ผู้เขียน หัวข้อ: รำลึกถึงหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน  (อ่าน 17939 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย

วิวัฏจักร

๏ แผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
หลวงตาดับขันธ์
ผู้คนระงมอาลัย

๏ แผ่นฟ้าหม่นหมองร้องไห้
หยดหยาดทั่วไทย
อาวรณ์รำไรรำพัน

๏ วัฏสงสารเหมือนฝัน
ภพชาติดับพลัน
ไม่หันไม่หวนกลับมา

๏ คนอยู่สิยังไขว่คว้า
ดุ่มเดินค้นหา
ตามทางที่ท่านสั่งสอน

๏ ดังนกที่ไร้รังนอน
เกาะเกี่ยวคบขอน
ทุกคืนสะท้านเหน็บหนาว

๏ เกิดทีก็ทุกข์ทุกคราว
จากเด็กหนุ่มสาว
แก่เฒ่าแล้วตายจากไป

๏ สิ่งที่หลวงตาฝากไว้
รอยทางยิ่งใหญ่
ตามรอยพระพุทธองค์

Credit : ทีมงาน Dhammada.net

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=e5jZRjUc5nM" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=e5jZRjUc5nM</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=sJtE1pCbzz8" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=sJtE1pCbzz8</a>

เชิญเยี่ยมชมเวปไซต์ของหลวงตาที่ www.luangta.com

เชิญดาวน์โหลด " สารคดีพระคุณหลวงตา ( คุณภาพสูงสุด ) "
รวมเรื่องประทับใจพร้อมภาพหายากของ
.. หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน ..

http://www.jozho.net/index.php?mo=3&art=576512










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 พฤศจิกายน 2011 | 07:41:59 PM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ขอเชิญร่วมบุญซื้อทองคำเข้าคลังหลวง ตามพินัยกรรมองค์หลวงตา

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=NgOJn_IVUpY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=NgOJn_IVUpY</a>

ประกาศจากวัดป่าบ้านตาด (ข้อมูล ณ วันที่ 17 กพ. เวลา 06:00 น.)

1.   ท่านใดประสงค์จะร่วมทำบุญถวายแด่องค์หลวงตา เพื่อซื้อทองคำเข้าคลังหลวงตามพินัยกรรมขององค์หลวงตา ท่านสามารถทำบุญได้ที่วัดป่าบ้านตาดโดยใส่ตู้บริจาคเฉพาะบนศาลาที่ตั้งศพองค์หลวงตา หรือถวายโดยตรงกับองค์หลวงปู่ลีกุสลธโร จะไม่มีการรับบริจาคจากจุดอื่น หรือโอนเข้าบัญชีชื่อ“เงินบริจาคในพิธีบำเพ็ญกุศลศพหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เพื่อซื้อทองคำเข้าคลังหลวงตามเจตนารมณ์ของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโนโดยพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน”

ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด(มหาชน) สาขาอุดรธานี บัญชีกระแสรายวัน เลขที่ 110-1-07299-8

ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาเซ็นทรัลพลาซ่าอุดรธานี บัญชีกระแสรายวัน

ชื่อบัญชี “ค่าใช้จ่ายในพิธีบำเพ็ญกุศลศพหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน”

เลขที่ 859-3-00234-9


ธนาคาร กรุงไทย จำกัด(มหาชน) สาขาอุดรธานี บัญชีออมทรัพย์

ชื่อบัญชี “เงินบริจาคซื้อทองคำเข้าคลังตามเจตนาหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน โดยพระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน”

เลขที่ 401-3-11840-8




2.   ท่านผู้ใดประสงค์จะร่วมทำบุญสงเคราะห์โลกและโครงการช่วยชาติกับองค์หลวงตา ตามเลขที่บัญชีเดิม ท่านยังสามารถโอนเข้าบัญชีเหล่านั้นได้ตามปรกติ


3.    ไม่มีการรับบริจาคจากที่อื่น นอกเหนือจากเลขที่บัญชีขององค์หลวงตาที่เปิดไว้เพื่อสงเคราะห์โลก โครงการช่วยชาติ และเลขที่บัญชีตามข้อ 1 เพื่อเป็นไปตามปฏิปทาขององค์หลวงตาที่พาดำเนิน  และถ้าเป็นภายในวัดป่าบ้านตาดต้องบริจาคใส่ตู้บริจาคเฉพาะบนศาลาด้านในที่ตั้งสรีระสังขารองค์หลวงตาท่านเท่านั้น


4.   กำหนดวันพระราชทานเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงตา วันเสาร์ที่ 5 มีนาคมศกนี้ เมื่อทางวัดได้รับหมายกำหนดการโดยละเอียด เวลาที่แน่นอนจากทางสำนักพระราชวังแล้ว จะแจ้งให้ทราบต่อไป


5.   ท่านสามารถดูตำแหน่งที่จอดรถ และเส้นทางการเดินทางมาวัดป่าบ้านตาดในวันงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงตา ได้จากเว็บไซต์ www.udonthani.go.th



6.    หากท่านใดมีข้อสอบถามเกี่ยวกับพิธีบำเพ็ญกุศลสรีระสังขารองค์หลวงตาและพระราชพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขารองค์หลวงตา กรุณาติดต่อโดยตรงที่ กองอำนวยการวัดป่าบ้านตาด เบอร์โทรศัพท์ 043-648300, 043-648332,

043-648191, 043-648199

เบอร์แฟ็กซ์ 042-910183

อีเมล : ltb11111@hotmail.comwatpabaantaad@gmail.com

และติดต่อหน่วยงานราชการผ่านจังหวัดอุดรธานีที่

www.udonthani.go.th
email : udonthani@moi.go.th



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 กุมภาพันธ์ 2011 | 09:21:50 AM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ประวัติ อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว)

ชมประวัติหลวงตามหาบัว จากสารคดีเทิดทูนบูชาคุณ จัดทำโดย คุณแม่ จันดี โลหิตดี ผู้เป็นน้องสาวหลวงตามหาบัว

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=Mg6WNUZZ9_M" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=Mg6WNUZZ9_M</a>

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=kOhvYKynqr4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=kOhvYKynqr4</a>

๏ ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

พระ อาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน หรือ “หลวงตามหาบัว” ถือกำเนิดในตระกูล “โลหิตดี” เมื่อวันที่ 12 เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2457 ณ หมู่บ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี บิดาชื่อนายทองดี มารดาชื่อ นางแพง มีพี่น้องรวมกัน 12 คน ครอบครัวมีอาชีพทำนา ในวัยเด็กท่านได้รับการศึกษาชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับชั้นสูงสุดในสมัยนั้น

ในตอนเป็นฆราวาส ท่านเป็นผู้มีอุปนิสัยพูดจริง ทำจริง รักคำสัตย์ หนักแน่นในเหตุผล อุปนิสัยอันนี้เองที่ช่วยให้การปฏิบัติธรรมของท่านเป็นผลสำเร็จในเวลาต่อมา การดำรงชีวิตในเบื้องต้นท่านได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว เป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจในกิจการงานทั้งปวง จนบิดามารดาหวังฝากผีฝากไข้กับท่าน ตามประเพณีของไทยเรานั้นเมื่อลูกชายมีอายุครบบวชก็มักจะให้บวชเรียนเสียก่อน ก่อนที่จะมีครอบครัวครองเรือนต่อไป

๏ ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

เมื่อ นายบัว โลหิตดี มีอายุได้ 21 ปี บิดามารดาได้ขอร้องให้เขาได้บวชเรียน เพื่อเป็นการทดแทนบุญคุณตามประเพณี ในที่สุดท่านก็ตัดสินใจบวช เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2477 ณ วัดโยธานิมิตร อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยมีพระราชเทวี (จูม พนฺธุโล ต่อมาเป็นพระธรรมเจดีย์) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “ญาณสมฺปนฺโน” ท่านตั้งใจไว้ว่าจะบวชพอเป็นประเพณีเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจว่าจะบวชนานเท่านี้

ครั้นบวชแล้ว พระภิกษุบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็ได้ศึกษาพุทธประวัติและประวัติพระอรหันตสาวก จนเกิดความเลื่อมในศรัทธาในพระศาสนาอย่างจริงจัง ท่านจึงตั้งใจว่าจะศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมเสียก่อน เพราะถ้าไม่ศึกษาแล้วจะไม่เข้าใจวิธีปฏิบัติ โดยตั้งความหวังไว้ว่าจะเรียนปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรมและแผนกบาลี สำหรับแผนกบาลีนั้น ท่านตั้งใจว่าจะสอบให้ได้เพียงแค่เปรียญธรรม 3 ประโยคก็พอ ทั้งนี้เพื่อเป็นกุญแจเปิดตู้พระไตรปิฎก และเป็นอุบายเข้าถึงการปฏิบัติธรรมได้อย่างถูกต้อง แต่จะไม่ให้เกินเลยเปรียญธรรม 3 ประโยคไป เพราะจะทำให้เหลิงและลืมตัว

ใน ระหว่างที่ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยอยู่นั้น พระภิกษุบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็ได้ฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนาไปด้วย การศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมก็สอบไล่ได้บ้าง ตกบ้าง แต่ในที่สุดความปรารถนาของพระภิกษุบัวก็เป็นจริง เมื่อท่านสามารถสอบไล่ได้นักธรรมชั้นเอก พร้อมกับเปรียญธรรม 3 ประโยคในปีเดียวกันนั้น รวมเวลาที่ศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรมเป็นเวลา 7 ปี

ครั้น สอบไล่ได้เปรียญธรรม 3 ประโยค พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ก็มุ่งออกปฏิบัติด้านเดียว จิตใจของท่านจึงมุ่งสู่หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ตั้งแต่สมัยที่ท่านเป็นเด็ก จนกระทั่งท่านอุปสมบทแล้ว ชื่อเสียงของหลวงปู่มั่นก็ยิ่งฟุ้งขจรไปไกล ในตอนที่พระมหาบัวจำพรรษาอยู่ที่วัดเจดีย์หลวง จังหวัดเชียงใหม่ ได้พบปะพูดคุยกับครูบาอาจารย์ที่เคยอยู่กับหลวงปู่มั่น มาเล่าให้ฟังถึงปฏิปทาและข้อวัตรปฏิบัติของหลวงปู่มั่นว่า หลวงปู่มั่นไม่ใช่พระธรรมดา หากแต่เป็นพระอริยะผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ เมื่อได้ฟังดังนั้น จิตใจของพระมหาบัวก็ยิ่งฝังลึกลงในการที่จะปฏิบัติตนให้พ้นทุกข์ และอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ด้วยมั่นใจว่ามรรคผลนิพพานยังมีอยู่

ในพรรษาต่อมา ( คือพรรษาที่ 8 ) พระมหาบัวได้ไปจำพรรษาอยู่ที่อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา เพื่อฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา จนจิตเข้าถึงความสงบ ท่านเร่งทำความเพียรอย่างหนักทั้งนั่งสมาธิทั้งเดินจงกรม ในเวลาต่อมาพระผู้ใหญ่จะให้พระมหาบัวเดินทางเข้าไปศึกษาต่อ ในกรุงเทพฯ ท่านเห็นว่าจะผิดกับปณิธาน และเสียคำสัตย์ที่เคยตั้งใจว่าจะเรียนให้ได้เพียงแค่เปรียญธรรม 3 ประโยค ท่านจึงหนีกกลับมาอยู่บ้านเดิมคือ บ้านตาด ณ ที่นี่แทนที่ท่านจะได้เจริญสมาธิภาวนาให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไป กลับปรากฏว่าจิตใจไม่ค่อยสงบ เพราะมัวแต่ทำกลดไม่เสร็จสิ้น

พระมหา บัวคิดว่า ถ้าอยู่บ้านเกิดต่อไปคงไม่ดีแน่ มีแต่จะขาดทุน จึงเดินทางหนีจากบ้านตาด มุ่งหน้าไปหาหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ซึ่งตอนนั้นจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าโนนนิเวศน์ อุดรธานี แต่ก็ไม่ได้พบหลวงปู่มั่น เพราะท่านได้รับนิมนต์ไปจังหวัดสกลนครเสียก่อน เมื่อตามไปไม่ทัน พระมหาบัวจึงไปพักอาศัยอยู่ที่วัดทุ่งสว่าง จังหวัดหนองคาย เป็นเวลาสามเดือนกว่า พอถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2485 ก็ออกเดินทางจากจังหวัดหนองคายไปจังหวัดสกลนคร ได้พบหลวงปู่มั่นที่บ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร พอไปถึงก็พบหลวงปู่มั่นกำลังเดินจงกรมอยู่ในเวลาโพล้เพล้

เมื่อได้ พบหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต แล้วก็สมใจนึกทุกอย่าง เพราะได้ฟังธรรมจากหลวงปู่มั่นเป็นครั้งแรก ก็เกิดศรัทธาปสาทะขึ้นมาทันที และดูเหมือนว่า หลวงปู่จะทราบเรื่องราวทุกอย่างของพระมหาบัวหมดแล้ว หลวงปู่ได้กล่าวหลักธรรมยืนยันว่า มรรคผลนิพพานเป็นสิ่งที่เป็นไปได้เสมอและให้ผลแก่ผู้ปฏิบัติในปัจจุบันทันที จนพระมหาบัวหมดความสงสัย นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ท่านได้มอบตัวเป็นศิษย์และอยู่ศึกษาอบรมสมาธิภาวนาในสำนักของหลวงปู่มั่น เรื่อยมา ด้วยความจริงใจและเด็ดเดี่ยว พระมหาบัวได้ฝึกปฏิบัติกรรมฐานในป่าอันสงัด ห่างไกลจากบ้านเรือนของผู้คน โดยตั้งปณิธานไว้ว่า จะเป็นก็เป็น จะตายก็ตาย จิตมุ่งอยู่แต่สมาธิภาวนาเท่านั้น

ขณะที่ศึกษาอบรมอยู่กับหลวงปู่ มั่นนั้น พระมหาบัวก็ได้เรียนรู้ข้อวัตรปฏิบัติอันเป็นเครื่องขูดเกลากิเลส ตลอดถึงจิตภาวนาที่หลวงปู่มั่นได้พาดำเนินไปด้วยความถูกต้องดีงาม ตามหลักพระธรรมวินัยซึ่งพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้สืบทอดข้อวัตรปฏิบัติเรื่อยมา และได้ใช้เป็นแนวทางในการอบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณร และอุบาสก อุบาสิกาในเวลาต่อมา

ด้วยเหตุที่ท่านเคารพเทิดทูนหลวงปู่มั่นอย่าง สุดหัวใจ โดยเรียกหลวงปู่มั่นว่า “พ่อแม่ครูบาอาจารย์” เพราะหลวงปู่มั่นเปรียบเสมือนพ่อกับแม่ และเป็นครูเป็นอาจารย์ในองค์เดียวกันหมด ด้วยคารวธรรมอันสูงส่งนี้เอง จึงเป็นพลังใจให้พระอาจารย์มหาบัวได้เขียนหนังสือ “ประวัติหลวงปู่มั่น” เพื่อเผยแพร่ข้อวัตรปฏิบัติ ตลอดจนชื่อเสียงเกียรติคุณให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบเป็นคติ เป็นการบูชาคุณท่าน และยังได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับภาคปฏิบัติธรรมกรรมฐานอีกหลายเล่ม รวมทั้งการบันทึกเทปธรรมะเป็นการเผยแพร่อีกด้วย

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้อยู่จำพรรษาที่วัดบ้านโคกกับหลวงปู่มั่น เป็นเวลา 2 พรรษา แล้วติดตามหลวงปู่มั่นไปจำพรรษาที่วัดบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร อีก 6 พรรษา รวมเวลาที่อยู่กับหลวงปู่มั่นทั้งหมด 8 ปี จวบจนหลวงปู่มั่นถึงแก่มรณภาพ ในปี พ.ศ. 2492

ครั้นเสด็จงานพระราช ทานเพลิงศพหลวงปู่มั่นแล้ว พระอาจารย์มหาบัวก็ได้หลีกเร้นเข้าป่าเขา เพื่อแสวงหาสถานที่อันสงัดวิเวกมุ่งบำเพ็ญภาวนาแต่เพียงรูปเดียว แต่หมู่คณะพระสงฆ์สามเณรก็ขอติดตามไปด้วยเพื่อหวังให้ท่านอาจารย์ได้ช่วย อบรมสั่งสอน ท่านอาจารย์ก็พยายามหลีกหนีจากหมู่คณะ เพื่อเร่งบำเพ็ญเพียรของตนเองให้บรรลุจุดหมายปลายทางที่ตั้งไว้ พระอาจารย์มหาบัวก็หวนมาพิจารณาสงสารหมู่คณะที่หวังพึ่งพิงครูบาอาจารย์ เช่นเดียวกันกับท่านที่เคยหวังพึ่งพิงครูบาอาจารย์มาแล้ว ท่านอาจารย์จึงได้นำข้อวัตรปฏิบัติและธรรมอันวิเศษที่ได้รู้เห็นประจักษ์แก่ ใจมาสั่งสอนหมู่คณะ

ในครั้งแรกนับจำเดิมแต่หลวงปู่มั่นมรณภาพ ท่านอาจารย์มหาบัวได้จำพรรษา อยู่ที่วัดหนองผือนาใน ซึ่งท่านเคยจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่มั่น เนื่องจากเมื่อหลวงปู่มั่นล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว พระสงฆ์สามเณรที่เคยมีอยู่จำนวนมาก ก็แตกกระจัดกระจายหนีไปอยู่ที่อื่น เหลือแต่พระหลวงตาเฝ้าวัดอยู่เพียงรูปเดียว ท่านอาจารย์รู้สึกสังเวช สลดใจในความเปลี่ยนแปลง จึงได้ย้อนกลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้หนึ่งพรรษา

ใน ปีถัดมา (พ.ศ. 2493) ท่านอาจารย์ได้ออกธุดงค์หาสถานที่อันสงัดวิเวก และได้พักจำพรรษาอยู่วัดบ้านห้วยทราย อำเภอคำชะอี จังหวัดนครพนม (ปัจจุบันเป็นจังหวัดมุกดาหาร) อีก 4 พรรษา ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่ที่นี่ ท่านอาจารย์ได้เข้มงวดกวดขันเอาจริงเอาจังกับการอบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณร ทั้งในเรื่องข้อวัตรปฏิบัติธุดงควัตร และเจริญสมาธิภาวนาจนทำให้พระสงฆ์สามเณรมีหลักยึดเหนี่ยวของจิตใจมากยิ่ง ขึ้น

ต่อมาในปี พ.ศ. 2498 ท่านอาจารย์มหาบัวก็ได้จาริกแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรมผ่านไปทางจังหวัด จันทบุรี และได้สร้างวัดจำพรรษาอยู่ที่นั่น 1 พรรษา ระยะต่อมาได้ทราบข่าวว่าโยมมารดาของท่านป่วย ท่านอาจารย์จึงได้เดินทางกลับมาตุภูมิที่บ้านตาด เพื่อดูแลโยมมารดา ชาวบ้านได้นิมนต์ให้ท่านไปพำนักในป่าบริเวณทางทิศใต้ของหมู่บ้าน พร้อมทั้งนิมนต์ท่านให้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งเสียที เพื่อจะได้เป็นที่พึ่งทางใจของชาวบ้าน โดยได้บริจาคที่ดินประมาณ 263 ไร่เพื่อสร้างวัด ท่านอาจารย์ได้พิจารณาเห็นว่าโยมมารดาของท่านแก่ชรามากแล้ว สมควรที่จะอยู่ช่วยดูแลเป็นการตอบแทนบุญคุณของมารดาด้วย ท่านอาจารย์จึงตกลงใจรับนิมนต์และเริ่มสร้างวัดนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2498 ตั้งชื่อวัด “วัดป่าบ้านตาด” จนตราบเท่าทุกวันนี้




คัดลอกมาจาก http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=jit-apinya&month=10-2009&date=11&group=1&gblog=7


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กุมภาพันธ์ 2011 | 10:49:45 PM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
อวิชชารวมตัว ปกปิดจิตแท้ธรรมแท้
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 31 มกราคม 2011 | 09:38:09 PM »
อวิชชารวมตัว ปกปิดจิตแท้ธรรมแท้
พระธรรมเทศนากัณฑ์แรกๆของหลวงตาบนอินเตอร์เน็ต




โดยอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว)
เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2509


นี่คือเวลาเริ่มพิจารณาเข้าสู่จุดรวมของกิเลสวัฏฏ์ ซึ่งได้แก่อวิชชา ขณะที่พิจารณาก็ยังไม่ทราบว่าตัวเองพิจารณาอวิชชา เป็นแต่เพียงคิดว่า นี้มันอะไรนา เป็นข้อข้องใจสงสัยอยู่ตรงนี้ แล้วก็หยั่งจิตลงไปที่นั่น ทำความสนใจในจุดนั้น พิจารณาว่ามันเป็นยังไงไปยังไงมายังไง แต่ก็ไปถูกจุด ทั้งนี้เพราะเราไม่รู้ชื่อมันว่าอะไรเป็นอวิชชา อวิชชาที่แท้จริงกับชื่อมันผิดกันมาก เห็นแต่กระแสของมันกระจายไปทั่วโลก นั้นมันเป็นเพียงกิ่งก้าน เหมือนเราไปหาจับโจรผู้ร้าย ไปจับก็จะได้แต่สมุนของมันเท่านั้น จับคนไหนก็เป็นสมุนของมันๆไม่ทราบว่านายมันอยู่ที่ไหน มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร เพราะไม่เคยเห็นหัวหน้ามัน

จับมากต่อมาก จับเข้าไปๆตีตะล่อมเข้าไปๆที่เรียกว่าล้อมโจร คือเจ้าหน้าที่มีจำนวนมากและก็มีกำลังมาก ต่างคนต่างอาศัยกันรวมกันเข้าก็มีกำลังมาก ล้อมรอบจุดโจรอาศัยอยู่จับคนนี้ มัดคนนั้นเข้าไปๆเมื่อถูกถาม ตามธรรมดาโจรมันจะไม่บอกว่าใครเป็นนายของมัน ถ้าใครเป็นโจรก็มัดมันเข้าไปจนหมดจนไม่ให้มีเหลือซักคนในวงล้อมนั้น คนสุดท้ายนั้นน่ะเป็นนายของโจร คนสุดท้ายมันจะอยู่ในที่สำคัญ คือสมุนของโจรจะต้องล้อมรอบขอบชิดรักษาไว้อย่างดีทีเดียว ไม่ให้พบหัวหน้าของมันอย่างง่ายดาย ถูกจับเข้าไปเป็นลำดับๆจนถึงอุโมงค์ที่หัวหน้าโจรหลบซ่อนก็ฆ่าหมดไม่มีเหลือในที่นั้นแล้วมันก็ทราบชัดกันล่ะที่นี่ ว่า หัวหน้าโจรตัวฉลาดได้ถูกฆ่าให้สูญพันธุ์ไปเสียแล้ว อันนี้เป็นแต่เพียงรูปเปรียบ คือจิตที่มีความเกี่ยวข้องกับสิ่งใด มันก็เป็นแขนงของความหลง ไม่ว่าจะหลงทางดีทางชั่ว มันเป็นเรื่องของอวิชชาและกิ่งก้านของอวิชชาทั้งนั้น แต่ตัวอวิชชาจริงๆมันไม่มีเพราะฉะนั้น อุบายวิธีพิจารณาต่างๆถ้าจะเทียบอุปมาก็เหมือนอย่างเราวิดน้ำเพื่อจะเอาปลา ถ้าน้ำมีมาก ปลาจะมีอยู่จำนวนมากน้อยเพียงไรก็ไม่ทราบ วิดน้ำออกจนน้ำแห้งไปเป็นลำดับๆปลาก็รวมตัวเข้าไปๆ ตัวไหนอยู่ที่ไหนก็วิ่งลงในน้ำๆ น้ำก็ถูกวิดออกเรื่อยๆ ปลาก็รวมตัวเข้าไปตัวไหนวิ่งไปไหนก็มองเห็น เพราะน้ำแห้งลงไปเรื่อยๆ ผลสุดท้ายเมื่อน้ำแห้งแล้ว ปลาก็ไม่มีที่หลบซ่อนก็จับตัวปลาได้

ขึ้นชื่อว่ารูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสกับอาการของจิตที่คละเคล้ากัน มันก็เหมือนกับน้ำซึ่งเป็นที่อาศัยของปลา การพิจารณาสิ่งเหล่านี้ก็ไม่หมายจะเอาสิ่งเหล่านี้ แต่จะฆ่ากิเลสต่างหากเหมือนกับคนวิดน้ำไม่หมายจะเอาน้ำ แต่หมายจะเอาปลาต่างหาก การพิจารณาก็ไม่หมายจะเอาสิ่งเหล่านี้ แต่ให้รู้สิ่งเหล่านี้เป็นลำดับๆ พอรู้ไปถึงไหนจิตก็หายกังวล รู้ทั้งสิ่งที่ไปเกี่ยวข้อง รู้ทั้งตัวเองผู้ไปเกี่ยวข้องว่าเป็นผู้ผิด เป็นความเห็นผิดของตัว จึงไปหลงรักหลงชังในสิ่งเหล่านั้นทีนี้วงแห่งการพิจารณาก็แคบเข้ามาๆ เหมือนกับน้ำแห้งลงไปๆ จะพิจารณาในธาตุในขันธ์อะไรมันก็เหมือนกับสิ่งทั่วไปภายนอก มันไม่มีอะไรแปลกกัน ถ้าเป็นด้านวัตถุ พูดถึงเรื่องธาตุก็เป็นธาตุอันเดียวกัน มันมีแปลกอยู่ที่อาการของจิตแสดงตัวออก แต่เราไม่รู้ก็ไปหมาย อันนี้มันก็ยังเป็นกิ่งก้านของอวิชชาอยู่ แต่มันจะซึมซาบเข้าไปหาส่วนใหญ่ พิจารณาเห็นสิ่งที่มาเกี่ยวข้องชัดเท่าไร ก็ยิ่งเห็นตัวออกไปเกี่ยวข้องชัดขึ้นทุกที เหมือนกับน้ำแห้งลงไปเท่าไรก็ยิ่งเห็นตัวปลาชัดขึ้นทุกทีๆ

การพิจารณาเห็นสภาพทั้งหลายทั้งภายนอกกาย ทั้งภายในกาย ทั้งในเจตสิกธรรมของตัวชัดขึ้นเท่าไร มันก็เห็นจุดที่อยู่ที่อาศัยของตัวการสำคัญชัดขึ้นๆ เมื่อพิจารณาตะล่อมเข้าไปความรู้ของจิตมันก็แคบเข้าไป ความกังวลของใจก็น้อยเข้าไป กระแสของใจที่ส่งออกไปก็แคบพอกระเพื่อมตัวออกไปเกี่ยวกับสิ่งใดก็พิจารณาเกี่ยวกับสิ่งนั้นด้วย พิจารณาความกระเพื่อมของจิตที่ออกไปแสดงตัวด้วย ก็เห็นทั้งสองเงื่อน รู้เหตุรู้ผลกันทั้งสองด้าน คือด้านที่ไปเกี่ยวข้องสิ่งที่ถูกเกี่ยวข้องหนึ่ง ผู้ไปเกี่ยวข้องหนึ่ง ปัญญาก็ขยับตัวเข้าไปเป็นลำดับๆ

เมื่อเข้าไปถึงตัวอวิชชาจริงๆ โดยมากนักปฏิบัติถ้าไม่มีครูอาจารย์คอยแนะไว้ก่อนแล้ว จะต้องไปถือเอาตัวนั้นแลว่าเป็นตัวจริง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างได้พิจารณาเห็นชัดภายในใจแล้วว่าได้รู้เท่าและปล่อยวางไปหมดไม่มีสิ่งใดเหลือ แต่ผู้ที่รู้สิ่งทั้งหลายนั้นคืออะไรนั่น ทีนี้ก็ไปสงวนอันนั้นไว้ นี่แลที่ว่าอวิชชารวมตัวแล้ว แต่กลับมาเป็นตัวขึ้นโดยไม่รู้สึก จิตก็มาหลงอยู่นั้นที่ว่าอวิชชาก็คือหลงตัวเองนี่แหละ ส่วนที่หลงสิ่งภายนอกนั้นยังเป็นกิ่งก้าน ไม่ใช่เป็นเรื่องของอวิชชาอันแท้จริง

การมาหลงอันนี้แล มาหลงผู้ที่รู้สิ่งทั้งหลายนี้แล ผู้นี้เป็นอะไรเลยลืมวิพากษ์พิจารณาเสียเพราะจิตเมื่อมีวงแคบเข้ามาแล้วจะต้องรวมจุดตัวเอง จุดของจิตที่ปรากฏตัวอยู่เวลานั้นจะเป็นจิตที่ผ่องใส มีความยิ้มแย้มแจ่มใส มีความองอาจกล้าหาญ ความสุขก็รู้สึกว่าจะรวมตัวอยู่ที่นั่นหมด สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมันเป็นผลของอะไร ถ้าจะพูดว่าเป็นผลก็ยอมรับเป็นผล จะพูดว่าเป็นผลของปฏิปทาเครื่องดำเนินก็ถูกถ้าหากเราไม่หลงอันนี้นะ ถ้ายังหลงอยู่มันก็ยังเป็นสมุทัยนี่ละจุดใหญ่ของสมุทัย

แต่ถ้านักปฏิบัติผู้มีความสนใจพิจารณาในสิ่งที่เกี่ยวข้องอยู่เสมอแล้วไม่มองข้ามไปยังไงก็ทนไม่ได้ ต้องสนใจเข้าพิจารณาจุดนั้น เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเราก็เคยพิจารณาและเคยรู้เรื่องมาแล้วใจก็ไม่สัมผัส จะแยกจิตออกไปพิจารณาอะไรมันก็ไม่สัมผัส เพราะพอตัวในสิ่งนั้นๆแล้วอาการที่เกิดขึ้นก็เกิดขึ้นจากนั้น จิตที่ปรุงขึ้นมามันก็ปรุงขึ้นจากนั้น สุขที่ปรากฏขึ้นก็ปรากฏอยู่ที่นั่น ความสุขที่ปรากฏขึ้นมามันก็มีอาการเปลี่ยนแปลงให้เห็นซึ่งเป็นเหตุให้พิจารณาอีกเพราะในขั้นนี้เป็นขั้นที่ใช้ความสังเกตมาก เมื่อสังเกตความสุขมันก็ไม่แน่นอน เพราะความสุขที่ผลิตจากอวิชชามันเป็นสมมุติ บางทีก็มีอาการเฉาๆบ้างเล็กๆน้อยๆ พอให้ทราบว่ามันแสดงอาการไม่สม่ำเสมอ มันค่อยเปลี่ยนตัวเองอยู่อย่างนั้นตามขั้นแห่งธรรมที่ละเอียด นี่เป็นจุดที่จะนอนใจตายใจและยอมเชื่อสำหรับผู้ที่ปฏิบัติด้วยความเข้มแข็ง ด้วยความสนใจอย่างยิ่งแต่จะมานอนใจในจุดนี้ ติดในจุดนี้ หากไม่มีผู้อธิบายให้ทราบไว้ล่วงหน้าก่อน

