ผู้เขียน หัวข้อ: เทคนิค GAT อังกฤษ ตอนที่ 2 : ตำราเร่งรัดสกัดตัวตัดแต้ม  (อ่าน 6591 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แอดมิน~เต้ย~

  • admin is coming
  • Administrator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3029
  • ขอบคุณ: 108
  • เพศ: ชาย
  • แอดมินมาแล้วว
เจอมาเอามาฝาก


ก่อนที่น้องๆจะอ่านบทความตอนนี้ อยากให้น้องๆกลับไปอ่านบทความ เทคนิค GAT อังกฤษ ตอนที่ 1: เปิดโปงตัวตัดแต้ม เพื่อจะได้มั่นใจว่า เรื่องที่พี่จะอธิบายต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่แรงจริงอะไรจริง

 

แล้วก็จะได้เตือนใจว่า แต่ละครั้งที่น้องๆคิดจะคลิกหนีจากบทความนี้ไป น้องๆกำลังวิ่งหนีคะแนนอยู่ นี่เป็นเรื่องจริง ไม่ใช่คำขู่

 

พี่บุ๋มรู้ดี เข้าใจดีว่า เรื่อง relative clause เนี่ยเป็นเรื่องที่ยากมากๆเรื่องหนึ่งในบรรดาหัวข้อ grammar ทั้งหมด แต่ข้อสอบภาษาอังกฤษในระดับ GAT มักจะเอาบทความที่มีโครงสร้างประโยคแบบนี้ซ่อนอยู่มาทดสอบน้องๆ เราจึงจำเป็นต้องรู้จักกับมัน

 

พี่บุ๋มพยายามไปนั่งคิด นอนคิด ตีลังกาคิดมาแล้ว เพื่อที่จะหาวิธีช่วยน้องๆที่มีพื้นฐานเรื่องนี้น้อยให้เข้าใจภายในระยะเวลา ไม่ถึง 2อาทิตย์ เพราะฉะนั้น บทความต่อไปนี้ไม่ใช่บทความที่สมบูรณ์แบบของเรื่อง relative clause แต่เป็นตำราติวก่อนสอบฉบับรวบรัดมากกว่า

 

เอาล่ะค่ะ พี่จะเริ่มอย่างนี้นะ

 

ในภาษาไทย เราคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า

 

คุณชอบเสื้อที่ผมซื้อให้ไหมครับ

 

ฉันเป็นแค่คนคนหนึ่งซึ่งจะพยายามช่วยน้องๆเพิ่มคะแนน GAT อังกฤษ

 

การสอบเข้าให้ได้คณะในฝันเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของนักเรียน

 

คำที่พี่ใช้สีแดง เราเรียกว่า ประพันธสรรพนาม (แอบสอนภาษาไทย อิอิ)

 

ส่วนประโยคสีเขียวที่ตามหลังมาทั้งหมด เราเรียกว่า อนุประโยค ซึ่งทำหน้าที่มาขยายคำนามที่อยู่หน้ามัน เช่น ผมซื้อให้ เป็นอนุประโยคเพื่อมาขยายว่า เสื้อตัวไหน ก็คือ อ๋อ เสื้อตัวที่ผมซื้อให้นี่ไง

 

ในภาษาไทยมันเป็นเรื่องหมูๆ อ่านปุ๊บก็เข้าใจปั๊บ ไม่ต้องรู้จักคำว่า ประพันธสรรพนาม ไม่ต้องรู้จักคำว่า อนุประโยค ก็เข้าใจได้

 

แต่ในภาษาอังกฤษ มันไม่ใช่อย่างนั้น มันยุ่งยากซับซ้อน แต่เอาให้เข้าใจง่ายๆก็คือ relative clause เป็นอนุประโยคที่มาขยายส่วนที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งอาจจะเป็นคำนามหรือเป็นประโยคก็ยังได้

 

อย่าเพิ่งงงนะคะ

 

เอาล่ะ คำว่า ที่ ซึ่ง อัน ในภาษาอังกฤษที่น้องๆควรรู้จัก มีทั้งหมด 8ตัว ได้แก่ where, when, why, whose, who, whom, which, that

 

อย่าเพิ่งคลิกหนีนะคะ พี่บุ๋มจะอธิบายให้ฟังทีละตัว

 

 

ตัวแรก where

 

อันนี้ง่ายๆ ใช้ตามหลังสถานที่ เช่น

 

I will show you the hotel where my parents held their wedding.

