

“อ้าว จะฆ่ากันด้วยเรื่องความผิดอันใดหละพ่อมัน”

“หามิได้ เพียงแต่ท่านธรรมปาลกุมารแก้ปัญหาไม่ได้เท่านั้นเอง พรุ่งนี้เช้าก็ครบเจ็ดวันตามสัญญาแล้วหละนะแม่มัน”

“แล้วปัญหาที่ท้าวกบิลพรหมถามนั้นมีว่ากระไรหละพ่อมัน แล้วจะมีข้อแก้ว่าอย่างไร”

“เห่อๆ ปัญหาสามข้อนั้น มีข้อแก้อย่างนี้นะแม่มัน พ่อมันจะบอกให้ฟัง ข้อหนึ่ง เวลาเช้า สิริคือราศีอยู่ที่ไหน มีคำไขว่า ตอนเช้าสิริคือราศีอยู่ที่ใบหน้า คนทั้งหลายจึงต้องอาบน้ำล้างหน้า ส่วนข้อสอง เวลากลางวัน สิริคือราศีอยู่ที่ไหน มีคำไขว่า เวลากลางวันราศีมาอยู่ที่อก คนทั้งหลายจึงอาบน้ำ เอาเครื่องหอมปะพรมที่หน้าอก และข้อสาม เวลาเย็น สิริคือราศีอยู่ที่ไหน มีคำไขว่า เวลาเย็น ราศีอยู่ที่เท้า คนทั้งหลายก่อนเวลาเข้านอนพักผ่อนกายา จึงต้องเอาน้ำล้างเท้าด้วย เป็นเช่นนี้แหละแม่มันเอ้ย”

กล่าวฝ่ายธรรมปาลกุมาร เงี่ยหูฟังนกอินทรีย์สองตัว ผัวเมียสนทนากันอยู่ โดยที่ตนเรียนรู้ภาษานกนานาชนิด(นานาชาติด้วยป่าวอะ) จึงทราบปัญหาและข้อแก้ทุกข้อ เห็นไม่ได้การณ์จึงรีบลุกขึ้นเดินกลับเข้าปราสาทเจ็ดชั้น ทันใดนั้นเอง

พอรุ่งขึ้นอันเป็นวันครบเจ็ดวันตามสัญญา ท้าวกบิลพรหมจึงลงจากวิมานรีบไปหาธรรมปาลกุมาร เพื่อขอฟังคำเฉลยปัญหาสามข้อดังกล่าว พอไปถึงและนั่งลงสนทนากันพอสมควรแล้ว จึงเอ่ยปากขอฟังคำเฉลยปัญหาสามข้อของตนทันที และธรรมปาลกุมารก็สามารถแก้ได้ถูกต้องทุกประการ

ท้าวกบิลพรหม พอได้ฟังเหงื่อกาฬก็ไหลท่วมกายตัวเองต้องถูกตัดเศียรบูชาปัญหาแน่แล้ว แต่ก่อนจะให้ตัดศีรษะ ท้าวกบิลพรหมได้เรียกธิดาทั้งเจ็ดคน ของตนซึ่งเป็นนางบริจาริกาของพระอินทร์เข้ามาพบ แล้วสั่งเสียเป็นวาระสุดท้ายว่า

“ลูกรักของพ่อเอ๋ย พ่อจะต้องตัดศีรษะพ่อเองบูชาปัญหาที่ท่านธรรมปาลกุมารสามารถแก้ได้วันนี้แล้ว แต่ทว่าหัวของพ่อถ้าตกลงสู่พื้นดิน ไฟจะไหม้ทั่วโลกธาตุ ถ้าเหวี่ยงไปในอากาศ ฟ้าฝนก็แล้งไม่ตกต้องตามฤดู หาจะทิ้งไปกลางสมุทร น้ำก็จะเหือดแห้งหายไป ลูกพ่อทั้งเจ็ดคน จงหาพานมารองเศียรพ่อไว้เถิด” (ไมไม่เผาให้สิ้นเรื่องไปซะเรยอะ)