ถึงจะนอนใจก็ทนที่จะทราบไม่ได้เหมือนกันถ้าใช้ความสนใจ เพราะมีเท่านั้นเป็นสิ่งที่ดูดดื่มของใจ เป็นเหตุให้ดูดดื่ม เป็นเหตุให้พอใจในสิ่งที่ปรากฏนั้น เท่าที่เคยพิจารณามาเป็นอย่างนั้นจนไม่ทราบว่าอะไรเป็นอวิชชา ก็เลยเข้าใจว่าอันนี้แหละที่จะเป็นนิพพาน อันสว่างกระจ่างแจ้งอยู่ตลอดเวลานี้แล คำว่าตลอดเวลาในที่นี้หมายถึงตลอดเวลาของผู้มีความเพียร มีการชำระซักฟอกกันอยู่เสมอ ไม่นอนใจติดอยู่กับสิ่งนั้นถ่ายเดียว ความสงวนก็มาก อะไรจะมาแตะต้องไม่ได้ระมัดระวังอย่างเต็มที่ พออะไรมาสัมผัสก็รีบแก้กันทันที

แต่สิ่งที่รักสงวนนั้นตนหาได้ทราบไม่ว่าคืออะไร ทั้งที่ความรักความสงวนนั้นมันก็เป็นภาระของจิตอยู่โดยดี แต่ในเวลานั้นมันไม่ทราบ จนกว่าสมควรแก่กาลที่ควรรู้แล้ว จึงเกิดความสนใจที่จะพิจารณาในจุดนี้ นี่มันคืออะไรนา ทุกสิ่งทุกอย่างเราก็เคยพิจารณามา แต่สิ่งนี้มันคืออะไรนาที่นี่จิตก็จ่อเข้าไปตรงนั้น ปัญญาก็สอดส่องเข้าไป นี้มันคืออะไรแน่นะ อันนี้มันเป็นความจริงแล้วหรือยังไม่จริง อันนี้เป็นวิชชาหรือเป็นอวิชชา มันยังเป็นข้อกังขาสงสัยอยู่นั้นแหละ

แต่อาศัยการพิจารณาทบทวนด้วยปัญญาอยู่ไม่หยุด เพราะเป็นสิ่งไม่เคยรู้ไม่เคยประสบมาก่อนว่าทำไมมันจึงรัก ทำไมมันจึงสงวน ถ้าหากว่าเป็นของจริงแล้วทำไมจะต้องรักสงวนกัน ทำไมจะต้องรักษากัน ความรักษานี่มันก็เป็นภาระ ถ้าอย่างนั้นอันนี้มันก็ต้องเป็นภัยอันหนึ่งสำหรับผู้สงวนรักษา หรือเป็นสิ่งหนึ่งที่ไม่น่าไว้ใจทั้งๆที่ก็ไม่ทราบนะว่านั่นคืออะไร จะเป็นอวิชชาจริงหรือไม่เพราะเราไม่เคยเห็นนี่ว่าวิชชาที่แท้จริงกับอวิชชามันต่างกันอย่างไร วิมุตติกับสมมุติมันต่างกันอย่างไร ปัญญาก็เริ่มสนใจพิจารณาละที่นี่

อวิชชานี้เองที่ปกปิดจิตแท้ธรรมแท้เรื่อยมา จึงไม่เห็นความอัศจรรย์ในหลักธรรมชาติของจิตอันแท้จริง ผู้ปฏิบัติดำเนินมาถึงขั้นหลุมพรางตาจึงหลงยึดว่าเป็นของอัศจรรย์ไปเสีย จึงมารักสงวนหึงหวงไว้ มาเข้าใจว่าเป็นเราเป็นของเรา จิตเราสว่างไสว จิตเรามีความองอาจกล้าหาญ จิตเราเป็นสุข จิตเรานี้รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ธรรมชาติอันนี้ไม่รู้ตัวเอง ท่านเรียกว่าอวิชชาแท้ พอกลับมารู้อันนี้ๆก็สลายไป พออันนี้สลายไปแล้วก็เหมือนกับเปิดฝาหม้อขึ้นมานั่นเอง มีอะไรอยู่ในนั้นก็เห็นหมดอวิชชานี้เท่านั้นปิดไว้

การปฏิบัติในศาสนานี้ถ้าปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ มันก็มีเคล็ดลับอยู่สองคือ ระหว่างอุปาทานของกายกับจิต กายกับจิตเป็นอุปาทานต่อกัน จะแยกจากกันนี้เป็นเคล็ดลับอันหนึ่งกับมาเคล็ดลับที่สองอันเป็นจุดสุดท้ายแห่งความสามารถของกระผมที่เป็นขึ้นมา นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่าสงสัย

กระผมเคยไปบำเพ็ญอยู่ที่วัดดอย ปัญหาเรื่องอวิชชานี้มันทำให้งงอยู่นานเหมือนกัน คือขณะนั้นจิตมันสว่างจนตัวเองเกิดความอัศจรรย์ในความสว่างไสว ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะเป็นเหตุให้อัศจรรย์นั้นรู้สึกมารวมตัวอยู่ในจิตนั้นหมด จนเกิดความอัศจรรย์ในตัวเองว่า แหม จิตของเราทำไมถึงได้อัศจรรย์ถึงขนาดนี้นะ มองดูกายทั้งกายไม่เห็น มันเป็นอากาศธาตุเสียหมด ว่างไปหมด จิตมีความสว่างไสวอย่างเต็มที่

แต่เดชะนะ พอเวลาเกิดความอัศจรรย์ตัวเองขึ้นมา ถึงกับอุทานในใจในเวลานั้น ด้วยความหลงไม่รู้สึกตัว ถ้าพูดถึงธรรมะส่วนละเอียดมันเป็นความหลงอันหนึ่ง มันอัศจรรย์ตัวเอง ทำไมจิตของเราถึงได้เป็นขนาดนี้ พอว่าอย่างนั้นก็มีธรรมะบันดาลขึ้นมา อันนี้ก็ไม่คาดไม่ฝันเหมือนกันผุดขึ้นมาเหมือนมีคนพูดอยู่ภายในจิตนี้ แต่ไม่ใช่คนพูด ผุดขึ้นมาเป็นบทๆว่า ” ถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพ ” ว่าอย่างนั้น

ธรรมชาตินั้นมันเป็นจุดจริงๆจุดของความรู้ จุดของความสว่างนั้นมันมีจุดจริงๆดังอุบายผุดขึ้นมาบอก ทีนี้เราก็ไม่ได้คำนึงว่าอะไรมันเป็นจุด เลยงงไปเสียอีก แทนที่จะได้อุบายจากคำเตือนที่ผุดขึ้นนั้น เลยเอาปัญหานั้นมาขบคิด จนกว่าได้มาพิจารณาถึงตอนนี้ ตอนที่ว่าจุดนี้ ปัญหาอันนี้จึงยุติลงไป ถึงได้ย้อนกลับคืนไป รู้เรื่องที่ว่าถ้ามีจุดมีต่อมแห่งผู้รู้อยู่ที่ไหน นั้นแลคือตัวภพได้อย่างชัดเจน ถึงได้ความ อ๋อ คำว่าจุดว่าต่อมหมายถึงอันนี้เอง แต่ก่อนไม่เข้าใจ มันเป็นจุดจริงๆจะอัศจรรย์แค่ไหนมันก็เป็นจุดของความอัศจรรย์ มันเป็นจุดให้รู้อยู่ พออันนั้นสลายลงไปแล้วมันไม่มีจุด เพราะจุดมันเป็นสมมติทั้งนั้น จะละเอียดแค่ไหนมันก็เป็นสมมติ

ถึงได้เทศน์สอนหมู่เพื่อนเสมอว่า เมื่อเข้าไปถึงจุดนั้นแล้วอย่าไปสงวนอะไรทั้งนั้น ให้พิจารณาลงไป แม้ที่สุดจิตจะฉิบหายลงไปด้วยการพิจารณาจริงๆ ก็ขอให้ฉิบหายไป อะไรจะรับรู้ว่าบริสุทธิ์ก็ให้รับรู้ไป หรือจะฉิบหายไปหมดไม่มีอะไร จะรับรู้ว่าบริสุทธิ์ก็ขอให้รู้กัน อย่าได้สงวนอะไรไว้เลย ก็เพื่อกันไว้ว่ากลัวจะมาสงวนอันนี้เอง ถ้าหากไม่เตือนถึงขนาดนั้นแล้วอย่างไรก็ต้องติดขอให้รู้เท่านั้น อะไรๆจะดับไปก็ดับไปเถิด แม้ที่สุดจิตดวงนี้จะดับไปด้วยอำนาจของการพิจารณาก็ขอให้ดับไป ไม่ต้องสงวนเอาไว้ เวลาพิจารณาต้องลงถึงขนาดนั้น

แต่จะหนีความจริงไปไม่พ้น สิ่งใดที่เกิดสิ่งนั้นก็ต้องดับ สิ่งใดที่จริงเป็นหลักธรรมชาติของตัวเองแล้ว ก็จะไม่ดับ คือจิตที่บริสุทธิ์นั้นจะไม่ดับ ทุกสิ่งทุกอย่างดับไป ผู้ที่รู้ว่าดับนั้นไม่ดับอันนั้นดับไป อันนี้ดับไป ผู้ที่รู้ว่าสิ่งนั้นดับไปนั้นไม่ดับ จะว่าเอาไว้ก็ได้ ไม่เอาไว้ก็ได้ มันก็รู้อยู่อย่างนั้น ถ้าเราสงวนนี่ก็เท่ากับเราสงวนอวิชชาไว้นั่นเอง เพราะอวิชชามันละเอียด มันอยู่กับจิตถ้าสงวนจิตก็เท่ากับสงวนอวิชชา เอ้า ถ้าจิตจะฉิบหายไปด้วยกันก็ขอให้ฉิบหายไป อุปมาเหมือนกับฟันก็ฟันลงไปเลย ไม่ให้มีอะไรเหลือ ให้มันม้วนเสื่อลงไปด้วยกันหมด ขนาดนั้นพอดี

หมายเหตุ เป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกๆ ที่มีการคัดลอกขึ้นสู่อินเตอร์เน็ต ในปี พ.ศ. ๒๕๔๑ ใน web site “ธรรมะ จากพระป่า” ซึ่งสร้างใน geocities.com ก่อนที่ yahoo.com จะเข้าซื้อกิจการไป ซึ่งในปัจจุบัน web site ดังกล่าวไม่มีแล้ว ทางเราจึงขอนำมาลงเพื่อระลึกถึงคุณอันมหาศาลที่หลวงตาท่านได้ทำไว้ให้กับพระพุทธศาสนา และกับพุทธศาสนิกชน



http://www.dhammada.net/2011/01/31/7111/

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
พระดีศิษย์หลวงตาบ้านตาด
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2011 | 09:26:50 PM »
พระดีศิษย์หลวงตาบ้านตาด



อ้างอิง : http://www.posttoday.com/ธรรมะ-จิตใจ/สว่าง-ณ-กลางใจ/73054/พระดีศิษย์หลวงตาบ้านตาด

สิ้น หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แล้วยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติ ชอบ รูปใดให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อีก? หากจะกล่าวเฉพาะผู้ที่เป็นศิษย์ของหลวงตามหาบัวที่ยังดำรงขันธ์ อยู่ ณ เวลานี้มีหลายรูป…..

ถามแบบโลกว่า สิ้น หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แล้วยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ รูปใดให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อีก?

ตอบแบบธรรมอย่างที่พระพุทธองค์ทรงพาดำเนินคือ พึ่งธรรมะซิ จะพึ่งใคร พระพุทธเจ้าหรือไม่ แต่หลวงตามหาบัวก็ไม่ได้บอกไม่ได้สอนให้พึ่งท่าน ให้พึ่งธรรมะ พึ่งตัวเองอย่างเดียว ผิดจากนั้นก็เป็นธรรมะเก๊เท่านั้นเอง

ถามแบบโลกว่า สิ้น หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แล้วยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ รูปใดให้เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้อีก?

ตอบแบบโลกว่า ขณะนี้ในประเทศไทยยังมีพระปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ อยู่หลายรูป ไม่ว่าจะเป็นศิษย์โดยตรงหรือโดยอ้อม เป็นลูกศิษย์หรือหลานศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หรือไม่ก็ตาม แต่หากจะกล่าวเฉพาะผู้ที่เป็นศิษย์ของหลวงตามหาบัวที่ยังดำรงขันธ์อยู่ ณ เวลานี้มีหลายรูป อาทิ

พระเทพวิสุทธิมงคล (หลวงปู่ศรี มหาวีโร) วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ วัดป่าบ้านนาคูณ ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าเกษรศิลคุณธรรมเจดีย์ (วัดภูผาแดง) ต.หนองอ้อ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

พระอาจารย์ปรีดา ฉันทกโร หรือหลวงพ่อทุย วัดป่าดานวิเวก ต.ศรีชมภู อ.โซ่พิสัย จ.หนองคาย

พระอาจารย์วันชัย วิจิตโต วัดป่าภูสังโฆ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

พระอาจารย์บุญกู้ อนุวฑฺฒโน วัดศรีมหาธาตุ บางเขน กทม.

หลวงพ่อคูณ สุเมโธ วัดป่าภูทอง บ้านภูทอง ต.บ้านผือ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

พระอาจารย์เชอร์รี่ วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี

พระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร วัดถ้ำสหาย จ.อุดรธานี

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ ต.ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร

ฯลฯ

บางรูปมีประวัติเผยแพร่อยู่อย่างกว้างขวาง บางรูปมิได้มีประวัติเปิดเผยเพราะถือคติพระป่าที่เหมือนไก่ป่า คือ ไม่ขันแข่งครูบาอาจารย์ จึงขอนำมาเสนอพอเป็นสังเขปบางส่วนดังนี้

หลวงปู่ศรี มหาวีโร หรือ พระราชสังวรอุดม วัดประชาคมวนาราม (ป่ากุง) อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด ปัจจุบันอายุ 95 ปี ท่านเกิดในสกุล ปักกะสีนัง เมื่อวันที่ 3 พ.ค. 2460 เป็นหนึ่งในศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แต่ท่านก็นับถือหลวงตามหาบัว เป็นครูอาจารย์ของท่านอีกรูปหนึ่งด้วย


พระเทพวิสุทธิมงคล(หลวงปู่ศรี มหาวีโร)

หลวงตามหาบัวเคยสรรเสริญหลวงปู่ศรีไว้ว่า “ท่านอาจารย์ศรีมีลูกศิษย์ลูกหามาก พระเจ้าพระสงฆ์ที่เป็นศิษย์ของท่านก็มีอยู่ทั่วไป นอกจาก จ.ร้อยเอ็ด แล้วยังมีอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ท่านนับว่าเป็นผู้มีวาสนากว้างขวางองค์หนึ่งที่หาได้ยาก คำว่าวาสนานี้มิได้เกิดขึ้นลอยๆ หรือเสกสรรปั้นยอกันเกิดขึ้นได้ แต่ต้องเกิดขึ้นตามหลักธรรมชาติ แห่งบุญญาภิสมภารของท่านผู้สร้างบารมีมา เมื่อสร้างมากขึ้นๆ ก็ยิ่ง|เพิ่มบารมีขึ้นเต็มหัวใจ เต็มนิสัยวาสนา ไปสถานที่ใดก็มีคนเคารพนับถือ มีเทวบุตร เทวดา อินทร์ พรหม กราบไหว้บูชา เป็นขวัญตา ขวัญใจ ไปได้ทุกแห่งหน เพราะอำนาจแห่งเมตตาธรรมที่ท่านปฏิบัติมาบรรจุอยู่เต็มหัวใจไปหมด อำนาจแห่งเมตตาธรรมนี้เอง ทำความร่มเย็นให้แก่โลกทั้งสาม คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก หรือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ทั้งสามนี้อยู่ใต้ร่มเงาแห่งเมตตาธรรมทั้งสิ้น”

คำว่า “มีลูกศิษย์ลูกหามาก พระเจ้าพระสงฆ์ ที่เป็นศิษย์ของท่านก็มีอยู่ทั่วไป” ที่หลวงตามหาบัวกล่าวนั้น หากจะขยายความพอให้เห็นภาพอย่างย่นย่อก็กล่าวได้เพียงว่า ขณะนี้มีวัดสาขาของหลวงปู่ศรีอยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศอยู่อย่างน้อยถึง 143 วัด

หลวงปู่ศรีมีวาสนาบารมีมากอักโขเพราะสมัยเป็นเด็ก เวลาใกล้หลับจิตเด็กชายศรีมักจะ “ดิ่งลงเหมือนคนตกตึก”

จากนั้นจะเกิดนิมิตเห็น “คนล้มตาย เห็นคนหัวขาดจำนวนมาก ศพคนตายนอนเกลื่อนกล่นทับถมกันเหมือนกองภูเขาน่าขยะแขยงน่าสะพรึงกลัวที่สุด จิตแสดงนิมิตให้เห็นว่าเป็นอาการต่างๆ ว่า คราวไหนเกิด คราวไหนตาย เห็นร่างตัวเองเทียวเกิดเทียวตาย การเกิดแต่ละชาติพ่อแม่ก็เปลี่ยนไปไม่ซ้ำกัน เปลี่ยนรูปร่างลักษณะไปเรื่อยๆ ประหนึ่งว่า เหล่าสัตว์โลกนี้ผู้ที่ไม่เคยเกี่ยวข้องเป็นญาติพี่น้องกันไม่มีในโลก”
ท่านออกบวชเมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2488 ตามคำขอของโยมแม่ซึ่งเอ่ยปากไว้ก่อนจะสิ้นใจว่า แม่อยากจะขอให้ลูกบวช จะบวชสัก 10 วันก็ได้ 15 วันก็ได้ แม่จะได้พึ่งบุญไปสวรรค์

แต่ท่านไม่ได้บวชแค่นั้น เพราะได้ฟังธรรมะจากศิษย์หลวงปู่มั่นบางรูป รวมทั้ง พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม มือขวาพระอาจารย์มั่นซึ่งเทศน์ว่า “พระอรหันต์ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากไหน ก็มาจากหัวใจของปุถุชนมาจากราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหากใจปุถุชนนั้นพยายามบากบั่นฝึกปรือตัวเองให้เดินตามมรรคสัมมาปฏิบัติ พระอรหันต์ก็มาจากที่นั่น กลั่นกรองมาจากที่นั่น เหมือนดอกบัวมาจากขี้ตมขี้โคลน เน่าๆ เหม็นๆ แต่พอพ้นน้ำรับแสงอาทิตย์บานแย้มเต็มที่ มีสง่าราศี ใครก็อยากได้อยากชม” แล้วเกิดศรัทธาแรงกล้า จึงไม่หวนกลับมาใช้ชีวิตฆราวาสอีกเลย

หลังหลวงปู่มั่นละขันธ์ไปแล้ว ท่านจึงติดตามพระอาจารย์มหาบัวเที่ยวกรรมฐานอยู่ 2 พรรษา จากนั้นก็ได้ไปภาวนากับครูบาอาจารย์หลายรูป อาทิ หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร หลวงปู่บัว สิริปุณโณ ฯลฯ ก่อนมาตั้งวัดป่ากุงขึ้นในปี 2496

ในปี 2506 จิตที่เคยยิ้มย่องด้วยธรรมและเบ่งบานอยู่ข้างในของท่านกลับเสื่อมถอยลงอย่างเห็นได้ชัด จึงไปขอรับการชี้แนะจาก พระอาจารย์บัว สิริปุณโณ หรือหลวงปู่บัว หนองแซง

เมื่อได้พบกันพระอาจารย์บัวก็ได้แจ้งว่า จิตของพระอาจารย์บัวได้พ้นจากวัฏฏะของทุกข์ไปแล้ว โดยอุบายธรรมของหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

ท่านลงมือแก้ไขปัญหาที่วัดป่าหนองแซง โดยวันหนึ่งนั่งลงภาวนาโดยตั้งสัจจะว่า ถ้าไม่บรรลุธรรม จะไม่ลุกจากที่ท่านนั่งสมาธิรวดเดียวนาน 5 วัน 6 คืน 12 ชั่วโมง โดยเปลี่ยนอิริยาบถเพียงครั้งเดียวด้วยการสลับขาขึ้นลง ข้างตัวมีกาน้ำเล็กๆ ใส่น้ำไว้จิบพอให้ชุ่มคอเท่านั้น
ท่านว่าเวทนาเกิดราวกับทุกขเวทนาทั้งแผ่นดินมารวมอยู่ที่เราผู้เดียว มันเร่าร้อนไปหมด มีเสียงราวกับโรงสีข้าววิ่งพล่าน น่องเท้าซ้ายซึ่งถูกทับอยู่เหมือนพุพองร้อนราวถูกไฟเผาลน ทุกขเวทนาแสนสาหัส ประหนึ่งว่านรกทั้ง 8 ขุมมาประชุมอยู่ในกาย แต่ก็อาศัยความอดทนมาพิจารณาคลี่คลายสังขาร

พิจารณากันไปตั้งแต่เช้ายันดึก ดึกยันค่ำ กี่วันกี่เวลาไม่รู้ ไม่มุ่งสิ่งใดนอกจากคว่ำกิเลส ถึงจะทุกข์ทรมานก็ไม่ลดละการพิจารณาอวิชชากับใจ

“ในที่สุดก็มายุติตรงที่ว่า อวิชชาดับ เกิดญาณหยั่งทราบแน่ชัดว่า จิตหมดการก่อกำเนิดในภพต่างๆ อย่างประจักษ์ใจ โลกธาตุหวั่นไหว ธาตุ 4 ขันธ์ 5 ต่างอันต่างเป็นอิสระ อินทรีย์ 5 อายตนะ 6 ทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่กระทบกระเทือนให้เป็นทุกข์เหมือนดังแต่ก่อน ดับทุกข์ที่เผาผลาญจิตมาช้านาน โดยประการทั้งปวง เหลือแต่จิตดวงบริสุทธิ์ล้วนๆ สนามเต้นรำทำเพลงและเวทีของกิเลสไม่มีอีกแล้ว การทะเลาะบาดหมางลังเลสงสัย สับสนวุ่นวายในดีและชั่วจบลงแล้ว จิตว่างเปล่าจากกิเลสและการยึดติด เหลือแต่ธรรมธาตุรู้ล้วนๆ เพราะคำว่าทุกข์ได้พ้นจากใจไปโดยสิ้นเชิง”

อัศจรรย์พระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสามารถรู้เห็นได้ก่อน อัศจรรย์พระอริยสาวกผู้สามารถตามเสด็จพระพุทธเจ้าได้ อัศจรรย์พระธรรมที่ตัวเองรู้เห็น ถึงความเป็นอัตตมโนภิกขุ คือ ภิกษุผู้มีใจเป็นของตัวเอง ไม่ต้องแสวงหาที่พึ่งพาอาศัยอะไรอีกต่อไป”

สาธุชนผู้ใดอยากไปกราบสักการะหลวงปู่ศรีก็ไปวัดป่ากุง

ท่านยังดำรงขันธ์อยู่แต่อาพาธเพราะอายุสูงวัย ดำรงอยู่เยี่ยงฉายา “มหาวีโร” ซึ่งแปลว่า “ผู้มีความกล้าหาญมาก” หรือ “ผู้สามารถบุกเข้าไปทำลายกิเลสได้”

**********************

หลวงตามหาบัวเรียกหลวงปู่ลี กุสลธโร ว่า “เศรษฐีธรรม”


หลวงปู่ลี

หลวงตามหาบัวได้กล่าวสรรเสริญ “เศรษฐีธรรม” ไว้เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2546ว่า เป็นเพชรน้ำหนึ่ง ดังความว่า “วัดภูสังโฆก็ดี วัดผาแดงก็ดี นี่เป็นวัดทองคำ เพชรน้ำหนึ่งทั้งสองวัดนะ เป็นเพียงแต่นิสัยวาสนามาใช้ในแดนสมมตินี้ต่างกันเท่านั้น ส่วนวิมุตตินั้นเหมือนกัน ลูกศิษย์ของเราทั้งสองเลยนะ ธรรมลีจะไม่พูดเต็มปากได้ยังไง

ท่านวันชัยก็มาพูดต่อปากต่อคำ เรื่องการภาวนาเป็นยังไงๆ ขัดข้องตรงไหนเราเป็นผู้แก้ไขให้ทั้งนั้น จนกระทั่งทะลุนี่อันหนึ่ง

แล้วธรรมลีก็ตั้งแต่วันบวชแล้ว บวชวันถวายเพลิงหลวงปู่มั่น บวชวันนั้นที่วัดป่าสุทธาวาส ตั้งแต่บวชแล้วติดสอยห้อยตามเราตลอดเหมือนเด็กนะ ธรรมลีนี้เหมือนเด็ก ไม่มีธรรมวินัยอะไรเลย เอาพ่อแม่กับลูกเข้าเลย เป็นใหญ่กว่า เราจะไปไหนติดตามคือ ไม่ต้องขออนุญาตนะ เห็นไหมไปกรุงเทพฯ ด้อมตาม ถ้าไปขออนุญาตท่านจะไม่ให้ไปต้องขโมยไปแบบนี้แหละ เห็นไหมล่ะ เป็นอย่างนั้นไปทีไร อยากไปไปเลยนะ ขโมยไปเลย เป็นอย่างนั้น นี่เป็นนิสัยอันหนึ่ง เราก็ทราบนี่ก็ตั้งแต่ต้นมา เราสอนตั้งแต่ ก.ไก่ ก.กา เรื่อยมา…

หลวงปู่ลี เศรษฐีธรรม อยู่ที่วัดผาแดง วัดที่ หลวงตาว่าเป็นวัดทองคำ

**********************

สำหรับพระอาจารย์วันชัย วิจิตโต นั้น เป็น อดีตนายทหารซึ่งจบโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 8 แต่ทิ้งชีวิตฆราวาส ลาภ ยศ ตำแหน่งไปแสวงหาสิ่งที่จริงยิ่งกว่า สุดท้ายก็เป็นพระภิกษุอีกรูปหนึ่งที่หลวงตามหาบัวได้กล่าวถึงไว้ตั้งแต่ปี 2546แล้วว่า“เป็นเพชรน้ำหนึ่ง”


พระอาจารย์วันชัย

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2546 หลวงตามหาบัวเทศน์ว่า “ท่านวันชัยนี้ก็มาอยู่กับเราหลายปี เวลาท่านอยู่ที่มูลนิธิหลวงปู่มั่นที่ฝั่งธรฯพอดีเราไปนวดเส้นก็ไปเจอท่านวันชัยที่นั่น ถามเหตุถามผล จะไปไหนมาไหนหลักเกณฑ์ไม่ค่อยมี เราก็ไม่เคยได้บอกให้ใครมาอยู่กับเรา นี่ได้บอกเลย

พอได้ความว่าหลักลอยว่างั้นเถอะนะ จะไปไหนมาไหน พูดยากๆตอบยากๆ ลำบากการตอบนี่แสดงให้เห็นว่าหลักลอย เราก็บอกว่า ถ้างั้นให้ไปอยู่วัดป่าบ้านตาดกับผมที่วัด

พอเรามาท่านก็ตามมา มาอยู่ท่านี่แล้วเข้าๆออกๆ จากนี้ก็ไปตั้งที่วัดนั้น เราก็ให้ไปอยู่ที่วัดภูสังโฆเรื่อยมา สักเท่าไหร่ปีแล้วมาอยู่กับเราตั้งแต่ปี 2523 มันก็ 23 ปี แล้วตั้งแต่เกี่ยวข้องกันมาใกล้ชิดติดพันกันจริงๆ 23 ปี

นี่เราก็สอนมาตั้งแต่ต้นเหมือนกับท่านลี ต่อปากต่อคำเราเอง เราเป็นคนสอนเอง เล่าเรื่องอะไรมาให้เราฟังเองๆ เพราะฉะนั้นเราถึงพูดได้เต็มปาก นี่เราฟังแล้วว่า ทั้งสองนี้เป็นเพชรน้ำหนึ่งด้วยกัน ต่างกันแต่นิสัยวาสนาที่ใช้ในแดนสมมุติเท่านั้น ส่วนวิมุตตินั้นเหมือนกันหมด กรุณาทราบเอาไว้”

5 ปีถัดมาท่านเทศน์อีกครั้งว่า "…ท่านวันชัยก็ดี มีหลักใจเรียบร้อยแล้ว มาพูดเรื่องจิตตภาวนาให้ฟังทุกอย่างๆ เราก็เพียงคอยแนะๆเท่านั้นก็ผ่านไปได้ เรียกว่าผ่านได้แล้ว ท่านวันชัยผ่านได้โดยสมบูรณ์ ไม่มีอะไรละ กิเลสตัณหาตัวไหนไม่มี เรียกว่าขาดสะบั้นไปเลย ครองแต่ธรรมเต็มหัวใจ ถ้าธรรมครองหัวใจแล้วสบายมาก ถ้ากิเลสครองใจเป็นไฟไปเลย มันต่างกัน…”

ทุกวันนี้พระอาจารย์วันชัยอยู่ที่วัดภูสังโฆ ต.กุดหมากไฟ อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี ซึ่งไม่ไกลจากวัดบ้านตาดมากนักและท่านก็เป็นหนึ่งเก้าบุคคลที่หลวงตามหาบัวกำหนดไว้ในพินัยกรรมว่าให้เป็นผู้จัดการเรื่องต่างๆหลังท่านละขันธ์

**********************

พระอาจารย์บุญกู้  อนุวฑฺฒโน เกิดเมื่อวันที่ 1  ส.ค.2472 นามเดิมว่า  บุญกู้   น้อยวัฒน์  ท่านเป็นคนกทม.โดยกำเหนิดเกิดที่บ้านย่าน  ถนนธนบุรี  แขวงบางลำภูล่าง  เขตคลองสาน  กทม.ในทางโลกท่านศึกษาจบชั้นมัธยมศึกษา จากโรงเรียนอัสสัมชัญ จบชั้นอุดมศึกษา จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง จากนั้นรับราชการตำรวจจนมียศเป็นว่าที่ร้อยตรี ต่อมาเบื่อหน่ายทางโลกได้อุปสมบทที่วัดอโศการาม  จ.สมุทรปราการ  เมื่อวันที่  3พ.ค. 2502  โดยมี  พระสุธรรมคณาภรณ์  (พระอาจารย์แดง  ธมฺมรกฺขิตฺโต) วัดประชานิยม  จังหวัดกาฬสินธุ์  เป็นพระอุปัชฌาย์


พระอาจารย์บุญกู้

บวชแล้วอยู่รับการอบรมจากท่านพ่อลี  ธมฺมธโร กระทั่งพ่อท่านลีละสังขารในปี2505

ท่านเป็นศิษย์รุ่นน้องร่วมสำนักวัดโศการามมา หลวงปู่ฟัก สันติธัมโมต่างกันเพียงว่า เมื่อสิ้นท่านพ่อลีแล้วหลวงปู่ฟักตัดตรงเข้าวัดป่าตาด แต่ท่านมิได้อยู่แต่กับหลวงตามหาบัว หากแต่ยังไปอยู่กับ หลวงปู่ฝั้น  อาจาโร  หลวงปู่สิม  พุทธาจาโร  พระอาจารย์สิงห์ทอง  ธมฺมวโร อีกด้วย

เมื่อได้หลักใจแล้ว พระอาจารย์บุญกู้ ได้กลับมาพำนัก จำพรรษาประจำที่วัดอโศการาม เพื่ออบรมศีลธรรม อบรมสมาธิให้แก่สาธุชนผู้สนใ

พระอาจารย์บุญกู้รับอาราธนาไปเผยแผ่ธรรมะตามที่ต่างๆอย่างหลากหลาย ไปเป็นพระธรรมทูตอยู่ต่างประเทศ 4 ปี ไปอยู่วัดป่าต่างจังหวัดหลายแห่ง รวมทั้ง วัดพระศรีมหาธาตุ  บางเขน  กทม

ขณะนี้พระอาจารย์บุญกู้อายุ 82 ปีและยังสอนกรรมฐานอยู่ที่วัดวัดพระศรีมหาธาตุ  บางเขน

**********************

พระอาจารย์สุธรรม สุธัมโม มีนามเดิมว่า สุธรรม แซ่จึง เกิดเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2492 ก่อนมาสู่สำนักวัดป่าตาดนั้นท่านอยู่กับหลวงปู่สิม พุทธาจาโร, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร มาก่อน


พระอาจารย์สุธรรม

ท่านเกิดในครอบครัวใหญ่เป็นบุตรชายคนโตของครอบครัว ที่มีสมาชิกรวม 16 คน ที่จ.ระยอง พอจบชั้นม.3 ท่านก็ออกทะเลทำงานทุกอย่างจนเป็นไต๋กงเรือ  ท่านเกิดศรัทธาเพราะมีโอกาสได้พูดคุยกับกัลยาณมิตรผู้สูงวัยกว่าคนหนึ่งซึ่งเคยไปบวชเรียนอยู่กับ หลวงปู่แหวน สุจิณโณ แล้วทำให้ท่านมีศรัทธาต่อพระศาสนาจนออกบวชเมื่อวันที่ 29 เม.ย.2513 ณ พัทธสีมาวัดตรีรัตนาราม ต.เชิงเนิน อ.เมือง จ.ระยอง

หลังอุปสมบทได้ 4 พรรษา ก็สอบได้นักธรรมชั้นเอกในปี พ.ศ.2516  ระหกว่างร่ำเรียนทางปริยัตินั้น ทุกฤดูแล้งท่านก็กราบลาครูบาอาจารย์ ไปภาวนาทางภาคเหนือ อยู่เป็นประจำโดยเฉพาะกับ หลวงปู่แหวนและหลวงปู่สิม พุทธาจาโร

ท่านประสบความอัศจรรย์ทางจิตจนมั่นคงอยู่กับพระพุทธศาสนาเพราะโยมยายได้ถามก่อนจะสิ้นใจว่า “บวชมาก็นานแล้ว…เมื่อไรจะสึกเสียที ! ภาระหน้าที่ในครอบครัวก็มีอยู่ ทำไมไม่สึกเสียที”

เมื่อท่านไปขอสึกกับหลวงปู่สิมโดยบอกว่า ถ้ายังขืนอยู่ต่อ ก็ต้องเป็นทุกข์อัดใจจนถึงแก่ความตายเป็นแน่  เลยโดน หลวงปู่สิม สวนมาทันควันทันทีว่า “งั้นถ้าสึกไปแล้ว จะไม่ต้องตายหรอกหรือ !”