 

แปลว่า ฉันจะชี้ให้เธอดูโรงแรมที่พ่อแม่ฉันจัดงานแต่งงาน

 

ไม่ยากใช่มั้ยคะ เราไปดูตัวที่สองกันเลย

 

 

ตัวที่สอง when

 

อันนี้ก็ไม่ยาก ใช้ขยายเกี่ยวกับเรื่องของเวลา เช่น

 

Do you remember the day when we first met?

 

แปลว่า คุณจำวันที่เราพบกันครั้งแรกได้ไหม

 

บางครั้งเค้าก็ละคำว่า when ไป ประโยคข้างบนนี้ก็จะกลายเป็น

 

Do you remember the day we first met?

 

ประโยคนี้ ถ้าถามผู้หญิง เราก็คงจะได้คำตอบ แต่ถ้าถามผู้ชาย .................

 

 

 

ไปตัวที่สามเลยค่ะ why

 

ตัวนี้มักจะตามหลังคำว่า the reason, the explanation เช่น

 

I didn’t know the reason why Nick came.

 

แปลว่า ฉันไม่รู้เหตุผลที่นิคมา

 

บางครั้งเค้าก็ละคำว่า why ไป ประโยคข้างบนนี้ก็จะกลายเป็น

 

I didn’t know the reason Nick came.

 

 

 

คราวนี้ตัวที่สี่ whose

 

คำว่า whose จะมีคำนามตามหลังเสมอ มันจะอยู่ในสูตร

 

whose + noun + ส่วนที่เหลือของประโยค

 

ให้แปลว่า คนที่ noun ของเขา+ส่วนที่เหลือของประโยค

 

เรามาลองใช้สูตรของพี่บุ๋มแปลประโยคนี้กันค่ะ

 

The boy whose leg was broken is my brother.

 

จะเห็นว่า noun ที่อยู่หลัง whose คือ leg (ขา) ส่วนที่เหลือของประโยคคือ หักเป็นน้องชายฉัน

 

แปลว่า เด็กผู้ชายคนที่ขาของเขาหักเป็นน้องชายฉัน

 

ง่ายมั้ยคะ แต่พี่บุ๋มก็ยังห่วงน้องๆหลายคนว่าอาจจะยังไม่เข้าใจ งั้นพี่จะยกตัวอย่างให้ดูเพิ่มอีกประโยคแล้วกันนะ

 

Jane is the guest whose fingerprintswere found on the door knob.

 

แปลว่า เจนคือแขกคนที่ลายนิ้วมือของเธอถูกพบที่ลูกบิดประตู

 

หวังว่าต่อไปน้องๆเจอ whose แล้วจะแปลออกนะคะ

 

 

ตัวที่ห้า who

 

ตัวนี้ยุ่งหน่อยนะคะwho เนี่ยใช้กับคน แบ่งเป็น 2 กรณี

 

   1. เป็นประธานของอนุประโยค
   2. เป็นกรรมของอนุประโยค

 

เรามาดูตัวอย่างของ who ที่ใช้แทนประธานของอนุประโยคกันก่อนนะคะ เช่น

 

I dislike people who take advantage of others.

 

แปลว่า ฉันไม่ชอบคนที่เอาเปรียบคนอื่น

 

who ตัวนี้เป็นประธานของกริยา take advantage of others หรือ เอาเปรียบคนอื่น

 

หรืออีกตัวอย่างนึงนะคะ

 

The woman who was murdered on Saturday was a tourist.