พอสั่งเสียเสร็จเรียบร้อย ท้าวกบิลพรหมก็ตัดเศียรแค่คอแล้วส่งให้นางทุงษะเทวีธิดาคนใหญ่ โลกธาตุก็เกิดโกลาหล ครื้นเครงอลเวงเปรี้ยงปัง(มันยังไงอะดีใจกันรึไง) นางทุงษะเทวีพอรับเศียรบิดาตนวางบนพานทองแล้ว ก้ให้บรรดาเทพบริษํทแห่ประทักษิณเวียนรอบเขาพระสุเมรุราช 60 นาที แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนมณฑป ณ ถ้ำคันธธุลีเขาไกรลาศ กระทำบูชาด้วยเครื่องทิพย์ต่างๆ พระวิษณุกรรมเทพบุตร ก็เนรมิตโรงอันล้วนแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ ให้นามว่า “ภควดี” ให้เป็นที่ประชุม

เทพยดาทั้งมวลก็นำเอาเถา ฉมูนาคลงล้างน้ำในสระอโนดาตทั้งเจ็ดครั้ง แล้วแจกกันสังเวลทุกๆ องค์ พอครบกำหนด 365 วัน โลกมนุษย์ว่าปีหนึ่งว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ เทพธิดาทั้งเจ็ดนาง ซึ่งเป็ฯธิดาของท้าวกบิลพรหมจึงผลัดกันอัญเชิญเศียรบิดาออกแห่ประทักษิณ รอบๆ พระสุเมรุทุกๆ ปี แล้วกลับไปยังเทวโลก ด้วยประการฉะนี้ฯ (ชะอิงเอย)


นามนางสงกรานต์

ตามเรื่องราวตำนานที่ว่ามานั้น นางเทพธิดาเจ็ดองค์ มีหน้าที่จะต้องนำเศียรของบิดาออกแห่แหนเป็นประจำปี คือครบรอบ 365 วัน พอมาตรงกับวันมหาสงกรานต์ ในวันที่ 13-14-15 เมษายน วันนี้ตรงกับวันอะไร นางทั้งเจ็ดจะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทุกๆ ปี สำหรับรายนามมีดังนี้

นางประจำวันอาทิตย์ นางสงกรานต์มีนามว่า ทุงษะเทวี ทัดดอกทับทิบ เครื่องประดับปัทมราช(แก้วทับทิม) ภักษาหารอุทุมพร (ผลมะเดื่อ) อาวุธมือขวาถือจักร มือซ้ายถือสังข์ พาหนะครุฑ

นางประจำวันจันทร์ นางสงกรานต์มีนามว่า โคราคะ ทัดดอกปีบ เครื่องประดับมุกดา ภักษาหารเตละ(น้ำมัน) อาวุธมือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือไม้เท้า พาหนะพยัคฆ์(เสือโคร่ง)

นางประจำวันอังคาร นางสงกรานต์มีนามว่า “รากษส” ทัดดอกบัวหลวง เครื่องประดับแก้วโมรา ภักษาหารโลหิต อาวุธมือขวาถือตรีศูล (สามง่าม) มือซ้ายถือธนู พาหนะวราหะ (หมู)

นางประจำวันพุธ นางสงกรานต์มีนามว่า “มณฑา” ทัดดอกจำปา เครื่องประดับแก้วไพฑูรย์ ภักษาหารนมเนย อาวุธมือขวาถือเข็ม มือซ้ายถือไม้เท้า พาหนะคัทรภะ (ลา)

นางประจำวันพฤหัสบดี นางสงกรานมีนามว่า “กิริณี” ทัดดอกมณฑา เครื่องประดับแก้วมรกต ภักษาหารถั่วงา อาวุธมือขวาถือขอ มือซ้ายถือปืน พาหนะคชสาร (ช้าง)

นางประจำวันศุกร์ นางสงกรานต์มีนามว่า “กิมิทา” ทัดดอกจงกลนี เครื่องประดับแก้วบุษราคัม ภักษาหารกล้วยน้ำ อาวุธมือขวาถือพระขรรค์ มือซ้ายถือพิณ พาหนะมหิงสะ (ฟาย เอ้ย ควาย)

นางประจำวันเสาร์ นางสงกรานต์มีนามว่า “มโหทร” ทัดดอกสามหาว เครื่องประดับแก้วนิล ภักษาหารเนื้อทรายอาวุธมือขวาถือจักร มือซ้ายถือตรีศูล (สามง่าม) พาหนะมยุรา (นกยูง)










ติดตามเราได้ที่
facebook: facebook.com/02dualedu  twitter:@02dual
ถ้าคุณมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษา บอกเราสิที่ admin@02dual.com

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top