ในที่สุดท่านก็กราบลาขออนุญาตหลวงปู่สิมเข้าป่าเพื่อหาความสงบซึ่งก็ประสพผลแม้ไม่ถึงกับดับได้อย่างสนิทในขณะนั้น  แต่ก็ทำให้ อุทานธรรมกับตนเองว่า “ชีวิตในชาตินี้ ขอทิ้งไว้ในพระพุทธศาสนา ไม่มีคำว่าหวนคืนสู่เพศฆราวาสอีกต่อไป !”เพราะมั่นใจว่าถ้าดำเนินตามแนวนี้ต่อไปจะถึงที่สุดได้

ท่านเข้าสู่วัดป่าบ้านตาดเมื่อพรรษาที่ 10 และ 11 ในพ.ศ.2522-2523 ซึ่งท่านว่า เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากช่วงหนึ่งของชีวิต  เมื่อพึ่งตนเองได้แล้วหลวงตามหาบัวจึงมอบให้มาพักภาวนาและพัฒนาวัดป่าหนองไผ่ ซึ่งมีพื้นที่ประมาณเกือบ 700 ไร่ ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร  ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่มั่นมาริเริ่มภาวนาตั้งแต่  80 ปี ก่อนคือตั้งแต่พ.ศ.2469 และเป็นที่ภาวนาของครูบาอาจารย์อีกหลายรูปอาทิ   หลวงปู่กงมา จิรปุญโญ, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่หล้า เขมปัตโต และอยู่ที่นั่นมาจนถึงปัจจุบัน



http://www.dhammada.net/2011/02/06/7304/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กุมภาพันธ์ 2011 | 09:36:23 PM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
อัศจรรย์เกศาหลวงตามหาบัวกลายเป็นพระธาตุ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2011 | 09:48:34 PM »
อัศจรรย์เกศาหลวงตามหาบัวกลายเป็นพระธาตุ



อ้างอิง : http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=420&contentID=119439

อัศจรรย์เกศา”หลวงตามหาบัว”กลายเป็น “พระธาตุ” พระเลขายืนยันเป็นของจริง แปลกเกศาเป็นพระธาตุก่อนฌาปนกิจ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 ก.พ  ที่วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี นายรณชัย ถมยาปริวัฒน์ หรือ ครูอ๊อด คีรีบูน นักร้องชื่อดัง พร้อมด้วยเพื่อน ๆ จากหลากหลายสาขาอาชีพ ที่เลื่อมใสศรัทธา พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ได้เดินทางมายังวัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อร่วมจัดดอกไม้ถวายหน้าร่างของหลวงตามหาบัว บนศาลาการเปรียญ ซึ่งดอกไม้ที่นำมาเน้นสีขาว ซึ่งทั้งหมดจะอยู่จัดดอกไม้ถวายไปจนถึงวันที่ 6 ก.พ. และจะกลับมาอีกครั้งในงานพระราชทานเพลิงศพ วันที่ 5 มี.ค.

อ๊อด คีรีบูน กล่าวว่า หลวงตามหาบัว ถือว่าเป็นผู้นำจิตวิญญาญของคนไทย ให้มีหัวใจรักชาติ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะไปออกรบที่ไหน แต่หลวงตาบัว พาพวกเรารบกิเลสในใจ วันนี้เมื่อท่านจากไป ตน และเพื่อน ๆ หลากหลายสาขาอาชีพ มีจิตอันเป็นกุศลแสดงความกตัญญูต่อหลวงตามหาบัว มาร่วมกันจัดดอกไม้

ด้าน พญ.ดรุณี บุญยืนเวชวัฒนะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า มีจิตใจเลื่อมใสศรัทธา จึงเดินทางมาจากกรุงเทพฯ พร้อมกับทีมงานอ๊อด คีรีบูน เพื่อมาจัดดอกไม้ ทั้งนี้ รู้สึกเคารพหลวงตาท่านมาก เพราะคำสอนของหลวงตามหาบัว นำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตได้อย่างมีความสุข ให้รู้จิตใจตัวเอง อย่าไปหลงทางโลกมากเกินไป เพราะเรื่องสังขารเป็นเรื่องไม่เที่ยง ไม่แน่นอน หากสามารถทำจิตใจให้สะอาดตามคำสั่งสอนของหลวงตา ก็จะทำให้ดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากหลวงตามหาบัว  ละสังขารไปแล้ว ได้มีสิ่งแปลกๆเกิดขึ้นให้เห็นอยู่เรื่อยมากับศิษยานุศิษย์ หรือญาติโยมของหลวงตา เช่น เส้น “เกศา” ของหลวงตาที่ศิษยานุศิษย์เคยขอไปบูชา ได้กลายเป็น “พระธาตุ” อย่างน่าอัศจรรย์ใจต่อเจ้าของ ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงมหาบัวมาเป็นเวลานาน  โดยศิษยานุศิษย์คนนี้ (ขอสงวนนาม) ได้เกศาหลวงตาไปบูชาได้ประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยเก็บไว้บนหิ้งพระ พอหลวงตาอาพาธหนัก เจ้าของได้ไปกราบไหว้เกศา เพื่อตั้งจิตอธิษฐานขอให้หลวงตาหายจากอาการอาพาธ พออธิษฐานเสร็จได้เปิดฝาที่ใส่เกศาออก ก็ประหลาดใจ พบเส้นเกศาแข็งคล้ายกับเส้นใยไหม หรือใยแก้ว และมีแสงเปล่งประกายเป็นสายรุ้งให้เห็น และมีพระธาตุเป็นก้อนกลมเล็กๆ จำนวน 4 ก้อน อยู่รวมกับเส้นเกศา

ต่อมา เจ้าของจึงนำไปให้พระเลขาของหลวงตาดู ก็ได้รับคำยืนว่าเป็นพระธาตุจริง  ทั้งนี้ เพราะผู้เป็นเจ้าของรักษาและบูชาดี ที่แปลกกว่านั้นปกติสิ่งที่ได้มาจากพระผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นพระอรหันต์นั้น จะกลายเป็นพระธาตุต้องหลังจากฌาปนกิจไปแล้ว แต่ของหลวงตามหาบัว กลายเป็นพระธาตุก่อนฌาปนกิจ เหมือนกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก  ที่ได้ฟันของหลวงตามหาบัวไปบูชา ก็กลายเป็นพระธาตุไปแล้วเช่นกัน สร้างความฮือฮากับศิษยานุศิษย์และประชาชนทั่วไปเป็นอย่างมาก



http://www.dhammada.net/2011/02/05/7278/

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
นิพพานคือนิพพาน พระธรรมเทศนาโดยหลวงตามหาบัว
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2011 | 09:51:49 PM »
นิพพานคือนิพพาน พระธรรมเทศนาโดยหลวงตามหาบัว


แสดงธรรมโดย อาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๒

นิพพานคือนิพพาน

สติเป็นสำคัญนะ เรื่องธรรมที่จะแก้กิเลสทุกประเภท สติกับปัญญาจึงเป็นเครื่องมือชั้นเอกเลยขาดไม่ได้ ที่เป็นพื้นฐานของธรรมทุกขั้นก็คือสติ เป็นพื้นฐาน จากนั้นปัญญาก็รอบ สติธรรม คนมีสติก็เป็นคนธรรมดาเรา คนไม่มีสติก็พลั้ง ๆ เผลอ ๆ คนไม่มีสติจริง ๆ ก็คือคนบ้า ไม่มีผิดมีถูกคนบ้า เช่นอย่างไฟเขียวไฟแดงที่รถวิ่งสวนกันไปสวนกันมานี้ คนบ้าเขาจะไปจัดของเขาอะไรอยู่นั้นแหละ เครื่องบริขารแตก ๆ เติก ๆ ใส่ถุงใส่ย่ามเขา เขาจะจัดนั้นจัดนี้ใส่ เราไปเห็นที่อุดรฯ นี้ โห อย่างนี้เอง เอามาพิจารณาเป็นธรรมนะ คือพวกรถวิ่ง วิ่งมานี่ คนบ้าเขาจัดของอยู่ท่ามกลางของไฟเขียวไฟแดงเลยนะ ทีนี้รถไม่ทราบจะไปยังไงมายังไง ตอนนั้นยุ่ง ตำรวจยังไม่มีนี่นะ ไม่มีตำรวจ รถยุ่ง เขาเฉยไม่สนใจกับอะไร เราก็ดู

อ้อ คนเมื่อขาดสติเสียจริง ๆ แล้วก็เป็นได้อย่างนี้ เอามาเทียบนะ คือสตินี้เป็นคุณภาพอันสูงสุดเทียวนะ ทุกขั้นของธรรมสติเป็นพื้นฐานตั้งแต่ต้นจนสุดยอดเลย พอสุดยอดแล้วตอนที่จะสุดยอดจริง ๆ ท่านเรียกว่ามหาสติมหาปัญญา กลมกลืนกันเป็นอันเดียว ทีแรกต้องวางรากฐานสติไว้ให้ดี นี่เอามาพิจารณาตอนไปเห็นคนบ้าจัดอะไรต่ออะไร ของอะไรมีแต่ของทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ นั้นแหละ เขาเอาจัดใส่ถุงใส่อะไรเขา หยิบอันนั้นใส่ หยิบอันนี้ใส่ของเขาอยู่อย่างนั้นแหละ แล้วรถวิ่งไปวิ่งมา จะตายละรถติด สี่แยกไฟแดงอุดรฯ

นี่ไปเห็นด้วยตานะ เราเอามาพิจารณา อ๋อ คนเราเมื่อขาดสติจริง ๆ แล้วก็เป็นอย่างนี้ นี่หมายถึงว่ามีแต่ความรู้คือจิต ไม่มีสติควบคุม ปัญญาควบคุม เป็นเจ้าของ มีแต่ความรู้มันก็อย่างนี้ อย่างพวกบุ้งกือไส้เดือนนี้เขาก็คืบคลานของเขาไปตามเรื่อง นั่นละมีแต่ความรู้อย่างเดียวเป็นอย่างนั้น ไม่รู้ผิดรู้ถูก เพ่น ๆ พ่าน ๆ ไป รู้ยังไงไปยังงั้น แต่ความรู้นั้นก็มีอันหนึ่งของมันอยู่นั้นละคือฝ่ายชั่ว คือฝ่ายกิเลส มีแต่ความรู้กับกิเลสล้วน ๆ ก็เป็นอย่างนั้น ถ้าความรู้มีธรรมเข้าไปแทรกก็มีความรับผิดชอบ ต่างกันอย่างนั้นนะ

ความรู้นี่รู้อย่างนั้นแหละ ไม่เคยสูญเคยหายเคยตายเคยฉิบหายเลยความรู้นี้ ท่านจึงบอกว่าเป็นอจินไตยพระพุทธเจ้า ว่าอย่าไปถามถึงเรื่องว่าอดีตกาลเป็นมายังไง กำเนิดของความรู้เป็นมายังไง ความดับของจิตจะดับที่ไหนหรือไม่ดับที่ไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าสิ่งนี้เป็นอจินไตย ไม่เกิดประโยชน์ ท่านจึงเทียบเข้าไปเหมือน ข้อเปรียบเทียบเทียบเข้าไปปุ๊บ เหมือนหนามยอกเท้าเรา เมื่อหนามยอกเท้าให้รีบถอนหนามออก อย่าไปถามหาสกุลหนามว่าหนามนี้มาจากสกุลไหน เกิดมาแต่เมื่อไร ๆ เท้าจะเน่าเฟะเสียไปหมด ไม่เกิดประโยชน์ ท่านว่าอย่างนั้น

ข้อเปรียบเทียบฟังซิเข้ากันได้ปุ๊บเลย ให้รีบถอนหัวหนามแล้วเอายาใส่ นี่เป็นประโยชน์ อย่าไปถามหาสกุลหนามว่าหนามนี้เป็นมายังไง มาจากสกุลใด มาเมื่อไรเรื่อยไปอย่างนั้น เหมือนถามหาเรื่องจิตว่างั้นเถอะ สุดท้ายเท้าก็เน่าเฟะทิ้งเปล่า ๆ ไม่เกิดประโยชน์ ท่านจึงห้าม เป็นอจินไตย ไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ อันใดที่จะเป็นประโยชน์ให้รีบจัดการตรงนั้น คือรีบถอนหัวหนาม แล้วอะไรมันขัดข้องภายในตัวของเราเวลานี้ ตัวของเราทั้งหมดมันก็เหมือนเท้า กิเลสทั้งมวลความเชื่อทั้งมวลมันก็เหมือนหนามยอกเท้า ให้รีบถอดรีบถอนออก

นี่ละพระพุทธเจ้ารับสั่งคำไหนตรัสคำไหนหาที่ค้านไม่ได้ ให้รีบถอนหัวหนาม อย่าไปถามหาสกุลหนาม ให้รีบถอนออกทันทีแล้วเอายาใส่แล้วหาย ถ้าไปถามหาหนามถามหาสกุลหนามแล้วเท้าเน่าเฟะตายทั้งคนไม่เกิดประโยชน์ การถามอย่างนั้นไม่ใช่เป็นประโยชน์

นี่จิตที่มีแต่จิตล้วน ๆ ไม่มีผู้อารักขา ไม่มีสติไม่มีปัญญารักษา มันก็รู้ของมันไปตามภาษีภาษาไป แต่ความสุขความทุกข์มี แต่ความรู้ดีรู้ชั่วผิดถูกไม่มี เพราะไม่มีสติควบคุม ท่านจึงต้องให้ตั้งสติเริ่มต้น เช่นอย่างพวกภาวนาสติขึ้นเป็นพื้นฐานเลย เวลาตั้งเข้าไป ๆ มันหากมีเครื่องหนุนกันนั่นแหละ ตั้งสติเพื่อทำความดี ผลประโยชน์ที่จะเกิดจากสติที่กระจายออกไปนี้เราพรรณนาไม่ได้นะ พอมีสติตั้งเข้าไปในตัว เฉพาะอย่างยิ่งตั้งเข้ามาในตัวนี้เราจะรู้สึกตัวของเราทันที อย่างไม่มีสติตั้งกับจุดใดอย่างธรรมก็ตาม เพียงมีสติดูตัวเองพิจารณาตัวเอง ปัญญาดูตัวเอง จะมีอะไรทื่อท่าเข้ามาให้เกิดความรู้สึกตัวเรื่อย ๆ ผิดถูกชั่วดีก็จะเริ่มรู้ แล้วความแก้ไขตัวเองก็จะมาพร้อม ๆ กัน คิดหาไตร่ตรองหาความแก้ความไขของตัวเอง ก็จะค่อยเป็นไป เพราะฉะนั้นสติจึงต้องหยั่งเรื่อย ๆ

เช่นอย่างเราภาวนามีสติควบคุมอยู่ตลอด เรียกว่าเป็นความเพียรตลอด พอสติพรากไปเมื่อไรความเพียรขาดทันที ๆ เวลาสติตั้งเรื่อย ๆ ก็มีกำลังขึ้น ๆ ปัญญาก็ค่อยติดตามกันมา ๆ จนกลายเป็นสติปัญญาอัตโนมัติ คือไม่ต้องตั้ง ธรรมขั้นนี้ไม่ต้องตั้งสติมีตลอด ปัญญาก็เหมือนกันเมื่อเวลาเข้าถึงขั้นธรรมอันละเอียดแล้ว สติปัญญาจะกลมกลืนเป็นอันเดียวกันเลย เคลื่อนพร้อมกันเลย ๆ เพราะติดแนบด้วยกัน สติปัญญาอัตโนมัติ นี่ละท่านว่าสติปัญญาฆ่ากิเลส ถ้าลงสติปัญญาขั้นนี้เกิดขึ้นแล้วกิเลสมีเท่าไร ๆ เป็นพังทั้งนั้น ๆ วัฏวนความหมุนของจิตเพื่อวัฏวนความเกิดแก่เจ็บตายนี้ จะประมวลเข้ามาหาเชื้อของมันคืออวิชชา นี่ตัวฝังลึก ฝังให้สัตว์เกิดสัตว์ตายตลอดเวลา

คำว่าเกิดตายหมายถึงร่างนะ เข้าไปสู่ร่างนั้นร่างนี้เรียกว่าเกิด ร่างนั้นสลายเรียกว่าตาย แต่จิตนั้นไม่ได้ตาย คือจิตมีอวิชชาเป็นเชื้อพาให้เกิดให้ตายอยู่ในจิตนี้ เข้าตรงนั้นออกตรงนี้เรื่อย ๆ ตามจิตอันนี้ต้องตามด้วยแบบพระพุทธเจ้าอย่างเดียว ใครจะเอาแบบไหนมาใช้สามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีความหมาย แบบพุทธศาสนาแล้วจะตรงเป๋งเลยเทียว เข้าถึงจุด เหมือนอย่างเราตามรอยโค เราเอาโคไปปล่อยที่ไหน ถ้าเราไปดักตรงโน้นดักตรงนี้ ไม่แน่ใจว่าจะเจอตัวโคเมื่อไร ให้ติดตามรอยมันไปเช่นอย่างพวกชาวนาเขา เขาปล่อยโคไว้ที่ไหนเขาติดตามรอยไป ตามไปแล้วก็ไปถึงตัวโค

อันนี้ตามรอยวัฏจักรวัฏจิตด้วยจิตตภาวนา คือด้วยความพากเพียรทุกด้านทุกทางเหมือนตามรอยโค ตามเข้าไป ๆ ขั้นหยาบขั้นละเอียดจะทราบไปเป็นระยะ ๆ นี่ทางของพระพุทธเจ้าทางพ้นทุกข์ ตามไป ๆ ทีนี้จิต คำว่าจิตนั้นละเอียด ๆ หมายถึงสิ่งเกี่ยวข้องกับจิต จิตจะละเอียดเข้าไป ๆ คือสิ่งเกี่ยวข้องกับจิตจะละเอียดเข้าไป ๆ ส่วนคำว่าจิตจริง ๆ มีรู้เท่านั้น ความสว่างนี้เป็นอาการอันหนึ่ง ๆ ในเวลาบำเพ็ญ จิตจะค่อยหนาแน่นเข้าไปมีสมาธิ หนาแน่นมั่นคงเข้าไป สติค่อยดีขึ้น ๆ ปัญญาค่อยกระจายออก ๆ มันจะเห็นเหตุการณ์ต่าง ๆ ภายนอกภายในไปพร้อม ๆ กัน

เหมือนกับเราปลูกต้นไม้ พอปลูกต้นไม้แล้วกิ่งก้านสาขาดอกใบจะแตกออกไปจากต้นของมัน ออกจากลำต้นของมัน กิ่งนั้นแตกไปนั้น กิ่งนี้แตกไปนี้กว้างแคบจะเกิดขึ้นจากลำต้นนี้ อันนี้ก็จะเกิดขึ้นจากจิต ความรู้ความเห็นต่าง ๆ นี้จะแตกออก ๆ คือไม่ต้องไปศึกษากับใครแหละเบื้องต้นที่ปรากฏขึ้นมา ทีนี้พอมันเกิดขึ้นมาแล้วได้ศึกษาละที่นี่นะ ศึกษาครูบาอาจารย์ผู้ท่านเชี่ยวชาญกว่าเรา อันไหนผิดอันไหนถูกท่านจะแนะ ๆ เราก็ค่อยเดินตามท่านแล้วค่อยขยายออก ๆ สุดท้ายก็ค่อยเป็นตัวของตัวเอง

นี่เราหมายถึงเรื่องติดตามวัฏจิตวัฏจักรติดตามด้วยจิตตภาวนา ตามเข้าไป มันจะมีวงแคบเข้าไป สิ่งเกี่ยวข้องของมันจะถูกตัดออก ๆ มันยั้วเยี้ยไปหมดนะ จิตดวงเดียวนี้มันรู้รอบโลกธาตุ มันติดไปหมดเลย เวลาเข้าไปตรงนี้แล้วค่อยตัดทางโน้นทางนี้ ทางเหล่านั้นก็ค่อยหดเข้ามาย่นเข้ามา เพราะออกจากจิตอันเดียว เมื่อจิตหดเข้ามาสิ่งเหล่านั้นก็หดเข้ามาลงไปรวมอยู่ที่จิต ตัดออกไปเรื่อย ๆ ตัดเข้าไป สุดท้ายร่างกายที่เป็นอุปาทานยึดมั่นที่สุด ร่างกายนี่ยึดมั่นส่วนหยาบ ยึดมั่นส่วนละเอียดก็นามธรรม พวกเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่เป็นกิ่งของอวิชชาทั้งนั้นนะ คือเป็นทางหากินของอวิชชา เหล่านี้เป็นทางเดินหากินของมันทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างออกกว้านหากินสร้างวัฏจักรเข้ามาหาวัฏจิต สร้างเข้ามา

ทีนี้เวลามันรู้แล้วก็ค่อยตัดเข้ามา ๆ ตัดเข้ามาจนกระทั่งร่างกายตัดออก ๆ เวลารู้ชัดตรงไหน ๆ มันจะถอนอุปาทานพร้อมกันไป ๆ นี่เรียกว่าตามรอยของจิตคือตามอันนี้ ตามเข้าไป สุดท้ายเมื่อกายก็ขาดไปแล้ว เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ตามเข้าไปอีก ๆ จนกระทั่งถึงจิต ถึงจิตก็ถึงอวิชชา อวิชชาที่ฝังอยู่ในจิต ที่นี่วัฏจักรวัฏจิตจะสิ้นสุดกันลงจุดนั้น เกิดแก่เจ็บตายมากี่กัปกี่กัลป์มีแต่อันนี้ทั้งนั้นแหละพาให้เป็น เวลาตามเข้าไปไปถึงจุดมันแล้ว ทำลายจุดนั้นปั๊บ อวิชชาที่ฝังอยู่ในจิตเหมือนกับหนามยอกเท้ามันฝังอยู่ในจิต หนามอวิชชายอกจิต ถอนปัวะออกมาแล้ว ทีนี้ขาดสะบั้นไปหมด กระจายไปหมดเลย ตัวเดียวเท่านี้ที่ทำให้โลกมืดมิดปิดตา รู้หมดทันทีไม่ต้องไปถามใคร พอตัวนี้ถอนปึ๋งมานี้ขาดสะบั้นออกหมดไม่มีอะไรเหลือเลย โลกธาตุนี้เหมือนไม่มีเพราะจิตไม่ไปหมาย จิตบริสุทธิ์เต็มที่แล้วไปหมายอะไร คิดกับอะไร

คำว่าจิตบริสุทธิ์เต็มที่นี้เป็นธรรมทั้งดวงไปแล้วนะ หมายถึงว่าธรรมทั้งดวงกับจิตทั้งดวงเป็นอันเดียวกันแล้ว นั่นเรียกว่าจิตกับธรรมเป็นอันเดียวกัน ถึงจุดนี้แล้วขาดสะบั้นหมด เรื่องสมมุติทั้งมวลนี้ไม่มีอะไรมาเกี่ยวข้อง เป็นอฐานะ คือให้เป็นไปอย่างไรอีกไม่ได้แล้ว จะบังคับให้ติดก็ไม่ติดเมื่อถึงขั้นของมันแล้ว เมื่อยังไม่ถึงขั้นบังคับให้ถอนมันก็ไม่ยอมถอน มันยึดมั่นถือมั่นของมัน พอถึงขั้นของมันแล้วมันถอนของมันเอง เมื่อถอนเต็มส่วนแล้วทีนี้จะบังคับให้ติดก็ไม่ติด เป็นหลักธรรมชาติแล้ว เรียกว่าเป็นอฐานะ ให้เป็นอย่างอื่นไปไม่ได้แล้ว

ทีนี้เวลาถึงขั้นนั้นแล้ว นั่นละท่านเรียกว่าขั้นอัศจรรย์ อัศจรรย์โลกสมมุติเรานี้เป็นอันหนึ่งนะ ที่ว่าอัศจรรย์ของธรรมแท้จิตแท้ เรียกว่าจิตเป็นธรรม ธรรมเป็นจิต เรียกว่าธรรมธาตุก็ไม่ผิด ท่านให้ชื่อว่านิพพาน ธรรมธาตุ จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้วพระพุทธเจ้าทรงให้ชื่อว่านิพพาน จะแยกเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ คำว่านิพพานเป็นคำเดียวเท่านั้น อันไหนไม่เหมือน อันไหนไม่ถูก

อย่างที่ว่าไว้ มีผู้มาอ้างในพระไตรปิฎกก็มีนี่นะ ว่าพระไตรปิฎกท่านแสดงไว้ว่านิพพานเป็นอนัตตา หึย ว่าอย่างนี้เลยเรานะ อ้าวจริง ๆ มันยันกันเลยทันที มันเดินให้เห็นอยู่ชัด ๆ นี่นะ นิพพานเป็นอนัตตาได้ยังไง นิพพานคือนิพพานเป็นอนัตตาได้ยังไง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา นี้เรียกว่าไตรลักษณ์เข้าใจไหม เราพิจารณาเพื่อพระนิพพาน ต้องเดินไปตาม อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เมื่อพิจารณาอันนี้รอบแล้วปล่อย ๆ พอถึงขั้น อนัตตา เต็มส่วนแล้วปล่อย อนัตตา ปุ๊บถึงนิพพาน แล้ว อนัตตา ทำไมจะไปเป็นนิพพาน ถ้า อนัตตาเป็นนิพพาน นิพพานก็เป็นไตรลักษณ์ล่ะซีเข้าใจไหม นี่ละว่าเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ อัตตา ก็เป็นส่วนสมมุติ อัตตา คือความยึดถือ อัตตา ตนจะไปเป็นนิพพานได้ยังไง อัตตา ความถือตนถือตัว อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ

พระองค์แสดงไว้แล้วว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ โมฆราช สทา สโต แล้วก็ อตฺตานุทิฏฺฐึ อูหจฺจ เอวํ มจฺจุตฺตโร สิยา เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มจฺจุราชา น ปสฺสติ คือ ดูก่อนโมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติ ดูโลกให้เห็นเป็นของว่างเปล่า ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียได้ อัตตาฟังซิ ถอนอัตตานุทิฏฐิ อัตตานุทิฏฐิก็เป็นทางเดิน ถอนอัตตานุทิฏฐิเสียแล้ว พญามัจจุราชจะติดตามเธอไม่ทันอีกแล้ว นั่นท่านให้ถอนอัตตานุทิฏฐิ แล้วยังทำไม อัตตา จะมาเป็นนิพพานเสียเอง เอาพิจารณาซิ ยันกันอย่างนั้นซิ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็เป็นทางเดินเพื่อก้าวสู่พระนิพพาน อัตตาความยึดมั่นถือมั่น ก็ต้องพิจารณาอัตตานี้เพื่อให้ผ่านอัตตานี้ไปได้แล้วจึงไปเป็นพระนิพพานได้ เหตุใดพระนิพพานจึงจะมาเป็นอัตตาเป็นอนัตตาเสียเอง เอาพิจารณาซิ