 

แปลว่า หญิงที่ถูกฆาตกรรมในวันเสาร์เป็นนักท่องเที่ยว

 

who ตัวนี้เป็นประธานของกริยา was murdered หรือ ถูกฆาตกรรม เพียงแต่อยู่ในรูปของ passive voice 

 

เรื่องมันมายุ่งก็ตรงที่ประโยคที่who เป็นประธานเนี่ย ยังสามารถแปลงเป็น form อื่นได้อีก

 

อย่าเพิ่งคลิกหนีไปนะคะ ไม่ยากหรอก

 

การเปลี่ยนตรงนี้ เปลี่ยนได้ 2 แบบ

 

แบบที่หนึ่ง ถ้ากริยาของอนุประโยคเป็น active voice คือมันทำเอง ให้เปลี่ยนกริยาของอนุประโยคเป็น Ving โดยไม่ต้องสนใจว่า tense เดิมของอนุประโยคนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น ประโยคเมื่อกี๊ก็จะเปลี่ยนได้เป็น

 

I dislike people taking advantage of others. 

 

น้องๆดูประโยคนี้ให้ดีนะคะ people เป็นคำนาม ส่วน taking เป็น Vingปกติถ้าเราเห็นคำนาม + V to be + Ving เราก็จะรู้ว่านี่คือ continuous tense แต่เมื่อไหร่ที่น้องเห็นคำนามตามด้วย Ving โดยที่ไม่มี V to be หรือเครื่องหมายใดๆ เช่น comma (,) หรือ hyphen (-) มาคั่น ให้น้องๆลองใส่คำว่า ที่ ลงไประหว่างคำนามนั้นกับ Ving แล้วประโยคนี้ก็จะแปลได้ว่า คนที่เอาเปรียบผู้อื่น

 

เริ่มรู้สึกว่าพอไหวแล้วใช่มั้ยคะ

 

แบบที่สอง ถ้า who เป็นประธาน แต่กริยาของอนุประโยคเป็น passive voice แต่ถูกลดรูปทุกอย่างจนเหลือแต่ V3 โดยไม่ต้องสนใจอีกเหมือนกันว่า tense เดิมของอนุประโยคนี้เป็นอะไร เพราะฉะนั้นประโยคหญิงถูกฆาตกรรมก็จะเปลี่ยนได้เป็น

 

The woman murdered on Saturday was a tourist.

 

เคล็ดลับ  ก็คือว่า ปกติเราจะเห็นประธาน + V to be + V3 เราก็รู้ว่านี่เป็นสูตรของ passive voice หรือถ้าเราเห็น

 

ประธาน + V to have + V3 เราก็รู้ว่านี่เป็นสูตรของ perfect tense

 

แต่ถ้าเมื่อไหร่น้องๆเห็นประธานตามด้วย V3 เลย โดยที่ไม่มี V to be หรือ V to have ให้น้องๆแปลว่า ประธานซึ่งถูกกระทำ เพราะฉะนั้น  ในประโยค The woman murdered on Saturday was a tourist.

 

the woman ตามมาด้วย V3 (murdered) เลย น้องๆจึงแปลได้เลยว่า หญิงซึ่งถูกฆาตกรรม

 

ตรงนี้น้องบางคนอาจจะถามว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่า murdered ตรงนี้เป็น V3 ไม่ใช่ V2 เพราะ V3 กับ V2 เป็นรูปเดียวกัน อันนี้ตอบได้ว่า murder เป็น transitive verb (vt.) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า สกรรมกริยา แปลว่า เป็นกริยาที่ต้องการกรรม เพราะฉะนั้น ถ้าเป็น V2 ก็จะแปลได้ว่า หญิงคนนี้เป็นผู้กระทำการฆาตกรรมใครซักคน(ในอดีต) ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้ จะต้องมีกรรมตามหลัง murdered ว่า หญิงคนนี้ฆาตกรรมใคร

 

คราวนี้เรามาดู who ที่เป็นกรรมของอนุประโยคบ้าง

 

The man who you met at the party is my father.