อย่าเอาหนอนแทะกระดาษมาอวดนะ ให้เอาภาคปฏิบัติจับกันทันทีไม่ต้องทูลถามพระพุทธเจ้า นี้จริง ๆ นะ เราพูดอย่างนี้มันคึกคัก มันหากเป็นของมันนี่นะ ก็มันจัง ๆ อยู่นั่นเห็นประจักษ์ ทูลถามพระพุทธเจ้าทำไมว่างั้นเลย ของอันเดียวกัน รู้อย่างเดียวกัน เห็นอย่างเดียวกัน ถามกันหาอะไร นี่ละคำว่านิพพานต้องเป็นนิพพานเท่านั้นเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ จะเอาอัตตา อนัตตา เข้าไปใส่ อย่าเอามูตรเอาคูถไปโปะพระนิพพานว่างั้นเลย นิพพานคือนิพพานเลิศเลอสุดยอดแล้ว พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเอง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ แสดงไว้แล้ว นี่มีในพระไตรปิฎก แล้วพระไตรปิฎกไหนจะมาว่านิพพานเป็นอนัตตาได้อีก เอาอย่างนี้ซิ

มี พระเจ้าฟ้าเจ้าคุณท่านมาพูดถึงเรื่องว่า ในพระไตรปิฎกท่านว่านิพพานเป็นอนัตตา ชึ่ย ว่างี้เลยเรา ดีไม่ดีมันส่อให้เห็นผู้ไปจดจารึกพระไตรปิฎกมาเป็นคนประเภทใดอีกด้วยนะ ถ้าเป็นคนประเภทพระพุทธเจ้าพระอรหันต์แล้วจะว่านิพพานเป็นอนัตตาไม่ได้เป็น อันขาด นอกจากพวกคลังกิเลสมันเข้าไปจดจารึก ได้คำบอกเล่าอะไรมาก็มาว่าผิด ๆ ถูก ๆ ไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงส่อให้เห็นว่าผู้ไปจดพระไตรปิฎกมานี้เป็นคนประเภทใด มันบอกด้วยนะ อ่านไปในพระไตรปิฎกบอกไปในตัวเสร็จ ว่าผู้จดจารึกพระไตรปิฎกเป็นคนประเภทใด ถ้าเป็นคนประเภทเป็นพระอรหันต์จดจารึกมาแล้ว จะมีเน้นมีหนัก นี่เรียบ ๆ ไป พูดไปที่ไหนส่งเสริมแต่กิเลสเรื่อยไป ตีกิเลสไม่มีนี่บอกแล้ว ความจริงมีนี่

เหมือนเราถากไม้นี่สมมุติว่าต้นเสานี่นะ ต้นเสาตรงนี้มันเรียบ ๆ ตรงไป เขาก็ถากเสมอ ๆ พอไปถึงจุดคดจุดงอเขาจะถากหนักมือ คดงอที่ไหนจะต้องถากอย่างหนักมือเพื่อให้ราบเสมอกัน อันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเป็นพระอรหันต์ท่านจดจารึกตามหลักความจริง หลักความจริงมีชื่อนี่นะ พอไปเจอหลักความจริงก็เน้นหนักลงไปจุดนั้น ๆ พอเรียบ ๆ ถึงจุดไหนที่เป็นบทหนักที่ควรจะเน้นหนัก ก็ต้องเน้นหนัก ๆ นั่นเรียกว่าหลักความจริง อันนี้มีแต่เรียบ ๆ ไปพูดที่ไหนยกมือไหว้กิเลสไปเรื่อย ๆ จดจารึกไปที่ไหนไหว้กิเลสไปเรื่อย ๆ มันอดคิดไม่ได้นะ เรายกให้หลักใหญ่ที่นำมาเป็นแบบเป็นฉบับของพวกเราชาวพุทธนี้นะ เราไม่ได้ปฏิเสธไปหมดนะ ไอ้กิ่งก้านสาขาไปนั่นซิ ไปเอากิ่งไหนมาทับกับกิ่งไหนผสมกับกิ่งไหนก็ไม่รู้ สุดท้ายก็ยกยอกิเลส

ยกยอมันเท่าไร โคตรพ่อโคตรแม่ของกิเลสมันไม่เคยทำประโยชน์ให้แก่ใคร มีแต่เอาไฟมาเผาโลก จะไปยกยอมันหาอะไร ธรรมต่างหากเป็นเครื่องเชิดชูสัตวโลก ควรจะยกยอธรรม เหยียบกิเลสลงไปมันถึงจะถูกว่างั้น พูดต้องขออภัยนะ นี่ละเรียกว่าพูดตามหลักความจริงต้องพูดอย่างนั้น ให้ตรงไปตรงมา เรื่องกิเลส โอ๋ย ไม่ได้นะ ปลิ้นปล้อนหลอกลวง ไพเราะเพราะพริ้งนิ่มนวลอ่อนหวาน แต่ความโกหกอยู่ในนั้นหมดเลย ธรรมะนี้ไม่ ตรงไปตรงมา ผิดว่าผิด ถูกว่าถูก ดีว่าดี ชั่วว่าชั่วไปเลย จึงเรียกว่าภาษาของธรรมเป็นภาษาที่สะอาดมากที่สุด ไม่มีเล่ห์มีเหลี่ยม ตรงไปตรงมา ภาษาของกิเลสเป็นภาษาที่สกปรกมากที่สุดเลย ต่างกันอย่างนี้นะ

นี่เราพูดถึงเรื่อง อัตตา อนัตตา ก่อนจะถึงพระนิพพาน ถึงธรรมชาติที่ให้ชื่อว่านิพพานนั้นต้องผ่านไตรลักษณ์ไปเสียก่อน ไม่ผ่านไตรลักษณ์ไปจะถึงความบริสุทธิ์ไม่ได้ จะถึงนิพพานไม่ได้ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เรียกว่าไตรลักษณ์ พิจารณา ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา อะไรก็ตาม ๓ ประเภทนี้จนพอแล้วมันปล่อยของมัน ถ้าไม่พออันนี้ยังไม่ปล่อย ยังต้องพิจารณา อัตตา อนัตตา เหล่านี้อยู่ในวงเดียวกันของการดำเนินเพื่อก้าว ๆ ผ่านไป อัตตาก็เป็นตัวกิเลสอันสำคัญจึงถอนด้วย อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ถอนอันนี้อีกทีหนึ่ง อัตตานุทิฏฐิ ความถือว่าเป็นตนเป็นตัว เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เหล่านี้ ถอนอันนี้ออก แล้วจากนั้นก็ ทั้งหมดนี้เป็น อนัตตา นะ ปล่อย เมื่อถึงขั้นสุดยอดแล้วทั้งหมดเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งนั้นนะ เป็น อนัตตา ทั้งนั้น จิตถอนปึ๋งออกจากนี้ ถอนจากนี้แล้วเรียกว่าอะไรตรงนั้น

นั่นละพระพุทธเจ้าเลิศเลิศจากการถอนทั้งสามนี้แล้วนะ อยู่ใน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อัตตาเหล่านี้ถอนไม่ได้ตายอยู่นั่น ถอนจากนี้แล้วจึงจะเป็นนิพพาน แล้วนิพพานอะไรถึงจะมาแอบซ่อนอยู่ในไตรลักษณ์ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา และ อัตตา นิพพานก็ไม่มีที่พึ่งเที่ยวไปเกาะไตรลักษณ์อยู่นั้น เป็นอิสระได้ยังไง พูดแล้วเราคันฟันนะ โอ๋ย เถียงกันตาดำตาแดงจนกลายเป็นหมากัดกัน เถียงว่านิพพานเป็นอัตตาเป็นอนัตตา เถียงยุ่งกันไปหมดเลย คนหนึ่งยันว่านิพพานเป็นอัตตา คนหนึ่งยันว่านิพพานเป็นอนัตตา เอ้า กัดกันไปเราว่างั้น เฉย เอ้ากัดกันไป

ถาม : ได้ยินว่าพวกนักปราชญ์ทางศาสนาเขาบอกว่าจะทำการสังคายนาพุทธศาสนา จะได้เขียนว่าอะไรเป็นอะไร แล้วเขาไม่ได้ปฏิบัติอันนี้น่าเป็นห่วงค่ะ คือทุกคนที่สังคายนาก็ไม่มีใครปฏิบัติเจ้าค่ะ

ตอบ : อันนี้เป็นเรื่องของเขานะ เราก็เตรียมสังคายนาเรานะ ไปสังคายนากับเขาใช้ไม่ได้ เราต้องเตรียมสังคายนาเรา พระพุทธเจ้าสังคายนาพระองค์แล้วจึงตรัสสอนโลก พระอรหันต์ทั้งหลายท่านสังคายนาท่านเรียบร้อยแล้วจึงสั่งสอนโลก ทีนี้เขาจะเอาไปกัดกันที่ไหนมันแล้วแต่เขา

ถาม : ถ้าพยายามรักษาสติ สมาธิมันจะตามมาใช่ไหมเจ้าคะ

ตอบ : ทำสมาธิก็สงบง่ายถ้าสติดี สติเป็นของสำคัญมาก แม้เราจะไม่เข้าบทภาวนาก็ตาม เราทำอะไร ๆ อยู่นี้ให้มีสติประจำตัว เรียกว่ามีธรรมประจำตัว ท่านให้ชื่อว่าผู้มีสติอยู่ตลอดทุกอิริยาบถนี้เรียกว่าสัมปชัญญะ ความรู้ตัวอยู่ตลอดเวลา สติจดจ่อตรงนี้ สัมปชัญญะซ่านไปหมด เรียกว่ารู้ตัวไปหมด สติรู้อยู่จำเพาะ เช่นอย่างเรากำหนดพุทโธ รู้อยู่กับพุทโธ พอย้ายจากพุทโธมาแล้ว เราจะเคลื่อนไหวไปมาทำหน้าที่การงานอะไร ความรู้คือสตินี้จะซ่านไปตามความเคลื่อนไหวของเรานี้ เรียกว่า สัมปชัญญะ แยกมาจากสติ เข้าใจไหม เอาไปสังคายนานะ

เข้าใจเหรอที่พูดอัตตา อนัตตา เป็นอย่างนี้ละ นั่นละให้ฟังเอาซิ นี้ยันเลยไม่ได้มีสะทกสะท้านนะสามแดนโลกธาตุนี้ ที่เราพูดออกมานี้เราไม่ได้สะทกสะท้าน เรารู้แล้วเห็นแล้วทุกอย่างว่างั้นเลย จะว่าอวดหรือไม่อวดก็ตาม พูดไม่พูดก็ธรรมอันเดียวกันนั่นแหละที่รู้อยู่นั้นแหละ เราจะพูดออกไปไม่พูดออกไปก็ธรรมที่เรารู้อยู่นี้แหละว่างั้นเถอะ ส่วนพูดออกไปมีส่วนได้ส่วนเสียเท่านั้นเอง เช่นว่าเรารู้อย่างนี้ คนที่เขาไม่เชื่อก็เป็นอกุศลแก่เขา คนที่เชื่อก็เป็นมงคลแก่คนนั้นเท่านั้นเอง ถ้าพูดออกไปแล้วมีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าไม่พูดก็ไม่มีได้มีเสีย สำหรับธรรมชาติผู้นั้นเองแล้วนะ จะพูดหรือไม่พูดท่านก็ไม่มีได้มีเสีย แต่มันมีได้มีเสียสำหรับเวลาพูดออกไป ผู้ฟังถ้าเชื่อตามหลักความจริงแล้วก็เป็นมงคลแก่ผู้ฟัง ถ้าไม่เชื่อไม่ยอมรับนี้ก็เป็นอัปมงคลแก่ผู้นั้น และกิเลสครอบหัวเอาเลยว่างั้นเถอะนะ กิเลสครอบเอาเลย หามขึ้นเขียงเลย

นี่เราพูดถึงเรื่องธรรมชาติแท้เป็นอย่างนั้น ท่านให้ชื่อว่านิพพาน คือให้ชื่อธรรมชาตินั้น ธรรมชาติที่จิตกับธรรมเป็นอันเดียวกันแล้ว เรียกว่าธรรมทั้งแท่งเลย หรือเรียกว่าธรรมธาตุก็ได้ ธรรมธาตุกับนิพพานไม่ขัดกัน แต่อัตตากับอนัตตานี้ โห ไม่ได้เลยนะ อัตตากับอนัตตานี้เข้าไม่ได้เลย เหมือนกับว่าเอามูตรเอาคูถไปโปะทองคำทั้งแท่ง ใครจะยันขนาดไหนก็ยัน ยันขนาดไหนก็เหมือนกับขนมูตรขนคูถเข้าไปโปะทองคำทั้งแท่ง กลบหมดเลยให้มีแต่มูตรแต่คูถเต็มตัว ทองคำไม่ให้เห็นเลย นี่จะไม่ให้เห็นนิพพาน เอาอัตตาเอาอนัตตาเข้าไปเป็นมูตรเป็นคูถเข้าไปโปะเอา ๆ หมดเลย

ก็มันไม่ได้ปฏิบัติ เรียนตามคัมภีร์ใบลานเฉย ๆ เราก็เรียนมาแล้วเราถึงกล้าพูดได้ ใครจะเรียนสูงเรียนต่ำเรียนมากเรียนน้อยก็ตาม ถ้าไม่ได้ปฏิบัติแล้วก็ไม่มีความหมายอะไรเลย เรียนบาปสงสัยบาป เรียนบุญสงสัยบุญ เรียนนรกสงสัยนรก เรียนสวรรค์สงสัยสวรรค์ เรียนนิพพานสงสัยนิพพาน สุดท้ายเรียนมาเต็มหัวอกความสงสัยเต็มหัวใจ ไม่มีอะไรยึดเป็นของตัวเองได้ เพราะฉะนั้นการเรียนมากเรียนน้อยจึงถือประมาณไม่ได้นะถ้าไม่นำออกปฏิบัติ ถ้านำออกปฏิบัติก็เหมือนตามรอยโค โคไปไหนตามเลยก็จะถึงตัวโค นี่ก็เหมือนกันภาคปฏิบัติเป็นภาคตัดสินได้เลย ภาคอื่นตัดไม่ได้ ความจำเป็นแนวทาง

เหมือนแบบแปลนของเรา แปลนนี้จะสร้างจะทำสักเท่าไรก็ได้เต็มศาลาก็ได้ก็เป็นแปลนทั้งหมด ไม่ได้เป็นบ้านเป็นเรือนให้ เมื่อดึงแปลนนี้ออกมา แปลนนี้ชี้แจงว่ายังไงจะทำยังไง ตึกรามบ้านช่องหรืออะไรก็ตาม กี่ชั้นกี่ห้องกี่หับ ความกว้างความแคบแปลนเขาบอกไว้เรียบร้อยแล้ว เอานี้ออกไปกางปุ๊บใส่ลงไป แล้วก็จะเริ่มปรากฏตัวขึ้นมาตั้งแต่เริ่มวางรากฐานของตึกรามบ้านช่องขึ้นไป เรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงคานถึงตัวตึกสำเร็จ นี่เป็นภาคปฏิบัติ ปฏิเวธก็คือเห็นชัด ๆ อยู่นี้ เวลานี้กำลังวางรากฐานก็เห็นอยู่นี้ ขึ้นถึงไหนแล้ว ปฏิเวธคือความรู้ ความรู้ไปตามลำดับ ความรู้ผลของมันไปตามลำดับ ก็เห็นไปเรื่อย ๆ เห็นจนกระทั่งถึงตึกนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว

การศึกษาเล่าเรียนถ้าเทียบก็เหมือนกับว่าแปลนบ้าน ปฏิบัติทีนี้ดำเนินงานปลูกบ้าน ปฏิเวธก็คือว่าคอยดูผลของมันเป็นยังไง เวลานี้ได้ถึงไหน ๆ แล้ว ปฏิเวธก็รู้ไปตามลำดับ เวลานี้เทคานแล้ว เวลานี้กำลังวางนั้น ๆ ขึ้นไป ปฏิเวธก็รู้ไปตามลำดับจนกระทั่งถึงบ้านสำเร็จเต็มภูมิแล้วปฏิเวธก็รู้ อ๋อ บ้านนี้เรียบร้อยแล้ว เข้าใจเหรอ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ สืบเนื่องกันอยู่นี้

ศาสนาเราทุกวันนี้มีแต่ศาสนาขาดบาทขาดตาเต็ง ไม่ว่าท่านว่าเรานะ ศาสนาไม่ได้เต็มบทเต็มบาท ศาสนาขาดบาทขาดตาเต็งเวลานี้ มีแต่ภาคปริยัติ เรียนจำได้มากน้อยเพียงไรก็เอาน้ำลายมาโปะกัน ๆ ว่าข้าเรียนได้มากเท่านั้นเท่านี้ ได้แต่ความจำกิเลสไม่ได้ถลอกปอกเปิก ถ้าความจริงจับเข้าไปตรงไหนกิเลสเริ่มไหวตัวนะ จับเข้าไปมากเท่าไร ๆ กิเลสก็เริ่มร้อนละที่นี่ ร้อน ๆ แล้วไล่ขับออกได้หมดด้วยภาคปฏิบัติ ปฏิเวธธรรม ปฏิเวธคือความรู้ ฆ่ากิเลสได้มากน้อยเพียงไรก็รู้ไปโดยลำดับ จนกระทั่งกิเลสมุดมอดหมดไม่มีเหลือทำไมจะไม่รู้ ก็ปฏิบัติเพื่อรู้แท้ ๆ

ภาคปฏิบัติเท่านั้นจะตัดสินศาสนาพุทธได้นะ เพียงภาคปริยัติตัดไม่ได้ว่างี้เลย ยันได้เลย เพราะเรียนเราก็เรียนมาแล้ว โอ๋ย แบกความสงสัยไปหาพ่อแม่ครูจารย์มั่นเราไม่ลืมนะ เพราะความมุ่งมั่นที่จะหวังมรรคผลนิพพาน มุ่งมั่นเต็มหัวใจอยู่แล้ว แต่ยังสงสัย ฟังซิน่ะ ทั้ง ๆ ที่เรียนไปถึงนิพพานนะ แต่ยังสงสัยว่า เอ๊ สมัยนี้มรรคผลนิพพานจะยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์เหมือนครั้งพุทธกาลหรือไม่นา นั่นเห็นไหม ขอให้ท่านผู้ใดมาชี้แจงให้เราทราบว่ามรรคผลนิพพานมีอยู่อย่างสมบูรณ์นี้แล้ว เราจะกราบมอบชีวิตจิตใจกับครูบาอาจารย์องค์นั้น แล้วเราจะปฏิบัติให้ถึงขีดถึงแดนให้ถึงมรรคผลนิพพานนั้น แบบเอาตายสู้เลย

พอไปถึงหลวงปู่มั่น ท่านก็ใส่เปรี้ยงเลยเทียว หือ ท่านเอาเลยนะ เพราะท่านเอาเรดาร์จับไว้แล้วนี่นะ หือ ท่านมาหาอะไร ท่านมาหามรรคผลนิพพานเหรอ อะไรเป็นมรรคผลนิพพาน ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ดินฟ้าอากาศแร่ธาตุต่าง ๆ ทั่วสามแดนโลกธาตุนี้ไม่ใช่มรรคผลนิพพาน ไม่ใช่กิเลส ตัวกิเลสจริง ๆ ตัวมรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ ให้ปฏิบัติใจ เอาละที่นี่ชี้เข้ามาหาใจ อยู่ที่นี่นะ มรรคผลนิพพานอยู่ที่นี่ ธรรมอยู่ที่นี่ ไม่อยู่ที่เหล่านั้น ให้ปฏิบัติใจให้เกิดความสงบร่มเย็นเข้าไปโดยลำดับนะ เอาใจเท่านั้นนะ

แต่นั้นก็มีข้อแม้อันหนึ่งว่า เออ นี่ท่านมหาก็เรียนมามากพอสมควรจนถึงขั้นเป็นมหา อย่าว่าผมตำหนิติเตียนธรรมพระพุทธเจ้านะ ธรรมที่ท่านเรียนมามากน้อยเวลานี้ยังไม่เกิดประโยชน์ ขอให้ท่านยกบูชาไว้ก่อน ให้ท่านเน้นหนักทางภาคปฏิบัติให้มาก เมื่อเวลาถึงขั้นปริยัติที่ท่านเรียนมากับปฏิบัติจะวิ่งเข้าหากันแล้วเอาไว้ ไม่อยู่ จะวิ่งประสานกัน เอาไว้ไม่อยู่ โอ๋ย มันเป็นจริง ๆ นะ พอถึงขั้นสติปัญญาเกรียงไกรแล้ว ปริยัติกับปฏิบัตินี้วิ่งใส่กันเลย เอาไว้ไม่อยู่เหมือนกันนะ มันหากเป็นของมันเอง ดีดใส่กันพับ เอาปริยัติมาอ้างมาอิง ทางภาคปฏิบัติเป็นอย่างนี้ ภาคปริยัติเป็นยังไง มันจะวิ่ง สงสัยตรงจุดไหน ๆ ปริยัติท่านว่ายังไง มันวิ่งเข้ามาใส่กันผึง ๆ เลย นี่พ่อแม่ครูจารย์ชี้ให้เห็น

จึงว่าเรียนมากเรียนน้อยไม่พ้นความสงสัยนะ ใครอย่าเข้าใจว่าใครเรียนมากเรียนน้อยนั้นจะเป็นหลักเป็นเกณฑ์นะ ไม่ได้เป็น ว่างี้เลย เราก็เรียนมาแล้วนี่ ไม่มีอะไรเป็นหลักเป็นเกณฑ์ ถ้าธรรมดาเรื่องที่ยึดที่เกาะนี้ผู้เรียนมากเรียนน้อยมันพอ ๆ กัน ดีไม่ดีผู้เรียนมากนี่ทิฐิมานะยิ่งสูงจรดฟ้า หนายิ่งกว่าคนไม่ได้เรียนเสียอีกถ้าไม่ได้ปฏิบัติ แต่ถ้าปฏิบัตินี้จะถอนตัวออกเรื่อย ๆ กระจายออก ๆ เรื่อย จนกระทั่งถึงว่าเด็ดเลยว่างั้นเถอะนะ ไม่ต้องไปทูลถามพระพุทธเจ้า ธรรมอันใดที่ทรงสอนไว้แล้วสอนไว้แล้วโดยถูกต้อง พอเราเจอเข้าไปพับยอมรับทันที ๆ เพราะสิ่งเหล่านั้นสำเร็จรูปเรียบร้อยแล้ว กราบพระพุทธเจ้านะ แต่เรายังไม่เห็นก็เป็นปัญหาอยู่

พอเราเจอเข้าจุดไหน ๆ เท่านั้น อ๋อ ๆ เรื่อย ๆ นั่นภาคปฏิบัติเป็นที่แน่ใจ ปริยัตินี่ไม่ได้ นอกจากเป็นหนอนแทะกระดาษ เขาก็เรียนเราก็เรียน เรียนไปเรียนมาเลยเอาความจำนั้นมาเป็นมรรคผลนิพพานเสีย ไม่ได้เอาความจริงเป็นมรรคผลนิพพานล่ะซี ศาสนาจึงขาดบาทขาดตาเต็งเวลานี้ ศาสนาไม่ได้เต็มบาทเต็มเต็งนะ ได้แต่ปริยัติมาโม้กันภาคปฏิบัติไม่เคยสนใจ ไม่ว่าฆราวาสไม่ว่าพระ ปฏิบัติให้มันรู้ตามนั้นซี นี่เรียกว่าเริ่มจะเต็มละนะ พอปฏิบัติเข้าไปปฏิเวธก็จะมาตาม ๆ กัน ก็เป็นศาสนาเต็มเม็ดเต็มหน่วย ถ้าศาสนามีทั้งปริยัติมีทั้งปฏิบัติแล้วปฏิเวธไม่ต้องถาม มาด้วยกัน แล้วก็เต็มบาท อันนี้มีแต่ภาคปริยัติ เรียนจำได้เฉย ๆ กิเลสไม่ได้ถลอกปอกเปิกจากความเรียนนะ ต้องถลอกปอกเปิกหรือขาดสะบั้นไปจากการปฏิบัติต่างหาก

เอาละนะที่นี่นะ


- จบ -


http://www.dhammada.net/2011/02/04/7264/







« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 06 มีนาคม 2011 | 09:41:35 AM โดย แอดมิน~เต้ย~ »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
นิพพานมิใช่อัตตา มิใช่อนัตตา โดย อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว)

ในช่วงที่มีการถกเถียงกัน ว่านิพพานเป็นอัตตา หรือว่านิพพานเป็นอนัตตา คุณพัลวันได้นำเสนอพระธรรมเทศนาของ อาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน (หลวงตามหาบัว) เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๒ ใน ธรรมะ จากพระป่า ซึ่งท่านได้แสดงธรรมไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๒๓ ก่อนที่จะมีการถกเถียงกันอย่างหนักในอินเตอร์เน็ตถึงเรื่องดังกล่าวในปี ๒๕๕๔๑ – ๒๕๔๒ ถึง ๑๘ – ๑๙ ปี มาแล้ว

นัยยะสำคัญที่แฝงเร้นอยู่ในพระธรรมเทศนาของอาจารย์พระมหาบัวก็คือ การถกเถียงถึงเรื่องดังกล่าว ล้วนแต่ไม่มีใครถูกกันทั้งนั้น เหตุเพราะผู้ที่ยังคงมาถกเถียงกันนั้น ก็หาได้ถึงความบริสุทธิ์จริงสักคนไม่ ส่วนผู้ที่ถึงแล้ว ก็หาได้มานั่งถกเถียงกันอย่างนี้



ธรรมเทศนาโดย อาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน (หลวงตามหาบัว) วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

เทศน์อบรมพระ ณ. วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๓

นิพพานมิใช่อัตตา มิใช่อนัตตา

พระครั้งพุทธกาลท่านอยู่กันเป็นจำนวนมากก็มี ๒๐ – ๓๐ องค์ในที่บางแห่ง ตามตำราท่านบอกไว้อย่างนั้น แต่เวลากลางวันนี้เหมือนไม่มีพระในวัด ประชาชนเขามาไม่เห็นพระ เขาเข้าใจว่าพระทะเลาะกันเพราะหายเงียบประการหนึ่ง ประการที่สองเห็นพระท่านเคร่งขรึม ไม่พูดไม่คุยไม่หยอกไม่เล่นกัน เขาเข้าใจว่าพระท่านทะเลาะกัน เพราะเขาไม่ทราบเรื่องการดำเนินของพระ เวลาต้องการจะพบท่านก็เอาไม้ไปเคาะระฆัง ท่านได้ยินท่านก็มา

การอยู่กันเป็นจำนวนมากภาระหน้าที่ที่เกี่ยวโยงถึงกันก็ต้องมาก ไม่ว่ากิจใดมันเกี่ยวโยงถึงกัน ข้อวัตรปฏิบัติเช่นปัดกวาดเช็ดถูทำความสะอาด ซักผ้าย้อมผ้า ขนน้ำขึ้นกุฏิ ใส่ไห เหล่านี้เป็นกิจส่วนรวมเสียมากกว่าส่วนบุคคล การทำต้องได้ช่วยกันทำ ต่างคนต่างถือว่าเป็นหน้าที่เป็นความจำเป็นของตนที่จะต้องทำด้วยกัน สมกับที่เรามุ่งมาเพื่อคุณงามความดี เพื่ออรรถเพื่อธรรมทุกแง่ทุกมุม สิ่งใดที่เป็นธรรมชอบธรรมแล้วต้องได้ทำสิ่งนั้น ความขี้เกียจเหล่านี้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล

การอยู่นี้เราไม่ได้อยู่แบบแขกมาเยี่ยมบ้านเยี่ยมเรือนเรา เราอยู่แบบพระ อยู่ที่ไหนทำดีที่นั่น ไม่ได้ถือว่านั้นเป็นวัดของท่าน นี่เป็นวัดของเรา นั้นเป็นกิจการงานของท่าน นั่นเป็นวัดของท่าน นี่เป็นกิจของเรา เป็นข้อวัตรของเรา ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องได้ต่างคนต่างช่วยกันทำ เพื่อความพร้อมเพรียงเป็นสำคัญ กิจการก็เรียบร้อยไปโดยไม่ได้รับข้อหนักใจจากผู้หนึ่งผู้ใด เพราะความขี้เกียจขี้คร้าน ความเห็นแก่ตัว ความเอารัดเอาเปรียบอันเป็นเรื่องของกิเลสเข้าทำลายจิตใจหมู่เพื่อน อย่างนี้ไม่ให้มีหรือไม่มี ผู้ตั้งใจปฏิบัติธรรมรีบกำจัด

เราจะเห็นได้ว่าเรื่องของกิเลสมีความละเอียดลออเพียงไรนั้น เห็นได้ในสิ่งนี้ มันแทรกมันแซงเข้าใจว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องของกิเลสไม่ใช่เรื่องของธรรม มันแทรกแซงอยู่ในหัวใจของพระของเณรเรานี้ ผู้ปฏิบัติไม่สังเกตสิ่งเหล่านี้ ไม่กำจัดสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเป็นของหยาบ ๆ กว่ากิเลสประเภทอื่นแล้ว เราจะแก้กิเลสประเภทที่ละเอียดยิ่งกว่านี้ได้อย่างไร นี่เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องคิดให้ตลอดทั่วถึง เพราะเป็นสิ่งหยาบ ๆ ที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะพอทราบได้

การประกอบความพากเพียรถือเป็นกฎเป็นเกณฑ์ เป็นกิจจำเป็นสำคัญอย่างยิ่งภายในชีวิตลมหายใจของเราที่ครองตัวอยู่ด้วยเพศ แห่งความเป็นนักบวช และมีความมุ่งมั่นต่อแดนแห่งความพ้นทุกข์ จึงต้องถือธรรมเป็นศาสตราอาวุธอยู่เสมอไม่ปล่อยวาง ท่านเรียกว่าธรรมาวุธ อาวุธคือธรรมเครื่องประหัตประหารกิเลส ที่ฝังจมอยู่ในเนื้อในกายในจิตในใจ ในกิริยาอาการทุกส่วนของตัวเรา มีตั้งแต่เรื่องของกิเลสทั้งมวลหาอะไรแทรกลงไม่ได้ ถูกแต่ตัวกิเลส แต่เราไม่ทราบว่ามันเป็นกิเลส เพราะมันฝังจมอย่างลึก

เพราะกิเลสไม่ใช่เป็นของโง่ เป็นของฉลาดเกินกว่าสติปัญญาของเราจะหยั่งถึงมันได้ง่าย ๆ ด้วยเหตุนี้จึงต้องได้อบรมสั่งสอนกันอย่างเป็นเนื้อเป็นหนังจริง ๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ทันกับการแก้การถอดถอนกิเลสประเภทต่าง ๆ นับแต่ส่วนหยาบ ๆ เข้าไปถึงส่วนละเอียดอยู่ภายใน ผู้ปฏิบัติเท่านั้นที่จะทราบเรื่องเหล่านี้ได้ดี คือระหว่างกิเลสกับธรรมซึ่งมีอยู่ในตัวของเรานี้ หากไม่ได้เคยกำจัด ไม่เคยต่อสู้กัน ไม่เคยชำระสะสางมาก่อนแล้วจะไม่ทราบว่า กิริยาใดอาการใดที่แสดงออกทางจิตใจและกายวาจา ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ว่าเป็นกิริยาอาการของกิเลส หรือเป็นกิริยาอาการของธรรม ไม่มีทางทราบได้เลย