 

แปลว่า ชายที่คุณไปเจอในงานปาร์ตี้เป็นพ่อของฉัน

 

จะเห็นว่า who แทนกรรมของอนุประโยค you met at the party หรือจะพูดอีกแบบนึงก็คือ มันเป็นกรรมของกริยา met (V2 ของ meet)

 

แต่คราวนี้มันมีข้อยกเว้นว่า ถ้า who แทนกรรมของอนุประโยค ฝรั่งเค้าชอบละคำว่า who ไปเลย เพราะฉะนั้น ประโยคเมื่อกี๊ก็จะกลายเป็น

 

The man you met at the party is my father.

 

น้องๆอาจจะถามว่า แล้วถ้าอยู่ในห้องสอบ เราจะรู้ได้ยังไงว่า มันคือ relative clause

 

เคล็ดลับ  ของพี่บุ๋มก็คือ ถ้ามีคำนามหรือสรรพนามสองตัวติดกัน แล้วเราแปลไม่ออก ให้ลองใส่ who ระหว่าง คำนามหรือสรรพนามสองตัวนั้น แล้วลองแปลดู ถ้าแปลต่อไปได้ แสดงว่าใช่แล้วล่ะ อันนี้เป็นแค่สูตรลับเอาตัวรอดก่อนสอบนะคะ ผู้รู้ทั้งหลายอย่าซีเรียส พี่บุ๋มแค่ต้องการช่วยเพิ่มคะแนนให้น้องๆค่ะ

 

ถึงตรงนี้ ถ้าน้องๆคนไหนเริ่มมึนๆ พี่แนะนำว่า ไปเล่นเกมซักครึ่งชั่วโมงหรือไปดูซีรีส์เกาหลีซักตอนก็ได้ค่ะ เพราะถ้ารู้แค่นี้ พี่รับรองว่า คะแนนจะเพิ่มขึ้นมาอย่างน้อย 20 คะแนน

 

เอ้า ใครยังไหวอยู่ ก็ลุยกันต่อเลยค่ะ

 

 
ตัวที่หก whom

 

คำนี้ใช้กับคน แต่ใช้แทนกรรมของอนุประโยคได้เท่านั้น เช่น

 

The man whom you met at the party is my father.

 

แต่ที่น่าเซ็งอย่างนึงก็คือ ฝรั่งก็จะชอบละคำนี้ ทำให้เราคนไทยเข้าใจยากขึ้น เพราะประโยคจะเหลือแค่

 

The man you met at the party is my father.

 

 

 

เราไปที่ตัวที่เจ็ดกันเลยค่ะ which

 

คำนี้ใช้เหมือน who, whom ทุกอย่าง เพียงแต่ใช้กับสิ่งของ ไม่ใช้กับคน เช่น

 

Cars which run on biofuels are environmentally friendly.

 

แปลว่า รถที่ใช้เชื้อเพลิงทางชีวภาพเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

The weapons which were found in the apartment belonged to the criminal.

 

แปลว่า อาวุธที่พบในห้องพักเป็นของอาชญากร

 

This is the car which I usually drive.

 

แปลว่า นี่เป็นรถคันที่ฉันขับประจำ

 

ถ้าใช้กฎละรูปตามคำว่า who ประโยคเหล่านี้ก็จะสามารถเปลี่ยนได้เป็น

 

Cars running on biofuels are environmentally friendly.

 

The weapons found in the apartment belonged to the criminal.

 

This is the car I usually drive.

 

(ถ้าน้องๆงงว่า พี่กำลังพูดถึงอะไรอยู่ ให้กลับไปดูกฎของคำว่า who อีกรอบนะคะ แล้วจะเข้าใจค่ะ ไม่ยากเลยจริงๆ)

 

 

เย่ เรามาถึงคำสุดท้ายแล้ว that

 

that ใช้ไม่ยากเลยค่ะ เราสามารถใช้แทน when, why, who, whom, which

 

Do you remember the day (that) we first met?

 

I didn’t know the reason (that) Nick came.

 

I dislike people that take advantage of others.

 

The woman (that was) murdered on Saturday was a tourist.

 

The man (that) you met at the party is my father.

 

Cars that run on biofuels are environmentally friendly.