เพราะมันมีแต่ธรรมชาติอันเดียวทั้งนั้น เป็นเจ้าของของหัวใจ เป็นเจ้าของของมารยาทของเนื้อของหนังทุกสัดทุกส่วน มันครอบครองอยู่หมด จึงไม่อาจสามารถทราบได้ว่ามันเป็นกิเลส เพราะมันกับเราเข้ากลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว ว่าจะทำอะไรก็กลัวกระเทือนเราซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสแท้ ๆ ถ้าเป็นสิ่งดีงามแล้วมันจะทำการกีดขวางให้เป็นความท้อแท้อ่อนแอ ให้เกิดความท้อถอย อืดอาดเนือยนาย พอจะประกอบความพากเพียรเหมือนจะถูกหามเข้าไปฆ่านั่นแหละ นี่เวลากิเลสมันมีกำลังมันเป็นอย่างนี้ แต่เราไม่ทราบตอนนั้นไม่ทราบว่ามันเป็นกิเลส

เวลานั่งสมาธิภาวนา ความพยายามหรือความตั้งใจเดิมนั้น ตั้งใจพยายามว่าจะให้จิตมีความสงบเย็นใจ ดังที่ครูบาอาจารย์หรือธรรมสอนไว้ แต่เวลานั่งลงไปแล้วก็มีแต่กิเลสไปทำหน้าที่แทนอยู่ภายในความเพียรนั้นเสีย ขับไล่สติซึ่งเคยควบคุมงานในทางด้านอรรถธรรม ให้เตลิดเปิดเปิงไปไหนก็ไม่รู้ มีแต่กิเลสเข้าทำงานป่วนปั่นจิตใจให้คิดโน้นคิดนี้ ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด ไม่มีกิริยาแห่งความเพียรของผู้ปฏิบัติธรรมปรากฏอยู่ในจิตดวงนั้นเลย มีแต่กิเลสทำหน้าที่โดยถ่ายเดียว นี่เป็นเรื่องสำคัญ ตอนนั้นเราไม่รู้

ทีนี้พอกิเลสปล่อยวาง มันกินเสียอิ่มแล้ว พอปล่อยวางแล้ว สติก็ระลึกได้ว่าตนนั่งภาวนา แล้วก็มาทวงผลด้วยเวล่ำเวลาว่านั่งนานเท่านั้นนั่งนานเท่านี้ เดินจงกรมนานเท่านั้นเท่านี้ เท่านั้นนาทีเท่านั้นชั่วโมง ไม่เห็นได้ผลได้ประโยชน์อะไร การมาทวงเช่นนี้ก็เพื่อจะแหวกแนวอีก มันเป็นอุบายวิธีการของกิเลสทั้งนั้น เราจะไปแง่ไหนที่นี่มันถึงจะดี ภาวนาเพื่อความดีมันก็ไม่ได้ดี เพราะกิเลสไปทำหน้าที่ของมัน ด้วยความเป็นข้าศึกต่อความเพียรของเราเสีย ต่อธรรมเสีย แล้วจะออกทางไหนดี อย่างน้อยก็นอนเสียดีกว่า มากกว่านั้นก็ทำไปทำไมความเพียรนี่ ไม่เห็นได้เรื่องได้ราวอะไร ยิ่งไปกว่านั้นก็สึกเสียดีกว่า มันมีตั้งแต่กลอุบายของกิเลสทั้งมวลที่หลอกหัวใจเราหัวใจคน นี่เราก็ไม่ทราบตอนนั้น จะทราบได้ยังไงเมื่อสติปัญญายังไม่เหนือมัน

แต่ความพยายามอยู่โดยสม่ำเสมอ นั่นเป็นทางของปราชญ์ท่านดำเนินกัน เรื่องเหล่านี้มันมีได้เพราะกำลังของกิเลสมีมาก ที่ว่าจิตไม่สงบ ๆ มีแต่ความฟุ้งซ่านวุ่นวายเพราะอะไร ก็เพราะกิเลสเข้าทำงานอย่างเต็มที่ ป่วนปั่นวุ่นวายไปหมดทั้งดวงใจ แล้วจะเอาความสงบสุขมาจากที่ไหนเมื่อธรรมไม่ได้แทรกเข้าไปเลย คือสติที่ควบคุมงานเป็นสำคัญ ถูกขับไล่ไสส่งหนีไปทวีปไหนก็ไม่รู้

เวลานั้นที่จิตไม่สงบก็เพราะกิเลสมีมาก มีกำลังมาก มันทำการป่วนปั่นทุกสิ่งทุกอย่าง ทำลายหมดแท่นบัลลังก์แห่งความเพียรของเราไม่มีเหลือ เมื่อเป็นเช่นนั้นผลที่พึงใจจะได้อย่างไร เพราะเราไม่ได้ทำเหตุอันเป็นที่พึงใจในขณะประกอบความพากเพียร มีแต่กิเลสมาทำหน้าที่ของมันเสียทั้งสิ้นในอิริยาบถต่าง ๆ แม้ขณะที่ประกอบความพากเพียรอยู่ก็ตาม นี่เพราะสติยังไม่ทันเราก็ไม่อาจทราบได้ จึงต้องถูกกล่อมไปหลายแง่หลายมุม พลิกแพลงเปลี่ยนแปลงไปได้ทุกแง่ทุกมุมบรรดาความแยบคายของกิเลสที่มาเสี้ยม สอนจิตใจเรา เราจึงไม่ทราบแล้วก็แหวกแนวไปตามกิเลสเสีย

ต่อเมื่อได้ทำความพยายามอยู่ตลอด คราวแพ้ก็ยอมว่าแพ้ เวลาฟุ้งซ่านก็ฟุ้ง เวลากิเลสมีอำนาจก็ให้มันเอาไป แต่ความพยายามไม่ลดละไม่ถอยหลัง มันอยู่เรื่อย ๆ หลายครั้งหลายหนก็จับเงื่อนได้ทีละเล็กละน้อย จิตไม่เคยสงบก็สงบตัวได้ เมื่อสงบตัวได้หนหนึ่งสองหนเข้าไปแล้ว ก็ชื่อว่าได้หลักฐานพยาน ได้ความแปลกประหลาด ได้เครื่องดื่มด่ำภายในจิตใจเป็นเครื่องฝังศรัทธาให้มั่นคงลงไปได้

เมื่อศรัทธาเชื่อต่อผลที่ปรากฏนั้นได้หยั่งลงไปภายในจิตใจแล้ว แม้ในคราวต่อไปวันต่อไปจิตจะสงบตัวลงอย่างนั้นไม่ได้ก็ตาม ความพยายามซึ่งจะตามมาจากศรัทธาความเชื่ออันหยั่งลงเรียบร้อยแล้วนั้นจะตาม มาเอง ศรัทธาความเชื่อนั้นก็ไม่ลดละไม่ถอย ท่านจึงเรียกว่าอจลศรัทธา คือศรัทธาฝังลึกในความจริงที่ตนได้เคยเห็นผลมาแล้ว ไม่หวั่นไหว แม้ได้บ้างเสียบ้างก็ยอมรับว่าได้บ้างเสียบ้าง แต่ความหยั่งของศรัทธาที่เคยได้เห็นผลแล้วนั้น ไม่ยอมละไม่ยอมถอนขึ้นมา หลายครั้งหลายหนได้เข้าไปอีก นี่คือความเพียร ผู้เพียรอยู่เสมอต้องได้อย่างนี้ ให้ถือว่ากิจนี้เป็นกิจจำเป็นของเรา

เคยพูดแล้วพูดเล่าอยู่เสมอว่า ไม่มีงานใดที่จะหนักมากยิ่งกว่างานต่อสู้กับกิเลส ให้พึงทราบเอาไว้อย่างถึงใจ ไม่ใช่งานทำเอาง่าย ๆ สบาย ๆ ได้ตามนัดตามหมายตามความต้องการทุกเวล่ำเวลาที่ประกอบความพากเพียร หรือนึกเอาอย่างไรก็ได้อย่างนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นธรรมะก็ไม่น่าอัศจรรย์ กิเลสก็ไม่เป็นสิ่งที่ใครจะน่ากลัวนัก แม้จะทำเราให้เป็นทุกข์เราพลิกทีเดียวเท่านั้นความสุขก็เกิดขึ้นมาแล้วและ เป็นไปได้อย่างใจหวัง แต่นี้เพราะกิเลสมันเหนียวแน่นมั่นคงเฉลียวฉลาดแหลมคมเกินกว่าสติปัญญาของ เราที่จะตามรู้ตามเห็นและตามถอดถอนแก้ไขมันได้นั่นเอง คนเราจึงยอมรับความทุกข์เพราะอำนาจของกิเลสสร้างขึ้นมาภายในใจ ให้เราทราบไว้อย่างนี้แล้วก็พยายามต่อสู้

หนักเบาขนาดไหนทุกข์ยากลำบากเพียงไรก็ตาม มันเป็นงานของเราเพื่อจะรื้อถอนภพถอนชาติอันเป็นเสี้ยนเป็นหนาม เป็นหอกเป็นแหลมหลาวปักเสียบอยู่ภายในหัวใจนี้ให้ขึ้นมาให้หมด นำออกให้หมดจนไม่มีสิ่งใดเหลือ เมื่อเวลาเกิดความท้อถอยอ่อนแอขึ้นมาก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า ดังธชัคคสูตรท่านแสดงไว้เกี่ยวกับพวกอสูรรบกันกับพวกพระอินทร์ ย่นเข้ามาสอนพระ อรญฺเญ รุกฺขมูเล วา สุญฺญาคาเรว ภิกฺขโว เมื่อท่านทั้งหลายไปอยู่ตามรุกขมูลร่ม ไม้ หรือเรือนว่างที่ใดก็ตาม เมื่อเกิดความหวาดเสียวหรือพรั่นพรึงขึ้นมาให้พึงยกธง เรียกว่าธง ๓ สีถ้าเทียบอย่างเราทุกวันนี้ คือพระพุทธเจ้าขึ้นมา ความกลัวนั้นก็จะหาย ความหวาดเสียวความกลัวนั้นจะหาย ความขนพองสยองเกล้าเพราะความกลัวนั้นก็จะระงับดับไป ทีแรกท่านให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเสียก่อน โน เจ พุทฺธํ สเรยฺยาถ เมื่อระลึกพระพุทธเจ้ายังไม่ได้ผล ก็ให้ระลึกถึงพระธรรม แบบเดียวกัน ถ้าระลึกถึงพระธรรมจิตใจยังไม่สงบตัวลงได้ให้ระลึกถึงพระสงฆ์

นี่เมื่อเกิดความท้อถอยอ่อนแอขึ้นมาก็ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าในเรื่องความ พากเพียร ทุกข์หรือไม่ทุกข์ก็เห็นอยู่แล้วในพระประวัติของท่าน ท่านทุกข์ขนาดไหน นาเรามันทำยาก สวนเรามันทำยาก มีแต่หญ้ารกรุงรังปกคลุมหุ้มห่อไปหมด เราจะไปปักดำเอาเลย ๆ นั้นไม่ได้ มันต้องถากต้องถางต้องสับต้องฟันให้แหลกละเอียด ทั้งคราดทั้งไถเอากันอย่างเต็มที่เต็มฐาน ควรปักควรดำควรเพาะปลูกสิ่งต่าง ๆ ค่อยปลูกลงไปได้

เมื่อนาเราทำยากเราก็ต้องเอาให้เต็มที่ เราจะทำแบบนาเขาทำง่าย ๆ สวนเขาทำง่าย ๆ อย่างนั้นไม่ได้ กิเลสของเราเป็นยังไง มันแก้ยาก เอ้า แก้ยากก็เอาให้หนักมือ เพราะกิเลสมีตามขั้นของบุคคล ผู้มีกิเลสเบาบางก็มี กิเลสปานกลางก็มี กิเลสหนาแน่นก็มีแต่พอแก้ไขได้ กิเลสครอบเอาเสียจนมืดมิดปิดตา ทวารทั้ง ๖ ไม่มีทางที่จะมองเห็นรู้ได้เลย อันนั้นก็เป็นพวกปทปรมะ ถ้าเป็นโรคก็ประเภทไม่ดูหมอไม่ฟังยา มีแต่จะตายท่าเดียว นั่นก็สุดวิสัย แต่เราไม่ใช่คนประเภทนั้น

ผู้ที่มีกิเลสเบาบางก็ประเภทอุคฆติตัญญู รู้แจ้งเห็นจริงในธรรมทั้งหลายได้ง่าย เพราะกิเลสเบาบางมาแล้ว วิปจิตัญญู รองกันลงมา เป็นประเภทที่เบาบางเช่นเดียวกันแต่รองกันลงมาเล็กน้อย เนยยะ เป็นผู้ควรตักเตือนแนะนำสั่งสอนได้ หลายครั้งหลายหนก็ค่อยเป็นไปได้ ทั้งครูทั้งอาจารย์ตักเตือนแนะนำสั่งสอน ทั้งตนเองเป็นผู้แนะนำพร่ำสอนตนเองด้วยอุบายวิธีการต่าง ๆ มีความเพียรเป็นเครื่องหนุนอยู่ตลอดเวลา หลายครั้งหลายหนกิเลสก็ค่อยบางลงไป ๆ บทเวลาจะรู้ก็เป็น อุคฆติตัญญูเช่นเดียวกัน เมื่อถึงขั้นที่จะรู้เร็วแล้วไม่ต้องบอก ห้ามไม่อยู่ ขณะเดียวเท่านั้นเลิกหมดโลกธาตุภายในหัวใจนี้เลย แต่เวลารื้อถอนในเบื้องต้นโดยลำดับ ๆ มานั้นแสนทุกข์แสนยากแสนลำบากสาหัส

เมื่อเรารู้นิสัยของเราเป็นอย่างนี้ ก็เทียบกับว่านาของเราเป็นเช่นนี้ เอ้า เราต้องหนักมือในการประกอบความพากเพียร อย่าถอยเป็นอันขาดลูกศิษย์ตถาคต หรือธรรมของพระพุทธเจ้าไม่มีบทใด ที่สอนให้ผู้ปฏิบัติทั้งหลายถอยหลังอ่อนแอ ไม่มีอะไรเหนือธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญมา และได้ผลมาแล้ว พร้อมทั้งการแนะนำสั่งสอนไว้ เป็นเยี่ยมทุกอย่าง เพราะฉะนั้นกิเลสจึงกลัวธรรม ให้นำมาประพฤติปฏิบัติ ให้นำมาต่อสู้กับกิเลส

วิริยธรรม แน่ะฟังซิ สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม นี่มีแต่ธรรมเยี่ยม ๆ ทั้งนั้น ที่จะฟาดฟันกับกิเลสให้แตกกระจายไม่มีเหลือภายในดวงใจได้ด้วยกันทั้งนั้น พระพุทธเจ้าท่านนำไปใช้ สาวกท่านนำไปใช้ ทำไมท่านจึงได้ผลเป็นที่พอพระทัยและพอใจ จนกลายเป็นสรณะของพวกเราได้ ท่านทำวิธีใด เราให้ยึดเอาคติตัวอย่างที่ท่านพาทำพาดำเนินมา มาเป็นเครื่องมือ มาเป็นเครื่องดำเนินต่อสู้กับกิเลส นี้ชื่อว่าลูกศิษย์มีครู

สมกับกล่าวอ้างพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ยึดทั้งข้อปฏิบัติปฏิปทาเครื่องดำเนิน ทั้งวิริยะอุตสาหะ ทั้งสติทั้งปัญญา ศรัทธาความเพียร ทุกแง่ทุกมุมยึดมาเป็นคติแก่ตัวเอง ท่านดำเนินอย่างไร ยึดท่านมาเป็นหลักเป็นเกณฑ์เครื่องดำเนิน ไม่ลดละท้อถอยไม่ปล่อยวาง เอาจนได้ชัยชนะ

เมื่ออยู่ขั้นยากก็ต้องเอาให้หนักมือ งานนี้งานหนักเราจะไปทำเบา ๆ ไม่ได้ เช่นท่อนไม้มันหนักเราจะไปเอามือเดียวยกไม่ได้ ต้องทำให้เต็มเรี่ยวเต็มแรงไม่งั้นยกไม่ขึ้น เอาไปไม่ไหว งานประเภทต่าง ๆ มีหนักมีเบา การแก้กิเลสประเภทต่าง ๆ ย่อมมีหนักมีเบาเหมือนกัน แต่ส่วนมากหนักด้วยกันทั้งนั้นแหละ หากเราจะไปถือว่าหนัก แต่ผู้ที่ต้องการสิ่งที่เลิศประเสริฐกว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้มาถือสิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์พอให้เกิดอุปสรรคต่อการดำเนินของตน แล้วก็ผ่านพ้นไปได้โดยลำดับ

ธรรมะทุกบททุกบาทที่ประทานไว้แล้วนี้ เป็นธรรมะสด ๆ ร้อน ๆ ไม่มีคำว่าครึว่าล้าสมัย ผ่านมากี่ปีกี่เดือนก็ตาม อยู่ในท่ามกลางแห่งความเหมาะสมทั้งนั้น เหมาะสมกับการบำเพ็ญของเราที่จะให้เป็นคนดีตามสติกำลังความสามารถของเรา และเหมาะสมกับการปราบปรามกิเลสทุกประเภท ให้ขาดสะบั้นหั่นแหลกลงไปจากจิตใจไม่มีเหลือได้ด้วยกันทั้งนั้น ทั้งครั้งพุทธกาลและครั้งนี้ ไม่มีอะไรผิดแผกแปลกต่างกันไปเลย นอกจากความพากเพียร ความอุตส่าห์พยายาม ความโง่ความฉลาดของเราเท่านั้นมีต่างกันกับท่าน ผลจึงต้องต่างกันเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงต้องยึดหลักของท่านมาเป็นเครื่องดำเนินให้ดี

สติตั้งให้ดี สติเป็นของสำคัญมากในวงความเพียร ถ้าขาดสติไปเสียก็เท่ากับขาดความเพียรไปพร้อมในขณะเดียวกัน ขาดไประยะสั้นยาวเพียงไรก็ชื่อว่าความเพียรขาดไประยะสั้นยาวเพียงนั้น แม้จะนั่งอยู่หรือเดินจงกรมอยู่ก็ไม่ให้ชื่อว่าความเพียร เพราะขาดประโยคแห่งงานที่สืบต่อกัน มีสติเป็นผู้ควบคุมสำคัญปราศจากไม่ได้ ที่ว่าขั้นปัญญา สติกับปัญญาต้องกลมกลืนกันไป แต่ถึงขั้นนั้นแล้วเราไม่ต้องพูดแหละ ขั้นล้มลุกคลุกคลานนี่ซิ ขั้นขาดแล้วติด ติดแล้วต่อกันยุ่งไปหมด ขาดแล้วต่อไม่ได้ก็มี สติขาดไปเอามาต่อก็ไม่ได้เพราะไม่สนใจจะต่อ อ่อนแอปวกเปียกไปหมด อย่างนี้ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า

ให้มีความเข้มแข็งมีความอดทน มีความพินิจพิจารณาใคร่ครวญทุกสิ่งทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้องกับตน นี่ชื่อว่าเพศของนักบวชเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ พระสาวกทั้งหลายท่านเป็นอย่างนี้ ให้พินิจพิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างที่มาเกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กับอายตนะภาย ใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ของเรา สัมผัสเพื่อจะเกิดเรื่องทั้งนั้นแหละ แล้วเรื่องนั้นเป็นเรื่องดีหรือเรื่องชั่ว เอาสติปัญญาเข้าไปจับพินิจพิจารณาให้ทันกับเหตุการณ์ เรื่องก็ระงับไป ถ้าเป็นเรื่องไม่ดีก็ระงับไป ถ้าเป็นเรื่องดีก็เป็นการส่งเสริมเรื่องนั้นให้มีกำลังมากมูนขึ้นไปโดยลำดับ ด้วยการพินิจพิจารณา ด้วยความไม่ประมาท คือความมีสติ

นี่เป็นหลักของการภาวนา เป็นหลักของการปฏิบัติ สำหรับผู้จะให้ถึงจุดหมายปลายทางที่ตนตั้งไว้อย่างไรโดยไม่ต้องสงสัย หลักเหตุต้องให้เกี่ยวโยงกันไปโดยลำดับอย่าให้ขาดวรรคขาดตอน

อย่าลืมว่าภาระที่เรากำลังดำเนิน เรากำลังแบกหามอยู่เวลานี้ ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดในโลกทั้งสามนี้จะมาช่วยฉุดช่วยลากช่วยแบ่งหนักแบ่งเบา ออกจากใจของเราได้ ครูบาอาจารย์ก็เป็นแต่เพียงผู้ให้อุบายวิธีการต่าง ๆ ดังพระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ว่า ตุมฺเหหิ กิจฺจํ อาตปฺปํ อกฺขาตาโร ตถาคตา งานถอดถอนกิเลสทั้งมวลเป็นหน้าที่ของเธอทั้งหลาย หรือของท่านทั้งหลายจะทำเอง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ชี้แนวทางหรืออุบายวิธีการให้เท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้ไปแก้ไปถอดถอนกิเลสให้

เมื่อเป็นเช่นนั้นเราอย่าหวังพึ่งผู้ใด อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตน เมื่อได้รับโอวาทจากครูจากอาจารย์มาแล้ว ให้ยึดเข้ามาเป็นหลักต่อสู้กับสิ่งที่เป็นข้าศึกฝังจมอยู่ภายในจิตใจนี้ ให้ออกได้ด้วย อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ เป็นตนเป็นเนื้อเป็นหนังของตน ตนเป็นผู้ต่อสู้เพื่อตนเอง เพื่อชัยชนะของตนเอง เพราะคำว่าแพ้ก็เราเป็นผู้แพ้ คนอื่นไม่แบ่งมาแพ้กับเราได้ แบ่งหนักแบ่งเบาให้เราแพ้น้อยลง คนอื่นแบ่งเอาไปบ้างอย่างนี้ไม่มี เราแพ้ก็ต้องแพ้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อชนะก็ต้องเอาให้ชนะเต็มเม็ดเต็มหน่วย การที่จะเอาให้ชนะเต็มเม็ดเต็มหน่วยเต็มอรรถเต็มธรรม ต้องประกอบการต่อสู้ให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มสติกำลังความสามารถ ด้วย อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ของเราเอง นั่นแหละผลจึงจะปรากฏขึ้นมา

คำว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งของตนนี้ ฟังเผิน ๆ แล้วไม่มีใครอยากจะเชื่อ แต่เวลาปฏิบัติเข้าไปแล้วยอมรับเอง จึงได้ทราบว่า อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ นี้เป็นธรรมละเอียดมากทีเดียว ก็ผู้ละเอียดเป็นผู้สอนนี่ ไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาหูหนวกตาบอดมาสอนธรรมนี่ พระพุทธเจ้าเป็นคนหูหนวกตาบอด เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาเมื่อไร ธรรมที่สอนเหล่านี้ออกมาจากพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เป็นเรื่องของความโง่ความฉลาดของคนนั้นเท่านั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความที่พระพุทธเจ้าโง่ สอนธรรมไม่ถูก มันขึ้นอยู่กับผู้ฟังผู้พิจารณา เมื่อถึงขั้นความเพียรที่เป็น อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ อย่างชัดเจนแล้วแยกกันไม่ออกกับพระโอวาทนี้ ยอมกราบสนิทเพราะประจักษ์อยู่กับตัวเองว่าไม่มีใครจะช่วยเราได้

ดังที่เคยกล่าวเสมอว่า เวลาจนตรอกจนมุมนั้นน่ะ เป็นเวลาที่สติปัญญาจะฟิตตัวเต็มที่เพื่อหาทางออก ด้วยการต่อสู้โดยวิธีต่าง ๆ สติปัญญาทุ่มกันลงให้หมดชีวิตจิตใจ เป็นก็เป็นตายก็ตาย นั่นละ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตรงนั้นใครช่วยไม่ได้ สติปัญญาก็เกิดขึ้นในเวลาจนตรอกจนมุมนั่นแล อยู่เฉย ๆ ไม่จนตรอกมันไม่ได้ใช้ความคิดคนเรา

เมื่อเข้าจนตรอกถูกทุกข์ถูกเหตุการณ์บังคับบีบคั้นเข้าโดยลำดับ ๆ จนหาทางออกไม่ได้แล้ว ทำไมคนเรายังจะยอมตายอยู่เฉย ๆ เมื่อพอมีทางออกได้อยู่ เพราะฉะนั้นจึงต้องคิดต้องค้น ยิ่งผู้ต้องการฆ่ากิเลสอาสวะทุกประเภทไม่ให้เหลืออยู่ภายในใจแล้ว จะไปถอยได้ยังไง ก็ขณะนี้เป็นขณะที่ต่อสู้กับข้าศึกศัตรูอย่างเต็มเหนี่ยวกันอยู่แล้วจะถอย ได้ยังไง ถอยไม่ได้ นอกจากจะเอาให้ทะลุไปเท่านั้น ไม่ทะลุก็ตาย ไม่ตายก็ให้ทะลุ ถึงจุดหมายปลายทาง ถึงชัยชนะอันสมบูรณ์เต็มที่

นี่ละ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ เห็นเด่นชัด กับคำที่ว่าคนเราไม่ได้โง่อยู่ตลอดไป เมื่อถึงคราวจนตรอกจนมุมแล้ว ฟิตตัวเองขึ้นมาได้ ช่วยตัวเอง จนหลบหลีกปลีกตัวออกไปได้ ได้ชัยชนะขึ้นมาในขณะที่จนตรอกเป็นลำดับลำดาไม่สงสัย นี่เคยได้ดำเนินมาแล้วจึงได้นำมาสั่งสอนหมู่เพื่อน ให้เป็นที่ลงใจ อย่าท้อถอยปล่อยวางธรรมบทนี้ คือ อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ จะพ้นภัยไม่สงสัย

สติปัญญาให้นำมาใช้อย่าอยู่เฉย ๆ ภาวนาก็อย่าให้กิเลสตัวขี้เกียจเข้าไปแทรกในความสงบ พอมีจิตใจสงบบ้างแล้วก็ขี้เกียจพินิจพิจารณาเสีย อยากจะสงบอยู่นั้น หลังจากนั้นก็ง่วงเหงาหาวนอนสัปหงกงกงัน ใช้ไม่ได้ เวลาตั้งใจทำความสงบก็ให้เป็นความสงบภายในจิตใจจริง ๆ ด้วยเจตนา ด้วยความมีสติ อันเป็นงานสืบเนื่องกันอยู่โดยลำดับในขณะประกอบความพากเพียรนั้น ไม่ให้ขาดวรรคขาดตอน

ถึงกาลเวลาที่ควรจะพินิจพิจารณา ก็ให้เปลี่ยนงานจากความสงบมาสู่ความคิดค้นพิจารณาหาเหตุหาผล ตามสภาวธรรมซึ่ง มีอยู่ในขันธ์ของเรานี้เป็นสำคัญ มีอยู่ในรูปคือกาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนี้ซึ่งออกมาจากใจ ใจเป็นผู้รับผิดชอบ มันอยู่ที่นี่ เวลาจะพิจารณาก็พิจารณาตามสิ่งเหล่านี้ เปลี่ยนอาการเท่านั้น แล้วก็ทำด้วยความจงใจอย่าสักแต่ว่าทำ

นี่เวลาดูหมู่ดูเพื่อนทำให้อิดหนาระอาใจเหมือนกัน ดูกิริยาที่ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มักจะไม่ค่อยมีความแยบคาย อันนี้ส่อถึงเรื่องปัญญา มันบอก ออกมาภายนอกจะแสดงความโง่ความฉลาดมันไม่แสดงออกมาจากใจจะแสดงมาจากไหน มาเป็นกิริยาทางกาย ทางวาจา ความประพฤติ การกระทำต่าง ๆ มันบอกอยู่นั้น เพราะฉะนั้นจึงได้พูดย้ำแล้วย้ำเล่าอยู่เสมอว่า ปัญญา ๆ

การฆ่ากิเลสทุกประเภทเราพูดได้อย่างเต็มปากว่า ต้องเป็นปัญญาทั้งมวล สมาธิเป็นแต่เพียงว่าตะล่อมกิเลสให้เข้าสู่จุดรวมตัวไม่ฟุ้งซ่านรบกวนใจเท่า นั้น ที่เรียกว่าจิตสงบก็คือกิเลสมันนอนก้น เหมือนกับตะกอนนอนก้นโอ่ง นอนกองอยู่ในนั้น แล้วจะปฏิบัติต่อตะกอนอย่างไรบ้างนั่นเป็นอีกแง่หนึ่ง นั่นเป็นเรื่องของปัญญา จิตของเราสงบ สงบตัวเข้ามา ไม่วุ่นวายกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ นี่เรียกว่าจิตสงบตัว

สมถธรรมทำให้กิเลสสงบตัวเข้ามา แต่เวลาที่จะแยกจะแยะกิเลสแต่ละประเภทออกมาฆ่ามาทำลายเพื่อความรู้แจ้งเห็น จริงนี้ต้องใช้ปัญญาทั้งนั้น ถึงสงบมันจะยึด แย็บออกไปมันก็ยึด อยู่ในภายในกายนี้มันก็ยึดขันธ์ทั้ง ๕ นี้ หมดทั้งดวงใจ ถึงสงบมันก็ยึด เพราะฉะนั้นจึงต้องได้คลี่คลายออกมาถึงเวลาที่จะทำลายกันแล้ว คลี่คลายออกมาด้วยปัญญา พินิจพิจารณาให้เห็นแจ่มแจ้งชัดเจน พอเข้าใจเต็มที่แล้วมันปล่อยของมันเอง

เช่นอย่างรูปกายนี่ กายของเราทุกสัดทุกส่วนเรียกว่ากองรูป ขันธ์แปลว่ากองหรือแปลว่าหมวด พิจารณากองรูปได้แก่ร่างกายนี้ จะพิจารณาตรงไหนก็พิจารณา พิจารณาหนังก็ซึมซาบเข้าไปถึงเนื้อถึงเอ็นถึงกระดูกถึงภายใน ซึ่งเต็มไปด้วยความปฏิกูลโสโครกพอ ๆ กันทั้งภายนอกภายใน พอดูได้อยู่บ้างแม้จะเป็นของสกปรกแต่เป็นส่วนละเอียดก็คือผิวหนังเท่านั้นปก ปิดเอาไว้ นั่นก็ยังขี้เหงื่อขี้ไคลเต็มอยู่แล้ว เป็นขี้ทั้งหมด บนศีรษะกิเลสหรือสิ่งเหล่านี้ก็ไม่นิยมว่าสูงว่าต่ำมันมีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นการพิจารณารูปกายเราจะพิจารณาตรงไหนมันก็วิ่งทั่วถึงกันหมด เพราะเป็นความจริงเท่ากัน

ถ้าพูดถึงเรื่องอสุภะอสุภัง เป็นสิ่งที่น่าเกลียดน่าขยะแขยง ไม่น่ายึดน่าถือมันก็เหมือนกัน จะพิจารณาเป็น อนิจฺจํ ความแปรสภาพ ทุกส่วนมันแปรเหมือนกันหมด ไม่มีส่วนไหนที่จะยับยั้งตั้งตัวอยู่โดยไม่เดินตามทาง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา มันเกี่ยวโยงกันไป ทำหน้าที่พร้อม ๆ กันไปจนกระทั่งมีความรู้แจ้งเห็นจริงประจักษ์ด้วยปัญญาแล้ว ไอ้ที่มันเคยยึดถืออยู่อย่างเหนียวแน่นมั่นคงก็คือกายนี้แลเป็นสำคัญ แม้เช่นนั้นมันก็ทนไม่ได้ เมื่อได้เห็นความจริงประจักษ์ด้วยปัญญาแล้ว จิตถอนตัวออกมาได้ทันที อุปาทานในขันธ์คือรูปขันธ์ถอนตัวออกมาได้ด้วยปัญญา นี่กิเลสประเภทหลงกาย ประเภทยึดกายเพราะความหลงนี้ ถอนออกมาได้ด้วยปัญญาพิจารณาใน ๓ สถาน ๔ สถานนี้ คืออสุภะอสุภัง ทุกฺขํ อนิจฺจํ อนตฺตา พ้นจากนี้ไปไม่ได้

ถ้าใจได้ซึ้งถึงธรรม ๓ – ๔ อย่างนี้แล้วก็ปล่อย ปล่อยอุปาทานความยึดมั่นในกาย เวทนาที่เกิดขึ้นภายในกายในจิตมันก็เป็นตัว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เหมือนกัน ไม่ว่าสุข ไม่ว่าทุกข์ ไม่ว่าเฉย ๆ มันเป็นไตรลักษณ์เหมือนกัน พลิกออกมาแต่ว่าเป็นอสุภะอสุภังก็ได้ในฝ่ายรูปขันธ์เท่านั้น พลิกออกมานิดหนึ่งก็มาเป็นไตรลักษณ์นี้เสีย เพราะไตรลักษณ์เป็นที่รวมแห่งธรรมทั้งมวล

สัญญา ความจำได้หมายรู้ สังขารความคิดความปรุงภายในจิตใจ วิญญาณความรับทราบในขณะที่รูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้นมาสัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นต้น เกิดแล้วดับไป ๆ ประกาศตัว อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ในตัวอย่างสมบูรณ์ของเขา ถ้าสติปัญญาได้พินิจพิจารณาตามความสมบูรณ์ของไตรลักษณ์ที่ประกาศกังวานอยู่ ภายในขันธ์นี้โดยตลอดทั่วถึงแล้ว ทำไมใจจะไม่ปล่อย

การยึดไว้ถือไว้เพราะความสำคัญผิดต่างหาก เมื่อความเข้าใจอันถูกต้องแล้วก็วางลงสู่ความจริงให้ถูกต้อง ไม่ยึดไม่ถือให้หนักหน่วงถ่วงหัวใจเปล่า ๆ ได้รับความทุกข์ความทรมานมามากเพียงไรเพราะความยึดมั่นถือมั่นสำคัญผิด ไปแบกหามสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นเราเป็นของเรา คือความเป็นพิษเป็นภัยได้ถอนออกหมดด้วยปัญญา นี่ละหลักของการพิจารณาเป็นอย่างนี้

เมื่อถอนไปหมดแล้วมันไปไหนที่นี่ กิเลสมันมาเที่ยวซุ่มเที่ยวซ่อนอยู่ตามรูปทุกสัดทุกส่วนของรูป ทุกอาการของรูปก็ถูกทำลายไปแล้วด้วยปัญญา เวทนา ความสุข ทุกข์ เฉย ๆ ทางส่วนร่างกายนี้ ก็รู้เท่าทันแล้ว ถอนอุปาทานจากความสุข ความทุกข์ ความเฉย ๆ ว่าเป็นเราเป็นของเราเสียแล้ว สัญญา ความจำได้หมายรู้ ก็ถอนจากความเป็นเราเป็นของเราเสียแล้ว มอบให้ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อันเป็นความจริงประเภทหนึ่งไปเสีย สังขาร วิญญาณ ก็เหมือนกัน มอบลงสู่ความจริงของเขาด้วยปัญญาอันเห็นชอบของเรา

ทีนี้กิเลสที่จะไปซุ่มซ่อนอยู่ในรูปก็ไม่มี เพราะถูกถอดถูกถอนออกไปโดยลำดับ ถูกฆ่าถูกฟันโดยลำดับ สะพานที่เกี่ยวโยงออกไปไปใกล้ไปไกล ออกไปหา รูป เสียง กลิ่น รส ออกไปจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ออกไปสัมผัสสัมพันธ์กับรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสต่าง ๆ ก็ถูกทำลายลงไปหมด ไม่มีที่สืบต่อ แม้อายตนะภายในก็ถูกทำลายลงไป กองรูปก็ทำลายลงไปด้วยปัญญา กองเวทนา กายเวทนาก็ถูกทำลายลงไปด้วยปัญญา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ถูกทำลายลงไปด้วยสติปัญญา

กิเลสประเภทต่าง ๆ ที่เคยหลบเคยซ่อน เคยยึดเคยถือให้เป็นเครื่องกดถ่วงจิตใจ บีบคั้นจิตใจอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ได้ถูกทำลายไปหมดแล้ว นี่ละการพิจารณาทางด้านปัญญา แล้วกิเลสจะไปไหน บริษัทบริวารถูกฆ่าถูกทำลายไปหมดแล้ว ก็เหลือแต่องค์กษัตริย์ใหญ่ของมันเท่านั้นเอง ท่านเรียกว่าอวิชชา ไม่มีสมุนไม่มีทางออกหากินเสียแล้ว ออกมาทางรูป ทางเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็ออกไม่ได้ถูกตัดสะพานแล้ว ออกไปรูป เสียง กลิ่น รสก็ยิ่งไกล ถูกตัดเข้ามาโดยลำดับ ๆ จนกระทั่งในขันธ์ก็ตัดขาดหมดแล้วไม่มีที่ต่อ เพียงเท่านี้เราก็ทราบได้ชัดว่า จิตนี้เป็นตัวการแห่งการเกิดการตาย ยังไม่ถึงขั้นดับอวิชชาก็ตาม

เพียงเท่านี้ก็ทราบได้ชัดแล้วว่า ตัว อวิชฺชาปจฺจยา นี้พาให้สืบหน่อต่อแขนงออกไปกว้างแคบขนาดไหนไม่มีประมาณ ให้เกิดภพเกิดชาติที่นั่นที่นี่เป็นไปเพราะอันใดก็รู้ชัด นี่เวลาขาดลงไปโดยลำดับ ๆ ไม่มีเงื่อนต่อแล้ว ก็ทราบชัดว่าเงื่อนต่อที่จะไปให้เกิดภพเกิดชาติในภพนั้นภพนี้อีกอันเป็นส่วน หยาบ ๆ ทั้งหลายไม่มี นอกจากส่วนละเอียดยังมีอยู่ในตัวของมัน มันก็รวมตัวเข้าไปอยู่ในจิต จิตกับอวิชชากลมกลืนเป็นอันเดียวกัน นั่นเห็นไหมความแยบคายของกิเลส

ผู้ปฏิบัติถ้าไม่ได้ปฏิบัติไม่ได้เจอไม่รู้ว่ากิเลสแหลมคมขนาดไหน ละเอียดลออขนาดไหน เพียงแต่สมุนของมันที่แสดงตัวออกมาเท่านั้นก็หลงกันเต็มโลกเต็มสงสารแล้ว เหตุใดเราจะไปสามารถรู้กษัตริย์ของกิเลสทั้งหลายได้ง่าย ๆ จึงต้องถากต้องถางต้องตัดต้องฟันเข้าไป ๆ แม้ที่สุดจนถึงจุดที่จะถึงปากถึงท้องอยู่แล้วมันก็ยังเอายาพิษไปวางไว้ตรง นั้นอีก ติดที่นั่น ไปยึดจิตซึ่งเต็มไปด้วยยาพิษคืออวิชชานั้นว่าเป็นเราเป็นของเราจนได้ นั่นถึงว่ามันเอายาพิษไปฝังไว้นั่นแล้ว เมื่อยึดนั้นก็เอาอีก ถึงจะไม่เกิดภพน้อยภพใหญ่ก็ตาม แม้ภพที่เป็นสุขและแน่วแน่ต่อความหลุดพ้นก็เป็นการล่าช้า ยังถูกหลอกของอวิชชาอยู่จนได้นั่นแล

เพราะฉะนั้นปัญญาเมื่อได้ฟาดฟันหั่นแหลกเข้าไปโดยลำดับ เชื้ออยู่ที่ไหนเป็นต้องติดตามเข้าไป เชื้ออันเป็นข้าศึก จอมข้าศึกอันแท้จริงคืออะไรอยู่ที่ไหน หนีจากใจได้เหรอ มันต้องพิจารณาเข้าไป ตอนนั้นซีตอนไปเจออวิชชาให้มันกล่อม นั่นเราจะเห็นได้ว่าอวิชชาละเอียดขนาดไหน พอไปถึงจุดนั้นก็ว่าตัววิเศษวิโสอัศจรรย์เกินโลก มีความสง่าผ่าเผย มีความสว่างกระจ่างแจ้ง มีความองอาจกล้าหาญ มีแต่เรื่องอวิชชาดัดทั้งนั้น ตบตาปัญญาเสียไม่รู้ตัว สติปัญญาเลยกลายเป็นองครักษ์ไปรักษาอวิชชาอย่างไม่รู้ตัว

นั่นเห็นไหม ถึงขั้นสติขั้นปัญญาอัตโนมัติก็ตามยังต้องหลงกลอวิชชาจนได้ ถ้าไม่มีผู้แนะไว้ก่อนอย่างไรต้องเป็นอย่างนี้ ก่อนที่จะผ่านไปได้ไม่เร็วก็ช้าต้องติดเสียก่อน ถ้ามีผู้แนะไว้ก่อนแล้ว พอไปถึงจุดนี้ตามหลักความจริงของตนประจักษ์แล้ว ก็เข้าใจได้เอง อ๋อ ตรงนี้เหรอที่ท่านว่าอย่างนั้น ๆ สติปัญญาก็ใส่เข้าไปทันที พังทลายเลยไม่ได้ชักช้า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ไปรวมอยู่นั้นหมด

ส่วน อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้มันหมดปัญหาไปแล้ว ผ่านไปแล้วไม่มายุ่ง ว่าอันนี้เป็น อนิจฺจํ นี้เป็น ทุกฺขํ นี้เป็น อนตฺตา เมื่อผ่านไปแล้ว ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นทาง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นไตรลักษณ์เป็นทางเดินเพื่อความหลุดพ้น เมื่อผ่านพ้นไปถึงไหน ๆ แล้ว สิ่งที่ผ่านไปแล้วมันก็หมดความหมายไม่ว่า อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาไป โดยลำดับ ไม่ต้องมาเสกมาสรรกันอีก ทีนี้อันนี้ก็ไปรวมตัวอยู่กับอวิชชา เพราะเป็นสมมุติด้วยกัน อวิชชาก็เป็นสมมุติ สมมุติสุดยอดของสมมุติ ละเอียดสุดยอด อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ละเอียดสุดยอดอยู่ในอวิชชานั้น สติปัญญาอันเป็นฝ่ายมรรคซึ่งเป็นสมมุติด้วยกันก็สุดยอด

ผู้ปฏิบัติทั้งหลายพึงสังเกตให้รอบคอบ ไม่งั้นติดและทำให้ล่าช้าในการดำเนิน และอย่าเข้าใจว่าเป็นสูงเป็นต่ำ เป็นที่ยึดเป็นที่ไว้ใจที่ต้องใจเมื่อพิจารณาเข้าไป เมื่อถึงขั้นที่จะทำลายกันแล้วนั้น อันนี้แลที่เรียกว่าจะว่าขิปปาภิญญาหรือว่าอุคฆติตัญญูก็ได้เมื่อถึงขั้นนี้ แล้ว ไม่นาน เป็นขั้นละเอียด ถ้าว่างานก็ง่ายแล้ว มีแต่ยุบยิบ ๆ อยู่ภายในจิตเท่านั้น นอกนั้นหมดปัญหาไปโดยประการทั้งปวง ประหนึ่งว่าเราไม่เคยพิจารณามาเลย คือจิตไม่สนใจกับสิ่งใดทั้งนั้น เพราะไม่ติดใจ ปล่อยมาแล้ว วางมาแล้ว รู้แล้วเห็นแล้วไปยุ่งทำไม มันรู้เอง ตรงไหนที่ยังมีสัมผัสสัมพันธ์ดูดดื่มอยู่ ตรงนั้นแหละเป็นจุดที่อยู่ของข้าศึก จึงต้องรบกันที่ตรงนั้น ฟาดฟันหั่นแหลกกันที่ตรงนั้น

พอจุดสุดท้ายพังทลายลงไปด้วยปัญญาอันทันสมัยแล้วก็หมดปัญหาโดยสิ้นเชิง จะพิจารณาว่าอันนี้เป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อะไรอีก ใจเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ได้ยังไง อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นทางเดินเพื่อพระนิพพานต่างหาก ใจที่บริสุทธิ์แล้วเป็น อนตฺตา ได้ยังไง ถ้าใจที่บริสุทธิ์แล้วเป็น อนตฺตา นิพพานเป็น อนตฺตา นิพพานก็เป็นไตรลักษณ์ละซิ เป็นของอัศจรรย์อะไร เพราะฉะนั้นธรรมชาตินั้นจึงไม่มีสมมุติที่จะพูดว่าเป็น อตฺตา หรือเป็น อนตฺตา เพราะทั้งสองนี้เป็นสมมุติด้วยกัน

อันนั้นไม่ใช่สมมุติ พ้นวิสัยของสมมุติไปแล้ว ท่านจึงให้ชื่อเพียงว่าวิมุตติเท่านั้น แล้วก็ไม่ขัดกับธรรมบทใดเหมือนคำว่า อนตฺตา ถ้าว่า อนตฺตา ก็ขัดกับไตรลักษณ์ ดึงพระนิพพานมาเป็นไตรลักษณ์เสียเอง เป็นวิมุตติพ้นแล้วก็หมดปัญหา เมื่อถึงจุดนี้ว่าขิปปาภิญญาก็ได้ เพราะเป็นขึ้นเพียงขณะเดียวเท่านั้น อุคฆติตัญญูก็ได้ ทราบกลมายาของกิเลสทั้งมวลโดยลำดับ ๆ ไปถึงขณะนั้นยิ่งจะทราบเลย เรียกว่าอุคฆติตัญญูก็ได้ วิปจิตัญญูก็ได้ หากมีเหตุมีผลเป็นเครื่องเทียบเคียงตนเอง สอนตนเอง พิจารณาโดยลำพังตนเอง ฟังเทศน์ระหว่างอวิชชากับจิต หรือระหว่างขันธ์กับจิต

ตั้งแต่เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไปแหละ นี่เป็นเรื่องฟังธรรมทั้งกลางวันกลางคืนไปตลอดสาย ส่วนรูปนี้เวลาชำนิชำนาญทางอสุภะแล้วก็เป็นได้ พิจารณาทั้งกลางวันกลางคืน ยิ่งไปถึงขั้นอวิชชาด้วยแล้วเหมือนน้ำซับน้ำซึมไหลรินอยู่ทั้งแล้งทั้งฝน สติปัญญาขั้นละเอียดกับกิเลสประเภทละเอียดตามต้อนกัน พิจารณากัน ต่อสู้กัน จนกระทั่งหมดสิ่งที่จะต่อสู้ หมดข้าศึก หมดสมมุติ หมดศัตรูภายในจิตใจแล้ว สติปัญญาที่หมุนตัวเป็นเกลียวอยู่เหมือนธรรมจักรก็หมดปัญหาไปเอง เพราะสติปัญญาก็เป็นสมมุติฝ่ายแก้ สมุทัยก็เป็นสมมุติฝ่ายผูกมัด เมื่อฝ่ายนั้นซึ่งเป็นฝ่ายกิเลสสิ้นสุดลงไปหรือหมดปัญหาลงไปแล้ว สติปัญญาประเภทมรรคจะไปแก้อะไร ย่อมหมดปัญหาไปเช่นเดียวกัน

หากจะพูดก็ว่าสติในหลักธรรมชาติ ปัญญาในหลักธรรมชาติ หรือว่าปัญญาญาณไปเสีย แต่ก็เป็นสมมุติด้วยกัน ธรรมชาติที่บริสุทธิ์นี้เท่านั้นเป็นวิมุตติ ไม่มีอาการ อันใดที่แสดงอาการออกอันนั้นเป็นสมมุติทั้งมวล อาศัยกันไปเพียงระยะชั่วขันธ์แตกสลายเท่านั้น พอขันธ์แตกสลายไปแล้วอันนี้ก็หมดปัญหา อาการทั้งมวลนี้ก็เป็นไปตามสมมุติทั้งหมด ส่วนวิมุตตินั้นไม่ใช่นักโทษไม่ใช่ผู้ต้องหา จะต้องไปเที่ยวหาตั้งชื่อตั้งนาม ไปหาค้นคว้าว่าไปอยู่ที่ไหน ๆ อะไร ถ้าเป็นผู้ต้องหาก็จะต้องตามจับควบคุมตัวมาลงโทษ นั่นเป็นวิมุตติ

ขอให้เป็นเถอะใครเป็นก็รู้ได้ทุกคนนั่นแหละ สนฺทิฏฺฐิโก พระพุทธเจ้าไม่ได้ผูกขาด มอบให้กับผู้ปฏิบัติทุกคนจะพึงรู้โดยลำพังตนเอง สนฺทิฏฺฐิโก จะเป็นผู้พึงรู้เองเห็นเองด้วยการปฏิบัติตามสติปัญญาของตนเอง ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ท่านผู้รู้ทั้งหลายจะพึงรู้จำเพาะตน มันก็หมดปัญหา

นั่นละหนักมาขนาดไหน ทุกข์มาเพียงไรก็ตาม เมื่อมาถึงจุดนี้แล้วมันลบล้างกันหมดเรื่องความทุกข์ทั้งหลาย ไม่เสียดายความเพียรของตนที่ทำมาหนักเบามากน้อยเพียงไรแทบล้มแทบตาย ไม่ได้เสียดายกำลังความเพียรที่ทำอยู่นั้นด้วยความทุกข์ยากลำบาก เพราะคุณค่าเกินคาดเกินหมาย เป็นธรรมล้นค่า ทำไมเราจะต้องมาถือความทุกข์ความลำบากซึ่งเปรียบเหมือนมูตรเหมือนคูถนี้เป็น อุปสรรค แล้วเราจะเห็นธรรมอันประเสริฐที่เป็นเครื่องลบล้างสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง ต้องคิดอย่างนั้นนักปฏิบัติ

อย่าท้อถอยอ่อนแออันเป็นกลมายาของกิเลสทั้งมวล มีอยู่รอบจิตใจของเรา พากันคิดอ่านไตร่ตรองให้ดีทุกสิ่งทุกอย่าง จะเป็นไปด้วยความราบรื่นดีงาม สมนามว่าเราเป็นผู้มาชำระกิเลส อย่าให้กิเลสมาเหยียบย่ำทำลายหัวใจเรา กิริยามารยาทอาการแสดงออกทุกแง่ทุกมุม อย่าให้เป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวลดังที่เคยเป็นอยู่นี้ ให้เป็นเรื่องของธรรมได้มีโอกาสแสดงออกมาบ้าง ด้วยความพยายามของเรา สมกับนามว่าเป็นนักปฏิบัติ เป็นนักต่อสู้ เป็นนักใคร่ครวญเพื่อความรู้ความฉลาด

วันนี้เทศน์เพียงเท่านี้

พูดท้ายเทศน์

พูดให้สติหมู่เพื่อนให้ข้อคิดอุบายวิธีต่อสู้กับกิเลส ไม่งั้นไม่ทันมันง่าย ๆ นะ ละเอียดสุดทีเดียว แต่เมื่อรู้เรื่องของมันเสียหมดจนปราบมันอยู่หมัด พูดง่าย ๆ นะ แล้วนั้น มันจะแสดงอยู่ที่ไหนมันรู้ที่นี่ ไม่ว่ามันจะแสดงออกมากับคน ออกมากับสัตว์รู้หมด มันมีแต่เรื่องอันเดียวทั้งนั้น พอเรารู้ทันมันแล้วมันก็หมดหนทางทำลายเรา กิเลสนี้ละเอียดเอาจริง ๆ นะ หมดเนื้อหมดตัวนี่ก็มันทั้งนั้นครอบอยู่หมดทุกขุมขน เพราะฉะนั้นจึงแก้มันยากนะ ต้องเอาจริง ๆ ใช้ความพินิจพิจารณา ใช้ความอดความทนพากเพียร เอาให้เต็มที่เต็มฐาน เพราะเราตั้งหน้าตั้งตาจะเอาชนะมันอยู่แล้ว จะให้แพ้มันมันสมควรเหรอกับเราผู้ตั้งใจจะเอาชนะมัน แต่แล้วกลับแพ้มันอย่างหลุดลุ่ย ๆ ฟังแต่ว่าหลุดลุ่ย ๆ นั่นเถอะ ไม่เป็นท่าอะไรเลย

นี่ได้เคยปฏิบัติมา โอ้โห พิจารณาย้อนหลัง แหม บางทีจะร้องห่มร้องไห้และน้ำตาร่วงคิดดูอย่างตอนจิตเสื่อม แหมมันเสียใจเสียจน ถ้าเป็นทางโลกก็เรียกว่าผูกโกรธผูกแค้น พอได้ที่เท่านั้นละแหม ทีนี้กำลังทางความเพียรความเป็นนักต่อสู้ไม่ทราบมาจากไหน ถ้าเราเทียบแบบโลกนะ ฆ่าคนได้เขาฆ่ากันได้เพราะเหตุนี้เอง มันเคียดแค้นอย่างถึงใจ แต่นี้มันเป็นเรื่องของธรรมไม่จัดว่าเป็นกิเลสเสีย เป็นฝ่ายมรรค คือพลังของธรรมขึ้นเต็มที่ต่อสู้กับกิเลส ถ้าเป็นทางโลกนี้ก็เรียกว่าเป็นสมุทัย เป็นความอาฆาตจริง ๆ อันนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เป็นพลังของธรรมไม่ยอมที่จะให้แพ้ได้อีกต่อไป ให้เสื่อมอีกต่อไปได้

ตั้งแต่นั้นมาเหมือนเป็นอาจารย์เอกทีเดียว ไปที่ไหนนี่มันฟิตตัวของมันปั๋ง ๆ ไม่คุ้นกับใครเลยแหละ จ่อหัวมันอยู่นั่นเลย แล้วจิตก็ไม่เสื่อมเพราะกิเลสและธรรมไม่ชอบคนเซ่อนี่ เซ่อตรงไหนมันเข้าตรงนั้นละกิเลส ธรรมท่านก็ไม่ได้สอนให้เซ่อ สอนให้ฉลาด แต่สุดท้ายมันก็มาจมอยู่ในสมาธิจนได้ มันเอาช่องหนึ่งจนได้กิเลส

เวลาสมาธิได้อย่างใจแล้ว ที่นี่ก็เลยติดสมาธิเสียไม่อยากออกพิจารณาทางด้านปัญญา เห็นว่าลำบากลำบน เข้าอยู่ในความรู้แน่วอยู่อันเดียว ไม่กระทบกระเทือนกับอะไรเพราะไม่ออกมาสู้กับอะไรนี่ อยู่เท่าไรก็ได้ ก็ติดตรงนั้นเสีย กิเลสก็ไปกล่อมตรงนั้นอีกแหละ ติดสมาธิไม่เป็นกิเลสจะเป็นอะไร ความหลงความติด ความติดสุขมันก็เป็นสมุทัยเสีย แน่ะ มันเอาจนได้นะ ยังดีพ่อแม่ครูอาจารย์ท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านขนาบออกมันถึงออก ไม่งั้นไม่ยอมออกง่าย ๆ นะ

เวลาออกจากสมาธิเพื่อปัญญา มันก็ออกอย่างแหวกแนวเหมือนกัน นิสัยผมมันผาดโผนรู้เจ้าของ ผาดโผนจริง ๆ เพราะฉะนั้นครูอาจารย์ผู้มาสอนก็ต้องฉลาดจริง ๆ ถึงจะสอนได้ อย่างพ่อแม่ครูอาจารย์ไม่มีทางตำหนิแล้ว เวลามันออกมันก็ออกอย่างผาดโผน ออกแบบไม่ยอมเข้า มีแต่จะออกท่าเดียว ว่ากิเลสตายด้วยปัญญา ก็เลยมีแต่จะเอาปัญญาไม่คำนึงถึงสมาธิเลย แล้วตำหนิสมาธิด้วยซ้ำว่านอนตายอยู่เฉย ๆ แน่ะ มันไม่พอดี เวลาผ่านไปถึงรู้ นั่นเป็นครูหมด

เวลาจะตายจริง ๆ ก็เข้าสมาธิ แต่บังคับเข้านะไม่งั้นไม่ยอมเข้า จะตายจริง ๆ ยังต่อสู้กันอยู่ไม่ถอย เพียงยกมือไปแปะ ๆ มันต่อยไม่ได้หมดกำลัง เอามือไปแปะ ๆ กัน เอาหมัดไปแปะ ๆ กัน มันไม่มีกำลังจะต่อยก็ยังไม่ถอยจิตนี่ นั่นละมันจะตายจริง ๆ ก็หมุนตัวเข้ามาสู่สมาธิ บังคับเข้า สุดท้ายก็เอาพุทโธกำกับนะ ไม่งั้นมันจะผึงออกไปทำงาน ไม่ใช่มันจะไปไหนนะมันจะผึงไปสู่งาน บังคับไว้อย่างขนาดนั้นทีเดียวผมน่ะ นิสัยมันผาดโผน บังคับไว้ ๆ เอาจริงเอาจัง พุทโธให้ถี่ยิบไม่ยอมให้ออก สักเดี๋ยวจิตก็ค่อยสงบเข้ามา ๆ เพราะมันจริงทุกอย่างนี่ เวลาสงบก็จริงไม่ยอมให้ทำงาน จิตจะออกไม่ให้ออกบังคับไว้ โอ๋ย เป็นภาระจริง ๆ เป็นธุระภาระจริง ๆ ใส่เข้าไปมันก็สงบแน่วลง โห เหมือนกับถอดเสี้ยนถอดหนามนะ จิตมีกำลังวังชาเบาโหวงเทียวในตัวนี่ จิตแน่ว พักให้เต็มที่ เรื่องถอนไม่ต้องบอก พอแต่ปล่อยเมื่อไรจะออกผึงเลย ผึงก็ผึงใส่งานนะไม่ใช่ผึงไปไหนแหละ

พอถอนออกมาปั๊บก็ปุ๊บเลย เอ้า ปล่อย มันกระหน่ำกัน ถ้าคมมีดก็เหมือนมีดได้ลับหินเรียบร้อยแล้ว คนก็ได้รับประทานอาหารได้พักผ่อนนอนหลับให้สบายแล้ว งานก็งานชิ้นนั้นมันทนไปได้ยังไง มีดก็มีดเล่มนี้แหละแต่ได้ลับหินแล้ว คนก็คนคนนี้ผู้ทำงานแต่มีกำลังวังชาแล้ว พักผ่อนนอนหลับรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว ฟันลงไป งานชิ้นนี้ไม้ท่อนนี้ขาดสะบั้นไปเลยคราวนี้ แต่เพราะความด่วนนั่นเองละ ความเห็นโทษมาก ความด่วน รีบด่วนจิตจึงไม่อยากจะเข้าสมาธิ

ก็เห็นคุณค่าอยู่แต่มันก็เห็นคุณค่าแห่งการต่อสู้มากยิ่งกว่าสมาธิ จนกระทั่งจิตผ่านของมันไปแล้ว มันฟัดมันเหวี่ยงกันจนผ่านไปแล้วทีนี้ถึงมาเป็นบทเรียนทั้งหมด อุทธัจจะ ท่านว่า ความฟุ้งซ่าน ไม่ใช่ฟุ้งซ่านไปโน่นนะ ความฟุ้งความเพลินในงานที่ตนทำ ที่ตนแก้กิเลสนั้น อุทธัจจะกุกกุจจะ ในนิวรณ์ ๕ กับอุทธัจจะอันนี้ต่างกันคนละโลก มันเหมือนกันได้ยังไง

อุทธัจจะในนิวรณ์ ๕ ก็มีอยู่ในคนทั่ว ๆ ไป แต่อุทธัจจะอันนี้จิตเพลินในการพิจารณา การต่อสู้กับกิเลส เพลินจนลืมพักผ่อนในสมาธิ ท่านเรียกอุทธัจจะ คือจิตไม่รอบตัวก็เป็นสังโยชน์อันหนึ่ง มานะก็หมายถึงจิตดวงผ่องใสนี่แหละ ที่ว่ามานะ ๙ นั่น เอาผ่องใสนี่ยกขึ้นเป็นเขี้ยวเป็นเขาขึ้นมา ท่านถึงได้ว่า สามสามเป็นเก้า ตนต่ำกว่าเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่ายิ่งกว่าเขา ตัวเสมอเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่ายิ่งกว่าเขา ตนยิ่งกว่าเขา สำคัญว่าต่ำกว่าเขา สำคัญว่าเสมอเขา สำคัญว่ายิ่งกว่าเขา เก้าแล้วนั่น เอาอันนี้แหละเป็นเขี้ยวเป็นเขา พออันนี้พังลงไปแล้วเอาอะไรมาเทียบมาเคียง เอาอะไรมาฟัดมาเหวี่ยงกันไม่มี เขี้ยวเขาก็หมดไปแล้ว

เขี้ยวเขาก็เขี้ยวเขาของอวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นั่น พอต่อยเขี้ยวมันหักลงไปแล้ว จะเอาอะไรมาแข่ง อยากสู้กับอะไรอีก อยากสู้ก็ไม่อยากสู้ กล้าก็ไม่กล้า กลัวก็ไม่กลัว ความกล้าความกลัวมันก็เป็นกิเลสทั้งมวล นี่ละที่ว่ามานะ ๙ พอจากอวิชชานี้แล้วถืออะไร มันไม่มีที่ถือนี่ จะไปบอกให้มันถืออะไรอีก ลงในนี้หมดนั่นแหละ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ รูปราคะก็ยินดีใน แต่สำหรับผมการปฏิบัติของผมผมว่ายินดีภาพภายในจิต เพราะเราปรากฏอย่างนั้น เป็นภาพภายในจิต ข้างนอกมันสละมาแล้ว มันเป็นภาพอันหนึ่งอยู่ภายใน มันก็มายินดีในการพิจารณานี้