 

The weapons (that were) found in the apartment belonged to the criminal.

 

 ถ้าน้องสังเกตให้ดี จะเห็นว่ามี 2 ประโยคในนี้ที่พี่ไม่ได้ใส่วงเล็บ นั่นก็เพราะว่า สองประโยคนั้นละ that ไม่ได้ เพราะหน้าที่มันเหมือนกับคำว่า who ที่แทนประธานของอนุประโยค ไม่ว่าจะเป็น active voice หรือ passive voice ซึ่งในกรณีอย่างนี้ เราละ who หรือ that ไม่ได้ ปวดตับดีมั้ยคะ

 

ถ้ายังงงๆ ให้น้องๆใช้ เคล็ดลับ เดียวกับที่พี่บุ๋มเขียนไว้ในส่วนของคำว่า who เลยค่ะ

 

มาถึงเรื่องสุดท้าย น้องๆหลายคนอาจเหงื่อตกเวลาเห็น which ที่ มี preposition นำหน้าในข้อสอบ พี่บุ๋มมีสูตรง่ายๆ แต่ต้องจำหน่อยนะอย่าเกี่ยงที่จะท่องภาษาอังกฤษนะคะ ทีสูตรเคมี สูตรตรีโกณยังท่องกันได้เลย มาท่องสูตรภาษาอังกฤษกันหน่อยจะเป็นไร ไม่งั้นเดี๋ยวภาษาอังกฤษน้อยใจแย่

 

during which ให้แปลว่า ซึ่งในระหว่างนั้น

 

เวลา + at which หรือ in which ให้แทนด้วย when

 

สถานที่ + at which หรือ in which หรือ to which ให้แทนด้วย where

 

reason + for which ให้แทนด้วย why

 

noun + of which ให้แทนด้วย whose

 

ถ้าใช้สูตรนี้แล้วไม่เวิร์ค พี่บุ๋มมีเคล็ดลับอีกแล้วค่ะ

 

ให้น้องๆลองโยก preposition ไปไว้ท้ายประโยคซึ่งจะทำให้โครงสร้างประโยคใกล้เคียงกับภาษาไทยมากขึ้น แล้วน้องๆก็จะแปลได้ง่ายขึ้นค่ะ

 

This is the bus for which I have been waiting.

 

ให้น้องๆโยกforไปไว้ท้ายประโยคซึ่งเราก็จะได้ว่า

 

This is the bus which I have been waiting for.

 

ซึ่งจริงๆประโยคนี้ก็ไม่ผิดนะคะ แต่จะเป็นภาษาพูดมากกว่าประโยคแรก

 

คราวนี้ รู้สึกว่าแปลง่ายขึ้นแล้วใช่มั้ยคะ

 

แปลว่า นี่คือรถเมล์ที่ฉันรอ

 

Is this the article in which you were interested?

 

พอน้องๆโยก in ไปไว้ท้ายประโยค น้องๆก็จะได้ประโยคว่า

 

Is this the article which you were interested in?

 

แปลว่า นี่คือบทความที่คุณสนใจใช่มั้ย

 

 

พี่คิดว่า เราพอแค่นี้แล้วกันนะคะ แต่น้องๆต้องกลับมาอ่านทวนบ่อยๆนะ พี่อยากให้น้องๆอ่านทวน 4-5 รอบ

 

ถ้าน้องๆเข้าใจแจ่มแจ้ง สอบ GAT ครั้งนี้ น้องๆจะได้คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 40 คะแนน พี่มั่นใจ

 

น้องๆอย่าลืมนะคะว่า 40 คะแนนนี่เปลี่ยนคณะ เปลี่ยนสถาบัน เปลี่ยนอนาคตกันเลยทีเดียว

 

พี่ขอให้น้องๆทุกคนโชคดี  :)

เจอมาจากยูนิแก๊งค์










ติดตามเราได้ที่
facebook: facebook.com/02dualedu  twitter:@02dual
ถ้าคุณมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษา บอกเราสิที่ admin@02dual.com

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top