ความยินดีในการพิจารณานั้นแหละท่านเรียกรูปราคะ ไม่ได้เป็นราคะตัณหาแบบโลก ๆ ทั้งหลายเขาเป็นนะ แต่มันไม่มีศัพท์อะไรที่จะมาใช้ให้เหมาะสมกับนี้ท่านก็ว่าราคะ คือความเพลิน ความพอใจในการพิจารณาอยู่กับอันนั้น พอใจกับอันนั้น แต่มันไปปรากฏเป็นภาพภายใน ภาพภายนอกมันออกหมดแล้ว มันปล่อยทิ้งก็เป็นภาพภายใน พออันนี้ออกหมดแล้วมันก็ว่างนี่

อรูปราคะมันไม่มีรูป ก็ยินดีในความว่างของตัวเองเสีย นี่พูดตามหลักปฏิบัติที่ประจักษ์กับเจ้าของเราพูดได้อย่างนี้ หรือจะว่ายินดีในสุขเวทนาก็ยกให้ แต่มันไม่เด่นเหมือนเป็นความว่างนี้ มันว่าง ๆ หมด มองดูภูเขาทั้งลูก ตามันเห็นพอเป็นเงา ๆ นี่ แต่จิตมันทะลุไปหมด มองดูหินทั้งก้อนนี้ ก้อนใหญ่ ๆ เท่ากุฏินี่มองดูมันพอเป็นเงา ๆ แต่จิตมันว่างหมดแล้ว มองดูร่างกายเจ้าของนี่ก็เหมือนกับเป็นเงา ๆ อย่างว่าอีกเหมือนกัน อันหนึ่งมันทะลุไปหมด

มันว่างถึงขนาดนั้น แต่หารู้ไม่ว่าตัวผู้ที่ไปว่าเขาว่างมันไม่ได้ว่างนี่ เหมือนกับคนที่อยู่บนหัวตอนี่มองไปที่ไหนมันก็ว่างไปหมด แต่หัวตอที่ยืนเหยียบอยู่นั้นมันไม่ดู มันว่างที่ไหนก็หัวตอนั่นน่ะ มันไม่ดูตรงนั้นซิ การพิจารณาทางภาคปฏิบัติสำหรับผมเองเป็นอย่างนั้น ก็ยกให้ตามถนัดมันลางเนื้อชอบลางยา ผมมันมาถนัดเอาความว่าง มันติดอยู่ในความว่าง อรูปราคะยินดีอยู่ในความว่าง เพลินอยู่ในนั้น ฝึกซ้อมกันอยู่นั้นเอากันอยู่นั้น มานะก็ถือจิต อุทธัจจะ ความเพลินในการค้นคว้าการพินิจพิจารณา

อวิชชาก็ถือตัวนี้แหละ พออันนี้หมดแล้วถืออะไร ก็มันถืออยู่ตรงนั้น มันติดอยู่ตรงนั้น ก็ถือตรงนั้นยินดีในนั้น พออันนั้นหมดไปแล้วไม่เห็นไปยินดีกับอะไร ไม่เห็นไปถืออะไรไปติดอะไร ทีนี้พออันนี้หมดไปแล้วมันก็ว่าง ว่างรอบตัวที่นี่ มันไม่ว่างอยู่กับตรงนั้นตรงอวิชชา เหมือนกับว่าเราขึ้นเหยียบอยู่บนหัวตอ อวิชชาเป็นเหมือนหัวตอ มองไปทางไหนว่างหมด แต่หัวตอที่เรากำลังเหยียบอยู่นั่นไม่ได้มองลงไป มันไม่ว่างตรงนั้น พอย้อนมาดูหัวตอที่เราเหยียบ หัวตอก็พังไปด้วยกัน ทีนี้ก็ว่างไปหมด ว่างเป็นขั้น ๆ นี่เราก็เคยเทศน์และพิมพ์ออกเป็นหนังสือแล้ว ออกเป็นกัณฑ์เทศน์แล้วอยู่ในแว่นดวงใจก็มี ความว่างมันว่างรอบตัว จากนั้นแล้วก็ไม่มีอะไรจะพูด

เราพูดถึงเรื่องสมาธิว่า ในขณะที่จิตเป็นสมาธิมันก็ว่าง พอถอนออกจากสมาธิแล้วมันไม่ว่าง ออกจากนั้นมันก็ว่าง ว่างเป็นฐานของจิตดังที่พูดแล้ว ขึ้นไปอยู่บนหัวตอมันก็ว่าง ว่างตามฐานของจิต ถึงจิตจะเข้าสมาธิก็ว่าง ออกมาแล้วความว่างก็มีประจำจิต เรียกว่าเป็นฐานของจิต ว่างประจำฐานของจิตที่ชำระได้ เราก็พูดไปแล้ว จากนั้นก็ว่างในความเป็นจริงของจิต คือว่างทั้งจิตด้วย ไม่ว่าแต่อันนั้นว่างอันนี้ว่าง เจ้าของไม่ว่าง เจ้าของเองก็ว่างมันก็วางไปหมด วางอันนั้นกับวางอันนี้แต่เจ้าของไม่วางเจ้าของมันก็ยังไม่ว่าง พอมาวางเจ้าของเมื่อไรมันก็ว่างเมื่อนั้น เรียกว่าว่างตลอดทั่วถึง

แต่เราเขียนในนั้นเราเพียงแต่ว่าว่างนี้ว่างขั้นสุดท้ายตามกำลังของเรา เราว่าไปอย่างนั้นเสีย ใครจะมีกำลังเหนือนั้นก็เอาไปซีถ้าไปได้ ถึงนั้นแล้วมันก็รู้ด้วยกันทุกคนแต่ไม่จำเป็นจะต้องไปพูด เพราะพูดไว้สำหรับผู้ปฏิบัติให้พิจารณา ไปถึงนั้นมันจะเลยไปไหนอีกเอ้าลองดูซิ

เพราะฉะนั้นพระกรรมฐานหรือผู้ปฏิบัตินี้มีภูมิจิตภูมิใจสูงต่ำขนาดไหน พอมาพูดต่อกันฟังเท่านั้นแหละ มันอ่านหัวใจกันนี่ พิจารณายังไงทุกวันนี้นั่นถาม พิจารณาอย่างนั้น ๆ นั่นบอกแล้วนะนั่น อ่านหัวใจแล้ว เปิดหัวใจให้อ่านแล้ว พิจารณาอย่างนั้น ๆ ทราบแล้ว ทราบทันทีว่าอยู่ในขั้นใดภูมิใด ถ้าสมมุติว่าสิ้นสุดไปแล้ว ก็ต้องพูดเรื่องราวของจิตปั๊บออกมาเท่านั้นไม่ต้องมาก รู้ทันที

สนฺทิฏฺฐิโก ไม่มีปัญหา พระพุทธเจ้าประทานไว้ไม่มีปัญหาจริง ๆ นี่ ที่มีปัญหาก็มีแต่เรื่องของกิเลสทั้งนั้นพาให้เป็นปัญหา ตัวนี้ตัวมืดนี่มันปิดตรงไหนมืดตื้อไปเลย ตัวของมันไม่ได้มืด มันฉลาด แต่เวลามันปิดตาสัตวโลกมันทำให้มืดมิดปิดตา ลืมบุญลืมคุณ ลืมนรกสวรรค์ไปหมด ไม่ให้เห็น ดีกลับเป็นชั่ว พลิกทางสันเป็นคมไปหมดฟันเจ้าของแหลก

ใครจะไปอ่านมันง่าย ๆ กิเลส รู้ขนาดไหนก็รู้เถอะ ถ้าไม่รู้ตามแบบฉบับของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้นี้ไม่มีทางว่างั้นเลย เรากล้าพูดได้เต็มปาก วิชาใดก็ตาม ใครเรียนมาจากไหนก็ตาม ถ้าไม่ใช่วิชาธรรมพระพุทธเจ้า ยังไงกิเลสหนังไม่ถลอก นอกจากจะเป็นเครื่องเสริมกิเลสเข้าไปอีก ถ้าวิชาธรรมเข้าไปจับแล้วกิเลสตัวไหนก็ขยะ ๆ แล้วหมอบ ๆ ดีไม่ดีเรียบ

อ่านหัวใจนี่ซิมันสำคัญมากนะ ดูนอกมันดูง่าย ดูโน่นดูนี่ ดูต้นไม้ ภูเขา ดินฟ้าอากาศเป็นยังไง แต่มาดูหัวใจนี้ดูยาก เพราะกิเลสพาให้ยาก ถ้าเรียนเรื่องของกิเลสจะเรียนยากอะไร เรียนกันง่าย เพราะกิเลสพาให้ง่ายนี่

อย่างนี้ที่ท่านว่าเป็นมหาสติมหาปัญญา เวลาท่านมีอธิกรณ์ พระอรหันต์มีคนฟ้องเหมือนกันนี่ครั้งพุทธกาลมีนี่ พระพุทธเจ้าท่านยกมหาสติขึ้นรับ แต่ก่อนพระพุทธเจ้าเป็นประธานเป็นสักขีพยาน พระองค์รับสั่งอย่างไรแล้วเป็นความจริงนี่ ใครไม่เชื่อพระพุทธเจ้าก็หมด นอกจากเทวทัตเท่านั้น กลายเป็นเทวทัตกี่คนก็ไม่เชื่อเท่านั้นคน ฟ้องพระอรหันต์ถึงขั้นที่สุดก็มีนี่ เป็นปาราชิก โอ๊ย อย่าไปฟ้องเธอ เธอเป็นสติวินัยแล้ว ท่านว่าอย่างนี้นะ ท่านเอามาใช้ตอนนั้นสติวินัย

คือรอบตัวแล้ว เป็นอฐานะ พูดง่าย ๆ พูดอย่างเราให้เต็มเม็ดเต็มหน่วยก็ว่า อันหนึ่งจิตวิมุตติ อันมาฟ้องร้องนี้เป็นสมมุติทั้งมวลมันเข้ากันได้ยังไงกับวิมุตติน่ะ นี่พูดตามหลักความจริง อันนั้นวิมุตติหลุดพ้นแล้วจากสมมุติทั้งมวล เหตุใดสมมุตินี้จะเอื้อมเข้าไปถึง ฟ้องท่านเป็นสังฆาฯ ปาราชิกอะไรได้อีก เพราะไม่ใช่วิสัยนี่ จิตดวงนั้นไม่ใช่วิสัยของสมมุติ การฟ้องร้องนี่จะเอื้อมเข้าไปถึงได้ไง เท่านั้นก็หมดปัญหา

มีพระอรหันต์เท่านั้นท่านจะเป็นสักขีพยานกันได้ เพราะท่านเป็นธรรมด้วยกัน ท่านเห็นด้วยกัน ท่านรู้ด้วยกัน ท่านแน่ด้วยกันในสิ่งเหล่านี้ นอกนั้นก็เป็นไม่ได้ ครั้งพุทธกาลก็มีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เป็นอรหันต์องค์เอกจะว่าไง ใครมาฟ้องพระพุทธเจ้าก็รับสั่งเสีย อย่าง วักกลิ ๆ คนถ่อย ๆ อย่าไปว่าเธอ คือใครก็ไปตำหนิติเตียนท่านองค์นั้น เธอเคยสั่งสมกิริยานี้มาตั้งนานแสนนานแล้วจะไปแก้ได้ยังไงจริตนิสัย ไปว่าเธอทำไม จริตนิสัยของใครของเราก็เป็นสมบัติของใครของเรา จริตนิสัยไม่เป็นโทษเป็นกรรมอะไร พระองค์ว่าอย่างงั้นก็หยุดแล้ว

บางองค์ก็กิริยามารยาทสวยงาม ใครก็ว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะคนก็คาดว่าพระอรหันต์ต้องมีกิริยามารยาทที่สวยงามนิ่มนวลมาก นี่เป็นความคิด แต่ไม่ได้คำนึงถึงนิสัย นิสัยเป็นของดั้งเดิม ความเป็นอรหันต์เป็นความสิ้นจากกิเลส กิเลสไม่ได้อยู่ในกิริยาอันนี้ เพราะสิ่งนี้มันยังไม่ดับ ดับได้เฉพาะพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้น พร้อมทั้งนิสัยและวาสนา นอกนั้นดับไม่ได้

พระสันตกาย พระสงฆ์ทั้งหลายขึ้นไปทูลพระพุทธเจ้าด้วยความชมเชย ว่าแหมเป็นเหมือนท่านเป็นพระอรหันต์ ทูลถามพระพุทธเจ้าตรง ๆ ก็มีว่าเป็นพระอรหันต์แล้วยัง พระสันตกายนี่ ให้ชื่อว่าสันตกาย สันตกายก็แปลว่าผู้มีกายอันสงบนั่นเอง มารยาทเรียบร้อยสวยงาม ก็ตรัสบอกว่า โอ้โห นี่เธอเคยเป็นราชสีห์มาตั้ง ๕๐๐ ชาติ เธอได้เคยเป็นมาอย่างนี้

ยกราชสีห์ขึ้นมา ราชสีห์นั้นเป็นสัตว์ที่มีสติดีมากเหมือนกับเสือ เวลาจะนอนราชสีห์จะต้องกำหนดอวัยวะทุกสัดทุกส่วนไว้เรียบร้อย ตื่นขึ้นมาแล้วเมื่อเห็นอวัยวะส่วนใดเคลื่อนไหวจากที่วางไว้เดิมแล้ว ราชสีห์จะไม่ลุกขึ้นหากิน จะนอนใหม่ตั้งใหม่ จนกระทั่งตื่นขึ้นมาอวัยวะส่วนใดที่วางไว้ เช่น หู หางอย่างนี้เป็นปกติแล้วจึงจะลุกขึ้นหากิน แผดเสียงเอี้ยวกายบิดกายแล้วออกหากิน นี่เธอได้เคยฝึกมารยาทแบบนี้มาเป็นเวลานานแล้วจากกำเนิดราชสีห์

จากนั้นท่านก็เลยยกธรรมะเป็นพุทธพจน์ขึ้นว่า สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ อุปสนฺโตติ จฺจติ ผู้มีกายอันสงบด้วยความประพฤติ ผู้มีวาจาอันสงบ ผู้มีใจอันสงบจากกิเลสทั้งหลาย ผู้มีโลกามิสอันละได้โดยประการทั้งปวงแล้วด้วยจิตที่บริสุทธิ์นั้น นั้นแลปราชญ์ทั้งหลายเรียกว่า อุปสนฺโต เรียกว่าผู้สงบรอบตัว พระสันตกายก็เลยได้บรรลุธรรมในขณะนั้น ถ้าจำไม่ผิดเข้าใจว่าอย่างงั้น พระองค์นั้นก็ได้สำเร็จในขณะนั้น

การสำเร็จของพระอรหันต์แต่ก่อนเราก็ไม่ได้พิจารณาอะไรมากนัก ประการหนึ่งเวลาเรียนมันวุ่นกับการเรียน เวลามาปฏิบัติก็วุ่นกับการต่อสู้กับกิเลส ไม่ค่อยได้คิดอ่านอะไรมากนัก ไม่ค่อยมีโอกาส พอหลังจากนั้นมาก็เอามาพิจารณา ท่านสำเร็จนี้เราเทียบกันได้กับตอนที่เราฟังเทศน์ของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น ฟังคราวนี้จิตเป็นอย่างนี้ ฟังคราวนั้นเป็นอย่างนั้น คือมันค่อยเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มันก็ทำให้เชื่อแน่ว่า องค์ที่ท่านมีอุปนิสัยที่ควรจะรู้เร็วอยู่แล้ว พอฟังคราวนี้ปั๊บท่านเลื่อนระดับเข้าใจนี้ชัด ๆ แล้วในขณะเดียวกันก็เข้าใจนี้ปั๊บ ๆ แล้วตามทัน หากผู้ไม่ทันในคราวนี้ ฟังคราวต่อไปเลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็ไปได้

พระมากต่อมาก คนมากต่อมาก สำเร็จมรรคผลนิพพานมากต่อมากก็เพราะว่ามันมากต่อมากที่ฟังอยู่เรื่อย ๆ ด้วยกัน แล้วค่อยเลื่อนขึ้นไปเรื่อย ๆ นั่นเชื่อที่นี่ เชื่อเอาอย่างไม่สงสัยเลย ใครจะว่าบ้าก็ว่าเถอะ บ้าแบบนี้ว่างั้นเลยนะ ไม่ยอมถอนบ้าแบบนี้ ไม่ยอมแก้ว่างั้นเลย มันมีสักขีพยานอยู่แล้วในขณะที่ฟังเทศน์ท่านอาจารย์มั่น จิตมันเปลี่ยนเรื่อย เปลี่ยนตัวของมันเรื่อย เรากำลังพิจารณาอยู่ในจุดนี้เวลานี้ เอ้า ฟังเทศน์วันนี้ท่านจะว่ายังไง พอเทศน์มาจวนจะถึงจุดนั้น เพราะท่านเทศน์แบบเหินฟ้านี่ แบบเรือบินเหินฟ้า

เทศน์ตั้งแต่สมาธิขึ้นไปเรื่อย ๆ พอดีเรากำลังพิจารณาอยู่จุดนั้น เรากำลังติดอยู่จุดนี้ กำลังต่อสู้กันอยู่จุดนี้ท่านจะว่ายังไง พอมาถึงจุดนี้ท่านก็พุ่งเลย เพราะท่านเข้าใจหมดแล้ว เราก็ได้อุบายปั๊บ พุ่งตาม เอ้าไปได้จุดนี้ก่อน ฟังในวาระต่อไป กำลังพิจารณาอยู่จุดนั้น พอไปถึงจุดนั้นมันก็เป็นอีก ๆ เราถึงเชื่อ อ๋อ ที่ท่านผ่านพ้นไปในครั้งพุทธกาลเพราะเหตุนี้เอง ยิ่งผู้ที่เป็นบัวอยู่บนผิวน้ำอยู่แล้วก็ยิ่งเร็ว ประเภทอุคฆติตัญญู วิปจิตัญญู ก็ยิ่งเร็ว

ตั้งแต่พวกเนยยะ บึกบึนไปหลายครั้งหลายหนก็โผล่ขึ้นมาได้ นอกจากปทปรมะ หูหนวกตาบอดแปดทิศแปดด้าน ไม่สนใจเรื่องอรรถเรื่องธรรมเรื่องเหตุเรื่องผลนรกสวรรค์นิพพานอะไรทั้งสิ้น นอกจากสนใจแต่ความทะเยอทะยานไปตามกิเลสตัณหา ให้มันลากไปจนถลอกปอกเปิก ไม่รู้เนื้อรู้ตัวไม่รู้บุญรู้บาปเท่านั้น พวกนี้พวกปทปรมะ ตกนรกไม่มีวันขึ้นมาได้เลย ในชีวิตนี้มันก็ตกอยู่ในภายในใจ พอตายลงไปแล้วจะไปไหน นิสัยของคนบอกอยู่ในหัวใจนั้นจะไปไหน เรื่องก็บอกอยู่แล้ว

ปลายกระสุนปลายปืนนั้นมันชี้ไปตรงไหน พอปั้งมันก็ต้องไปตรงนั้นจะไปตรงไหน นี่มันบอกอยู่ในตัวของมัน มันเล็งดูตัวของมันเสร็จแล้ว ว่ามันจะไปทิศใต้ทิศเหนือ สูงต่ำขนาดไหนมันบอกอยู่ในจิตหมด พอขาดร่างนี้ปั๊บก็ปุ๊บเลย เหมือนกับเหนี่ยวไกปั้งเดียวก็พุ่งลงนรกเลยไม่สงสัย

การเกิดการตายเป็นสิ่งจำเจของสัตวโลกเพราะอันเดียวนี้ เพราะฉะนั้นการแก้จึงต้องใช้ความพยายามเต็มที่เต็มฐาน เอาเป็นเอาตายเข้าฝากมอบไว้เลย เพราะยังไงก็ถึงวาระเราจะตาย ไม่ได้ทำความเพียรทุกข์ก็จะบีบคั้นเอาจนกระทั่งถึงเราตายเหมือนกันแหละ นี่ทุกข์เพราะความเพียรไม่ถึงขั้นตายนี่วะ นอกจากกิเลสจะตายก่อนเราด้วยซ้ำไป เรายังไม่ตายกิเลสตายเสียก่อน ถ้าลงได้เอากันขนาดนั้นแล้ว เราจะยังไม่ตายกิเลสมันตายก่อน

พระพุทธเจ้าก็เพียงขั้นสลบกิเลสตาย พระสาวกทั้งหลายก็เห็นไหมล่ะประกอบความพากเพียร ที่ท่านยกมาเด่น ๆ ตาแตกไม่ตาย กิเลสตาย เดินจงกรมฝ่าเท้าแตกไม่ตาย กิเลสตาย ฝ่าเท้าแตกนี้ก็ต้องเป็นแบบที่ผมว่านี่ละ นี่มันหยั่งไปโน่นนะ ทำไมอยู่ธรรมดาเดินจงกรมฝ่าเท้าแตก ต้องมีเครื่องพาท่านหมุน เราก็เอาความรู้ขี้หมูราขี้หมาแห้งเรานี่ก็น่าจะเทียบได้ เทียบแบบของเรา ตั้งแต่เราอยู่พื้นแผ่นดินเรายังมองขึ้นไปพระอาทิตย์สูง ๆ ได้ อันนี้ทำไมเราต่ำ ๆ เราจะพูดถึงเรื่องธรรมพระพุทธเจ้าสูง ๆ ไม่ได้ พูดเรื่องธรรมของท่านผู้มีความเพียรกล้าไม่ได้ ท่านกล้าเพราะเหตุไรเราก็ยังมีเงื่อนอันหนึ่ง

เวลาถึงขั้นมันเพลินในความเพียรมันลืมจริง ๆ ลืมเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ลืมหิวลืมกระหายอะไรทั้งนั้น แม้ที่สุดน้ำก็ไม่ได้กิน ก็ไม่เคยสนใจ มีแต่จิตหมุนติ้ว ๆ อยู่ภายใน คิดดูซิเดินจงกรมตั้งแต่ฉันจังหันเสร็จแล้วจนกระทั่งถึงเวลาปัดกวาดนานหรือ ไม่นาน มันรู้เนื้อรู้ตัวเมื่อไรกับเวล่ำเวลาน่ะ นอกจากมันหมุนอยู่กับความเพียรภายในจิตติ้ว ๆ ทีนี้เมื่อหลายวันเข้าไป ๆ ฝ่าเท้าจะไม่แตกได้ยังไง

เราไม่ถึงฝ่าเท้าแตกแต่ออกร้อน โอ้โห เหมือนไฟลนแหละ พอมาถึงที่พักถึงรู้นะ ตอนนั้นไม่รู้ แดดก็ไม่รู้ร้อน มันไม่สนใจกับแดดกับฝนอะไร แต่ไม่ได้เคยตากฝนเดินจงกรม แต่ตากแดดนี่เคยแล้วเรา เอาผ้าอาบน้ำมาพับครึ่งแล้วก็มัดผูกบนศีรษะนี้แล้วก็มาผูกใส่คาง เหลือแต่ตา เดินจงกรมกลางแจ้งทีเดียวบนไร่ร้างสวนร้างเขา เอากันอยู่นั่น ไม่มีร่มเลย ร่มไม่ร่มช่างหัวมัน ฟาดลงนั้นเลย ทำได้นะไม่สนใจกับร้อนกับหนาวอะไรเลย เพราะอันนี้มันรุนแรงภายในใจ

บทเวลาถึงเวลาปัดกวาดออกจากที่มา มาเห็นกาน้ำนี่แหมมันอยากน้ำจนจะเป็นจะตายจริง ๆ นะ ตอนนั้นจิตไม่ได้ออกนี่ โดดใส่กาน้ำรินน้ำฉันนี่สำลักกั้ก ๆ มันจะตาย ผมไม่ลืมนะ ในขณะนั้นจิตไม่ออกเสียอย่างเดียวมันหมดแหละความหิวความกระหาย ทีนี้เรื่องการเดินจงกรมว่าฝ่าเท้าแตกผมไม่สงสัย เพราะเหตุนี้พาให้แตก ท่านก็เร่งของท่านอย่างนั้นถึงขั้นเพลิน ส่วนที่จะบังคับเอานั้นก็มีส่วนแต่น้อยมาก ส่วนเป็นไปตามหลักอัตโนมัติหลักธรรมชาติแห่งความเพียรของท่านในขั้นสติปัญญา อัตโนมัตินี้ผมยอมรับทันทีร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นไปได้ฝ่าเท้าแตกไม่สงสัย เพราะมันบอกอยู่ในตัวแล้วนี่

มันลืมไปหมดเรื่องความหิวความกระหายอะไร หมากพลูบุหรี่อะไรอย่ามายุ่งเลยมันไม่สนใจ อย่าเข้าใจว่ามันจะมาคิดเลยนะ อย่างหมากพลูนี้เหมือนกันผมบางที ๖ เดือน ๗ เดือนก็ไม่แตะ บางทีเกือบปีก็มีเวลาประกอบความเพียรนี่นะ ในพรรษาบางพรรษาไม่เคยแตะสักคำเดียวก็มี ฉันไปอย่างนั้นแหละ อันนี้ก็ทำไปอย่างนั้น จะหยุดเมื่อไรมีปัญหาอะไร นี่เราก็เห็นว่าทางเดินของศรัทธาญาติโยมที่เป็นบุญเป็นกุศลของเขา มาตามกำลังศรัทธาของเขาเราก็ทำไปอย่างนั้น เพราะไม่เห็นมีอะไรเสียหายนี่

การฉันหมากนี่เสียอะไรเราก็คิดแล้ว เราพิจารณาอยู่แล้วไม่เห็นมีอะไรเสียหายทางมารยาทความประพฤติหน้าที่การงาน อะไรไม่เห็นเสียหาย จะพาให้ล่มจมอะไรก็ไม่มี คิดไปหมดไม่ใช่เราไม่คิด เพราะฉะนั้นเวลาไปอังกฤษจึงได้สั่งทันทีเลย พวกลูกศิษย์ลูกหาในดอนเมืองเขาจะส่งหมากพลูบุหรี่ไปให้เป็นกล่อง ๆ เขาว่าไม่เสียเงิน จะส่งให้ถึงที่เลย เจ้าหน้าที่ของเขาทางโน้นมี โอ๊ย อย่าส่ง เขาเอามาเป็นลัง ๆ เอามา ๆ เอามาเดี๋ยวนี้เราจะเปิดฉันเดี๋ยวนี้แล้วเอาไปถวายพระวัดไหน ๆ ก็แล้วแต่นะ จะฉันให้ทุกกล่อง ๆ นั่นแหละ นี่เป็นคำสุดท้าย ห้ามไม่ให้ส่งไปเป็นอันขาด นี่เป็นคำสุดท้าย เพียงเท่านี้หยุดไม่ได้สอนคนให้เป็นประโยชน์อะไร แล้วอย่าส่งไปเป็นอันขาดนะ ส่งไปก็ไม่แตะถ้าลงว่าไม่ฉันแล้วนะ

ใครจะกล้าส่งเมื่อพูดอย่างเด็ดขาดแล้วเราจริงอย่างนั้นด้วย ส่งไปก็ไม่เกิดประโยชน์ไม่แตะเลยจริง ๆ นี่ ถ้าลงว่าหยุด ๆ จริง ๆ พอมาลงดอนเมืองนี้ โอ๋ย พวกนี้พวกเข้านอกออกในเต็มอยู่สนามนั่นแล้ว ก็มีแต่เมียเจ้าเมียนายใหญ่ ๆ โต ๆ เข้านอกออกในได้หมด พอเรือบินมาจอดลานบินเท่านั้นละ อาจารย์อยู่ไหน ๆ ยุ่ง เสียงจอแจ ๆ คนนั้นก็ยกจานหมาก ๆ เหมือนเราหิวเราโหยจะตายมาจากที่ไหน คนนั้นก็ยื่นคนนี้ก็ยื่น จะให้รับของใครก่อนใครหลัง เต็มข้างเรือบิน

เขาคิดว่าเราจะหิวจะโหย เราจะมีอะไร เป็นอย่างงั้น ทำไปอย่างงั้นแหละ สมมุตินิยมอันไหนไม่ขัดข้องไม่เป็นข้าศึกต่อธรรมต่อวินัยเราก็พิจารณาซิ จะให้ฆราวาสเขามาสอนเราทำไม จะว่าเป็นทิฐิมานะเราก็ไม่เห็นมี ห้ามพระสูบบุหรี่ ฉันหมากบ้างอะไร ๆ พูดตำหนิติเตียนพระอย่างนั้นอย่างนี้ ตัวที่มันตำหนิมันละอะไรได้บ้างล่ะ มันไม่อายเจ้าของบ้างเหรอ มาหาเกาที่ไม่คัน ไอ้ตรงที่มันคัน ๆ ทำไมไม่เกาบ้างให้มันหายคัน ถ้าสนใจเกาเจ้าของบ้างมันจะดีนี่นะ พูดขายเจ้าของเปล่า ๆ

พระไม่มีเหตุผล ถ้าพระเป็นผู้มุ่งต่อความเป็นพระของพระพุทธเจ้าจริง ๆ ต้องมีเหตุผลมีหลักเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่จะทำแบบสุ่ม ๆ เดา ๆ ไปนี่วะ เพราะฉะนั้นคนอย่างผมนี้การที่จะมาห้ามปรามก็ดีมาผลักไสไปไหนก็ดี ถ้าไม่ใช่เหตุผลแล้วอย่ามาบอก อย่ามาห้าม อย่ามาฉุดมาลากไว้ ถ้าเหตุผลผมเส้นเดียวไม่ข้าม หยุดทันที และไปทันทีและทำทันทีถ้าเป็นเหตุผล อย่างธรรมดานี่ไม่ได้เรื่องแหละเรา เพราะเราปฏิบัติต่อตัวเราก็ปฏิบัติอย่างนั้น เหตุผลคือความถูกต้องดีงาม รวมกันลงแล้วเป็นธรรม เราเคยปฏิบัติของเราได้ผลมามากน้อยเราเห็นคุณค่าของเหตุผลนี้อยู่แล้ว ของไม่มีเหตุผลเอามาใช้ทำไม เอาละพอ


= จบ =


http://www.dhammada.net/2011/02/03/7245/


ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ประวัติวัดป่าบ้านตาด
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 07 กุมภาพันธ์ 2011 | 10:02:50 PM »


วัดป่าบ้านตาด เริ่มก่อตั้งเมื่อปี เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ ประกาศตั้งขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ให้ชื่อว่า วัดเกษรศีลคุณ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในนาม วัดป่าบ้านตาด



ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางทิศใต้ ประมาณ ๑๖ กิโลเมตรโดยมีศรัทธาญาติโยมชาวบ้านตาดถวาย พื้นที่ในกำแพงล้อมรอบประมาณ ๑๖๓ ไร่ และบริเวณรอบกำแพงที่มีผู้ซื้อที่ถวายอีกหลายแปลง ตลอดทั้งทางวัดซื้อที่เพิ่ม อีกประมาณ ๑๔๐ ไร่ รวมประมาณ ๓๐๐ ไร่ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม อันสงบเรียบง่าย ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์ เป็นสถานที่พึ่งพิงของสัตว์น้อยใหญ่ ในเขตอภัยทานหลากชนิด อาทิ ไก่ป่า กระรอก กระแต กระต่าย เต่า แย้ นก ฯลฯ

เมื่อ ก้าวย่างเข้าสู่บริเวณวัด จะพบศาลาการเปรียญซึ่งเป็นศาลาไม้หลังใหญ่ เดิมทีเป็นศาลาชั้นเดียวยกพื้นเตี้ย แต่ภายหลังถูกยกให้สูงขึ้น ๒ ชั้น เพื่อจะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ด้านบนศาลานั้น ให้เป็นที่ประดิษฐาน ของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นพระประธานของวัด ใช้เป็นที่แสดงธรรมอบรมแก่พระภิกษุสามเณรในวัด ตลอดจนเป็นที่ประชุมทำสังฆกรรมร่วมกัน เช่น สวดพระปาฏิโมกข์ อธิษฐานเข้าพรรษา สวดปวารณา และกรานกฐินเป็นต้น ตู้ด้านขวาขององค์พระประธาน นั้น เป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงตามหาบัว รวมทั้งอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ส่วนด้านล่างศาลานั้นใช้เป็นที่สำหรับฉันภัตตาหารเช้า สถานที่ที่หลวงตามหาบัวใช้ในการแสดงธรรมเทศนาและปฏิสันถารกับศรัทธาฆราวาส ญาติโยม ที่มาจากทุกสารทิศอย่างไม่ขาดสายไม่เว้นแต่ละวัน



สำหรับศาลาใหญ่ด้านนอกกำแพงนั้น สร้างเสร็จเมื่อปลายปี ๒๕๔๔ มีศรัทธาญาติโยมขอสร้างถวาย หลวงตาท่านพิจารณาดูแล้ว เพราะเกี่ยวกับงานช่วยชาติที่จัดหลายๆ ครั้ง เช่น กฐินช่วยชาติเป็นต้น ญาติโยมจากทุกสารทิศไม่มีที่พักอาศัย และที่ร่มบังในเวลามีงานแต่ละวาระ จึงเมตตาให้สร้างเพื่ออาศัยประโยชน์จากจุดนี้

กุฏิของพระภิกษุสามเณรแต่ละรูป เป็นกุฏิเรียบง่าย พอแก่การบังแดด ลม ฝน จะสูงจากพื้นดิน ประมาณ ๑ เมตร เพื่อกันการรบกวนจากสัตว์เลื้อยคลาน ความชื้นจากพื้นดิน ฯลฯ มีขนาดเพียงพอ สำหรับอยู่เพียงองค์เดียว ฝาผนังส่วนใหญ่ใช้จีวรเก่าขึงแทน เพื่อกันลม กันฝน ใช้มุ้งกลดกันยุง ภายในกุฏิจะมีเพียงกลด เสื่อปูนอน ผ้าห่ม เครื่องอัฏฐบริขาร ตะเกียงหรือเทียนไข และของใช้ ที่จำเป็นอื่นๆ ด้านหัวนอนจะมีพระพุทธรูปหรือรูปครูบาอาจารย์ติดไว้ เพื่อกราบไหว้บูชาเป็น กำลังใจในการบำเพ็ญภาวนา ทุกกุฏิจะมีทางเดินจงกรมอย่างน้อย ๑ เส้น ยาวประมาณ ๒๕ ก้าว อยู่ใต้ร่มไม้ดูร่มเย็น ในยามค่ำคืนการเดินจงกรม จะใช้โคมเทียนจุดสว่างพอให้เห็นทาง กุฏิแต่ละหลัง จะมองไม่เห็นกันประหนึ่งว่า อยู่ท่ามกลางป่าเพียง องค์เดียว เพื่อให้สัปปายะสะดวกในการบำเพ็ญ สมณธรรม

กุฏิที่สร้างถาวรมีอยู่รวมประมาณ ๑๐ กว่าหลัง เป็นกุฏิของหลวงตา ภิกษุสูงอายุ กุฏิของญาติโยม ตามปกติญาติโยมทั้งหญิงและชายมักมาขออยู่พัก ปฏิบัติธรรมภาวนา เป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดยเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง ประมาณ ๕๐-๑๐๐ คน จัดแยก เขตกันระหว่างพระภิกษุสามเณร ญาติโยมชายและหญิงอย่างเป็นระเบียบ

สำหรับวัดป่าบ้านตาดนี้ หลวงตาท่านเน้นย้ำถึงเรื่องมหาภัย ๕ ประเภทที่ไม่ให้พระเกี่ยวข้องเด็ดขาด คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ วิดิโอ โทรศัพท์ เพราะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญสมณ ธรรมโดยตรง อีกทั้งไฟฟ้า ก็ไม่ให้ต่อเข้ามาในวัด มีเพียงเครื่องปั่นไฟ เพื่อใช้ในบางกาล ที่ประชาชนมาทำบุญมาก เป็นกรณีพิเศษในวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น

กิจวัตรประจำวันหลักของพระเณรก็คือ การนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม เพื่อฝึกสติปัญญา และชำระกิเลสตัวร้อนรุ่มกระวนกระวายภายในจิตใจให้เหือดแห้งไป พระในวัดนี้จะไม่รับกิจนิมนต์ ไปฉันในที่ต่างๆ เพื่อมีเวลาสำหรับบำเพ็ญเพียรภาวนาเพียงอย่างเดียว

ที่วัดป่าบ้านตาดปัจจุบัน (ปี ๔๔) ในพรรษามีพระเณรจำพรรษา ๔๙ รูป สามเณร ๑ รูป นอกพรรษาจะมีพระภิกษุสามเณรอาคันตุกะ เข้ามาพักศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติเพิ่มขึ้นรวมเป็น ๕๐-๖๐ รูปเป็นประจำ สำหรับในยามเช้าก่อนออก บิณฑบาตทั้งพระและเณรต่างช่วยกันขัดถูปัดกวาดศาลาและบริเวณรอบๆ เสร็จแล้วเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ระยะทางไปกลับประมาณ ๓ กิโลเมตร ขากลับแวะรับบาตรที่หน้าวัดอีกครั้งหนึ่ง และในช่วงประมาณ บ่าย ๓ โมงเย็น ท่านก็จะออกมาทำข้อวัตรปัดกวาด เสนาสนะ ขัดถู กุฏิ ศาลา บริเวณวัด ทำความสะอาด ห้องน้ำห้องส้วม อย่างพร้อมเพรียงกัน

หลวงตาได้ พยายามสอนพระเณรอยู่เสมอ ในเรื่อง ความเรียบง่าย มักน้อยสันโดษ การใช้สอย ปัจจัยสี่ที่ศรัทธาญาติโยมถวายมานั้น ให้เป็นไปด้วยความประหยัด ใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น หลายท่านที่ตั้งใจจะมากราบหลวงตาที่วัด อาจจะแปลกใจหากไม่พบป้ายชื่อวัด แต่นั่นก็อาจจะทำให้หลายคนได้นึกคิดจาก ปริศนาธรรมนี้ว่า หลวงตาท่านทำมีความหมายอย่างไร หลายคนอาจจะตีความหมายไปต่างๆนานา มีบางท่านตีความหมายนี้ ซึ่งดูเหมือนจะเข้าทีที่สุดว่า การเดินทาง ถ้าเดินตามแผนที่ที่บอกเป็นระยะ ว่าเส้นทางจะผ่านจุดที่สำคัญจุดไหนบ้าง เป็นลำดับ จนกระทั่งการเดินทางตามเส้นทางไปถึงจุดหมาย ถึงแม้จุดหมายจะไม่มีชื่อบอกก็ตาม ทุกคนที่เดินทางไปก็จะทราบเองว่า ถึงจุดหมายหรือยัง ชื่อก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป หรือเส้นทางไปสู่วิมุตตินิพพานก็เช่นกัน ปฏิบัติไปตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าวางไว้ เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องถามใครว่าถึงจุดมุ่งหมายหรือไม่ ปริศนาธรรมนี้ อาจทำให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายพอจะทราบว่า หลวงตาท่านสอนอะไร ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้ามาในวัดนี้…



http://www.dhammada.net/2011/02/04/7254/

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
พระจริงพระปลอม พระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๒ ของหลวงตา ที่มีการคัดลอกสู่อินเตอร์เน็ต

จากพระธรรมเทศนาเรื่อง อวิชชารวมตัว ปกปิดจิตแท้ธรรมแท้ ได้ถูกคัดลอกไว้บนอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกของประเทศไทย และของโลก บนเว็บไซต์ ธรรมะ จากพระป่า (เข้ารหัสตัวอักษร TIS-620 หรือ windows-874) ซึ่งเป็นพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกของครูบาอาจารย์สายพระอาจารย์มั่น ภูริฑัตโต ที่ถูกคัดลอกไว้บนอินเตอร์เน็ตด้วย ทาง Dhammada.net ขอเสนอ พระธรรมเทศนากัณฑ์ที่ ๒ ของอาจารย์พระมหาบัว ญาณสมฺปันฺโน (หลวงตามหาบัว) ที่คัดลอกไว้บนอินเตอร์เน็ต


แสดงธรรมโดย อาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน (หลวงตาบัว)

เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2505

พระจริงพระปลอม

พระในครั้งพุทธกาลเป็นพระพุทธเจ้าก็มี พระของพระพุทธเจ้าเป็นพระสาวกอรหันต์ก็มี แต่ต่อมาในสมัยพระของพวกเรานี้จะเป็นพระอะไรก็ยังเรียกตายตัวไม่ได้ ถ้าเป็นพระชอบบอกบัตรบอกเบอร์ก็ต้องเรียกตามชื่อว่า พระบัตรพระเบอร์ พระสะเดาะเคราะห์สะเดาะกรรม พระดูฤกษ์งามยามดี พระลงเลขลงยันต์ พระตะกรุดคาถา เหล่านี้ล้วนแต่พระทั้งนั้น ไม่ทราบว่าพระองค์ไหนเป็นพระของเขาและพระรูปไหนเป็นพระของเรา เพราะพระคละเคล้ากันด้วยพระ ไม่สามารถจะแยกพระออกจากพระได้ ส่วนพระของพระพุทธเจ้าก็ดี พระสาวกของพระพุทธเจ้าก็ดี ท่านปฏิบัติตนของท่านอย่างใดจึงกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมา และกลายเป็นพระสาวกอรหันต์ขึ้นมา พระของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้

มาถึงพระของพวกเรานี้กลายเป็นพระทันสมัย เรียกว่าพระสมัยใหม่ มีทุกอย่างไม่แพ้โลกเขาเลย ตนก็ไว้ใจตนเองไม่ได้ทั้งๆที่ตนก็เป็นนักบวช นุ่งห่มผ้ากาสาวพัตร์ โกนผมโกนคิ้ว ปฏิญาณตนเป็นพระเช่นเดียวกันกับพระสมัยพุทธกาล การงานของพระทุกๆอย่างโดยมากออกจากความรู้สึกและความชอบใจ ส่วนจะเป็นเป็นไปตามแถวแนวแห่งหลักธรรมนั้นยังเป็นปัญหาที่ตีไม่แตก เพราะเหตุนั้น พระในสมัยพุทธกาลกับพระสมัยปัจจุบันจึงต่างกันในปฏิปทาเครื่องดำเนิน แม้จะอยู่ในวงศ์นักบวชและพระโอวาทของพระพุทธเจ้าอันเดียวกันก็ตาม แต่โอวาทสำคัญคือโอวาทของกิเลสตัณหาอาสวะมันครอบอยู่ที่หัวใจของเราทุกๆท่าน เมื่อเรามีความใคร่ใผ่ใจต่อโอวาทอันจอมปลอมซึ่งฝังอยู่กับใจของเราแล้ว ความเคลื่อนไหวทางกาย วาจา ใจ ทุกๆอาการ จะต้องกลายเป็นของปลอมจากพระโอวาทของพระพุทธเจ้าไปหมด ไม่มีอันใดจะปรากฎเป็นความจริงขึ้นมาทางกาย วาจา ใจของพวกเรา ผลอันจะพึงได้รับต้องเดินตามรอยแห่งเหตุที่ตนได้ดำเนินไปแล้ว การดำเนินเหตุของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระสาวกก็ดี จนได้มาเป็นสรณะของพวกเราทุกวันนี้ กับพวกเราทั้งหลายที่ได้เปล่งวาจาเป็นพระของพระพุทธเจ้า เป็นพระศากยบุตร จะเหมือนกันหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับพระโอวาทของพระพุทธเจ้ามาปกครองจิตใจของเรา และโอวาทอันจอมปลอมซึ่งฝังอยู่ในหัวใจของเราทั้งวันทั้งคืนนั้น นี่ขอให้เราทั้งหลายพิจารณา ถ้าเราเห้นว่าพระพุทธเจ้าประเสริฐกว่าเทวทัตที่ฝังอยู่ในหัวใจของเราแล้ว เราก็จะกลายเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าขึ้นมาด้วยความบริสุทธิ์เป็นขั้นๆขึ้น ไป จนถึงความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงคือ สาวกอรหันต์

การที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานนานหรือไม่นาน จะไม่เป็นปัญหาอันใดกับท่านผู้บำเพ็ญตนอยู่กับธรรมของท่าน จะปรากฎผลขึ้นมาตามลำดับแห่งเหตุเสมอไปเหตุที่เราบำเพ็ญตนอยู่กับธรรมของ ท่านจะปรากฎผลขึ้นมาตามลำดับแห่งเหตุเสมอไป เหตุที่เราบำเพ็ญถูกต้องแล้วกับผลอันชอบธรรมซึ่งผู้ปฏิบัติจะควรได้รับ จะไม่ขึ้นอยู่กับพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่หรือนิพพานไปแล้ว แต่ขึ้นอยู่กับหลักสวาขาตธรรมและนิยยานิกธรรมโดยถ่ายเดียว เราทุกท่านจงตัดสินใจว่าจะน้อมตนไปสู่โอวาทใด โอวาทอันสำคัญที่พร่ำสอนตนอยู่ตลอดเวลา คือโอวาทที่เกิดจากวัฏฏะเป็นครูสอน ใครจะสอนหรือไม่ก็ตาม ธรรมชาตินี้เป็นครูสอนโดยลำพังตนเอง เพราะความชำนาญและเชี่ยวชาญในทางสายนี้มานาน จนไม่สามารถจะนับอ่านได้ว่ากี่กัปกี่กัลป การเกิดๆตายๆซึ่งมีประจำอยู่ในสัตว์และสังขารทั่วๆไป ไม่มีใครจะสามารถคัดค้านกันได้ว่ามีมากน้อยต่างกันเท่าไร ไม่เหมือนกับสมบัติภายนอกซึ่งมองเห็นด้วยตาเนื้อว่า คนนั้นมีมาก คนนี้มีน้อย พอจะมาเทียบเคียงหรือวัดเหวี่ยงกันได้

ถ้าเราเป็นผู้มุ่งหวังความเป็นสาวกที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าแล้ว จงเป็นผู้หนักในพระโอวาท ซึ่งเป็นธรรมที่บริสุทธิ์หลุดจากพระโอษฐ์ของพระองค์ออกมาเป็นธรรมทั้งแท่ง แล้วน้อมมาปฏิบัติดัดกาย วาจา ใจของตนให้เป็นไปตาม อย่างนี้จึงจะเป็นไปได้ในแถวแห่งธรรมที่พระองค์และสาวกได้ผ่านไปแล้ว ถ้าเรายังจะเห็นเรื่องความเห็นของเรา ซึ่งเป็นตัวหลอกลวงอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นของดีด้วยแล้ว แม้เราจะเปล่งวาจาว่าเป็นศิษย์ของพระตถาคตก็สักแต่คำพูดเท่านั้น ไม่ปรากฎผลอันใดให้เป็นความสมหวังตามคำกล่าวอ้างนั่นเลย

ยิ่งสมัยทุกวันนี้ ไปและอยู่ที่ไหนๆเต็มไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่เป็นภัย ผู้หนักในธรรมปลีกตนลำบากเนื่องจากภาวะต่างๆเป็นเครื่องบังคับไปในตัว แทบจะกล่าวได้ว่า “ตกภาวะคับขัน” แต่ตามธรรมดาสิ่งแวดล้อมเป็นของเคยมี ต่างกันที่มีมากมีน้อยและน่าสะดุดตาสะดุดใจต่างกันมากน้อยเท่านั้น ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งเหล่านั้นเป็นไปอยู่ตลอดเวลา ถ้าเราจะเห็นสิ่งแวดล้อมซึ่งเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นของแปลก และอัศจรรย์แล้ว จิตใจจะมีความคึกคะนอง ความรักใคร่สนใจฝักใฝ่ต่อสิ่งเหล่านั้น แล้วยึดถือมาเป็นอารมณ์เครื่องกดขี่จิตใจให้เพิ่มความกังวลมากขึ้น หนักเข้าไม่เป็นอันหลับนอน และยิ่งตัดทอนการศึกษาปฏิบัติธรรมให้น้อยลงจนไม่มีความฝักใฝ่ในธรรมเหลือ อยู่เลย จนลืมพระโอวาทของพระพุทธเจ้าและกลับเห็นโอวาททั้งหมดกลายเป็นข้าศึกต่อตนเอง กลายเป็นข้าศึกต่อส่วนรวม และกลายเป็นข้าศึกต่อโลกทั่วดินแดน แท้ที่จริงโอวาทของพระพุทธเจ้าไม่เคยเป็นข้าศึกต่อผู้ใด แต่กลับเป็นพระโอวาทที่ระงับดับไฟ คือความรุ่มร้อนภายในใจของสัตว์ให้ระงับดับไป ตามกำลังความสามารถของผู้ปฏิบัติตามพระโอวาทด้วยความสนใจ ต้องระงับดับได้ซึ่งกองเพลิงอันเผาผลาญอยู่ภายในใจอย่างแน่นอน

สิ่งของบางอย่างเป็นคุณสำหรับโลก แต่กลับเป็นภัยสำหรับนักบวช ฉะนั้นขอให้คำนึงถึงตัวของเรากับสิ่งที่กล่าวมา และพึงคำนึงเสมอว่าพระมีความหมายแค่ไหน คำว่าพระ แปลว่า ประเสริฐ ถ้าเป็นเรื่องของคนก็แปลว่า คนประเสริฐ ถ้าแยกออกไปสู่การงานก็แปลว่า การงานประเสริฐ ที่จะเป็นไปเพื่อความประเสริฐหรือให้ถึงแดนแห่งความประเสริฐ เราต้องพิจารณาเสมอ

พระของพระพุทธเจ้าเป็นพระมาโดยลำดับ ด้วยปฏิปทาที่ดำเนินตามสวากขาตธรรมซึ่งตรัสไว้ชอบแล้ว การดำเนินทุกๆอาการที่เคลื่อนไหวของศิษย์พระตถาคตในครั้งนั้น ปรากฎว่าดำเนินไปโดยชอบ สมกับคำว่าสวากขาตธรรมที่ประทานไว้ ผลที่ได้รับจึงปรากฎแต่ต้นว่า ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นโสดา ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระสกิทาคา ท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอนาคา และท่านองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์อยู่ในที่นั้นๆ นี่คือผลที่สืบเนื่องมาจากสวากขาตธรรมกลายเป็นนิยยานิกธรรมต่อตนเอง คือยังผู้ปฏิบัติให้ถึงความพ้นทุกข์ได้ด้วยเหตุนี้ ก็ธรรมที่ประทานไว้สาวกทั้งหลายดำเนินตามปรากฎผลอย่างนี้ มาสมัยทุกวันนี้เป็นพระของใคร

เราทุกท่านก่อนบวชต่างก็เปล่งวาจาถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ด้วยกันทั้งนั้น คำว่า พุทธํ ธมมํ สรณํ คจฉามิ แม้แต่สามเณร เถร ชี ก็ไม่เคยละเว้น แต่เหตุใดเราจึงกลายเป็นเหมือนพระอิฐพระปูนซึ่งไม่มีความสำคัญในมรรคผล นิพพานไปเสียหมด โดยกลายเป็นพระหนังสือพิมพ์ กลายเป็นพระวิทยุ กลายเป็นพระโทรทัศน์ กลายเป็นพระบัตรพระเบอร์ พระสะเดาะเคราะห์สะเดาะกรรม ล้างบาปล้างเวร ไปเสียอย่างนั้น พระที่กล่าวมานี้เป็นพระของพระพุทธเจ้าหรือเป็นพระของใคร ถ้าปลอมด้วยความประพฤติ ปลอมด้วยความรู้ความเห็นและความเข้าใจไม่ถูกหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว จะจัดว่าเราเป็นพระที่ชอบธรรมหรือไม่ และผลที่พึงได้รับจะชอบธรรมหรือไม่อีกเหมือนกัน สมัยทุกวันนี้เราเป็นพระอย่างนี้กันเสียมาก

ขอให้เราทั้งหลายสำนึกตัวเสมอว่า เราเป็นพระของพระพุทธเจ้าผู้มีพระนามกระเดื่องเลื่องลือทั่วทั้งไตรภพ ด้วยพระเกียรติและข้อปฏิบัติพร้อมทั้งพระวิสุทธิคุณ ควรที่พวกเราจะเทิดทูนพระองค์ท่านด้วยความประพฤติดีและข้อปฏิบัติชอบ สิ่งเหล่านี้โลกเขามีหรือนำไปใช้ไม่มีโทษและกลับเป็นประโยชน์สำหรับโลก แต่ทางพระเมื่อนำสิ่งเหล่านี้มาประกอบหรือสนใจใช้สอยแบบโลกเขา ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมเสียเป็นไปเพื่อความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม เป็นไปเพื่อความกังวล เป็นไปเพื่ออารมณ์ของโลกและเผาลนจิตใจไม่มีวันสร่าง ยิ่งกว่านักดื่มสุราเสียอีก ศีลก็ดี สมาธิก็ดี ปัญญาก็ดี จะขาดจากความสนใจต่อการรักษา และกลายเป็นความมั่นคงและฉลาดไปในทางเสื่อมเสียโดยไม่รู้สึกตัว

ยกตัวอย่างเช่น วิทยุ ได้ฟังแล้วต้องติดใจ ยิ่งโทรทัศน์ ทั้งได้เห็นทั้งได้ยินด้วยจะต้องเพิ่มกิเลสขึ้นในขณะได้เห็นได้ยินโดยไม่ ต้องสงสัย สิ่งเหล่านี้โลกเขาดูเขาฟังไม่มีความเสียหายเพราะเขาเป็นโลก มิใช่เป็นพระเป็นนักบวช แต่เรื่องของธรรมที่เกี่ยวกับนักบวชแล้ว ต้องมีความเสื่อมเสียทางด้านจิตใจลงเป็นลำดับ ก่อนที่เขาจะปิดสถานีทุกๆแห่ง เขาต้องประกาศรายการว่าเวลาเท่านั้นประกาศเรื่องนั้น เวลาเท่านั้นจะออกเรื่องนั้น อย่างนี้ทุกๆวันไป เราผู้คอยเงี่ยหูฟังและดูด้วยความสนใจใคร่ต่อรายการนั้นๆ ยิ่งกว่าพระโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้า จะต้องฝังลงที่จิตใจแบบถอนไม่ขึ้น หรือแบบไม่ยอมถอยเอาเลย พอจวนถึงเวลาเขาประกาศและออกตามรายการเท่านั้น แม้จะมีธุระจำเป็นในหน้าที่ของสมณะ เช่น ถึงเวลาทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น ศึกษาเล่าเรียนท่องจำ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอบรมจิตใจ และฟังโอวาทจากครูอาจารย์ ต่างก็ปล่อยวางเสียสิ้นไม่มีอันใดเหลือ กลายเป็นเรื่องของรายการต่างๆทำหน้าที่แทนเป็นประจำไปเสียหมด เพราะฉะนั้น จิตจึงกลายเป็นโลกโดยตลอด แม้อาการของ กาย วาจา ใจ ทุกส่วนก็เคลื่อนไหวไปตามเรื่องเหล่านั้นเสียสิ้น แล้วเราจะหาพระ ความประเสริฐ ความสงบเยือกเย็นใจจากธรรมของพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหน เมื่อเรื่องเป็นอย่างนี้แล้วเราจะหามรรคผลนิพพานที่ไหนมา เพราะมรรคผลนิพพานไม่เกิดจากสิ่งเหล่านั้น

การบวชหรือการปฏิบัติธรรมมุ่งเพื่อจะแก้สิ่งกังวลและมัวหมองจากจิตใจของตนให้ ได้รับความสงบเยือกเย็น เพราะเหตุแห่งธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องอบรมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องวิทยุ โทรทัศน์และหนังสือพิมพ์หนังสือเพลิน จะสามารถทำจิตใจของนักบวชให้ได้รับความสงบเยือกเย็น และกลายเป็นผู้มีความเฉลียวฉลาดสามารถสั่งสอนประชาชนให้มีศีลธรรมอย่างถึง จิตถึงใจ ได้ความเชื่อความเลื่อมใสฉลาดและเคารพพระศาสนา มาจากสิ่งเหล่านี้ไม่มีเลย นอกจากจะเป็นที่ดูถูกเหยีดหยามของประชาชนพุทธบริษัท และคนต่างชาติถือศาสนาอื่นเท่านั้น

ฉะนั้น เราทุกท่านผู้เป็นนักบวชและนักปฏิบัติ จงเทิดทูนตนเองและพระศาสนาด้วยข้อปฏิบัติอันถูกต้องตามหลักธรรม จะเป็นความเจริญแก่ตนและชาติบ้านเมือง ถ้าไม่เช่นนั้นก็จะกลายไปว่า พระกับฆราวาสไม่เห็นมีอะไรผิดแปลกกัน เพราะลำพังผ้าเหลืองอยู่ในร้านค้าต่างๆมีถมเถไป เพียงผ้าเหลืองเท่านั้นเป็นสิ่งอำนวยประโยชน์ได้แล้ว ร้านค้าไตรจีวรมีทั่วไปจะเอาสักเท่าใดก็ได้ เขาไม่จำเป็นจะต้องเข้ามาในวัด การที่เขาเข้ามาในวัดเนื่องจากเขามีความเชื่อความเลื่อมใสในพระสงฆ์องค์ นั้นๆในวัดนั้นๆ เขาไม่มีความเชื่อความเลื่อมใสและก้าวหน้าเข้ามาในวัดเพราะพระมีวิทยุ เพราะพระมีโทรทัศน์ และเพราะพระมีหนังสือพิมพ์หนังสือเพลิน และเพราะพระมีโรงลิเกละคร โรงระบำที่เต้นรำต่างๆ และโรงหมัดโรงมวยอยู่บนกุฏิคืออยู่ในโทรทัศน์ มีเครื่องประกาศโฆษณาอยู่ในกุฏิคือวิทยุ และมีข่าวอยู่บนกุฏิคือหนังสือพิมพ์ สิ่งเหล่านี้มีถมไปในร้านค้า เอาเงินใส่รถยนต์ไปซื้อ บรรทุกรถไฟไปก็ไม่หมด ไม่เป็นสิ่งที่จะให้ประชาชนเป็นที่เคารพเลื่อมใสได้จากกิจกรรมของพระที่ทำไป โดยวิธีนี้ และจะให้เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระพุทธเจ้าได้ที่ตรงไหน

เมื่อเราปฏิญาณตนว่าเป็นศิษย์พระตถาคต แต่ทำกาย วาจา ใจของตนให้ล้มละลายไปตามกระแสแห่งโลกอย่างเต็มที่เช่นนี้แล้ว จะให้เขากราบสนิทได้อย่างไร วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โรงลิเก ระบำ โรงหมัดโรงมวยและการละเล่นต่างๆ ฆราวาสเขามีไม่อด ไม่จำเป็นที่เขาจะพยายามแบกร่างเข้ามาสู่วัด โดยสละเวล่ำเวลาและกิจการต่างๆ ทั้งเงินทองของมีค่าทุกสิ่งทุกอย่างเข้ามาในวัด การที่เขาเข้ามาในวัดก็เพื่อจะกราบไหว้พระซึ่งเป็นเพศที่เย็น และความประพฤติปฏิบัติเป็นที่จับจิตจับใจเป็นที่เคารพเลื่อมใส เป็นที่ไว้วางใจ เป็นที่ดับทุกข์ดับร้อนสำหรับผู้มีความทุกข์ร้อนภายในให้จืดจางหายไปได้ เพราะอำนาจแห่งเพศของพระ ข้อปฏิบัติของพระ และโอวาทของพระที่กล่าวออกด้วยหลักธรรมอันเยือกเย็นซึ่งเกิดจากข้อปฏิบัติ ของพระจริงๆ ขอให้ทุกท่านจงตะหนักใจในเรื่องที่กล่าวมา

เวลานี้ศาสนากำลังจะล้มเหลวในตัวของเราเอง ส่วนในคัมภีร์ที่ท่านจารึกหรือพิมพ์เก็บรักษาไว้ในตู้หรือที่ต่างๆยังมีอยู่ อย่างสมบูรณ์ ไม่บกพร่องหรือสูญหายไปแม้แต่น้อย แต่มันบกพร่องสำหรับผู้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักของพระธรรมวินัย แม้ตนเองก็ไว้ใจตนเองยังไม่ได้ แล้วจะให้คนอื่นมาไว้ใจตนได้ที่ไหน โลกร้อนวิ่งเข้ามาพึ่งเรา เราก็กลายเป็นเพลิงทั้งกองไปเสีย จึงไม่ทราบว่าใครจะเป็นที่พึ่งพิงของใครได้

พระพุทธเจ้าปรากฏว่าเป็นที่พึ่งของโลก และพระสงฆ์สาวกปรากฎว่าเป็นสรณะของโลก เป็นที่ร่มเย็นของโลก แม้โลกเขายังละกิเลสไม่ได้ก็ตาม ขณะที่เขาเข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้าและมากราบไหว้พระสงฆ์ เขายังได้รับความแช่มชื่นเบิกบานจิตใจโดยมีความรู้สึกว่าได้เข้าเฝ้าพระ พุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ ทั้งส่วนพระกาย พระวาจาและส่วนแห่งพระทัย และได้เข้ากราบไหว้พระสงฆ์สาวกผู้มีศีลบริสุทธิ์ ทรงไว้ซึ่ง ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ แม้เขาจะไม่ได้สมบัติอันล้นค่าอย่างพระพุทธเจ้าแลสาวกได้ก็ตาม เพียงเขาก้าวเข้ามาพึ่งพิงร่มเงาของพระเท่านั้นก็ได้รบความร่มเย็นเป็น สุขอบอุ่นใจไปนาน

แต่เมื่อเขาก้าวเข้ามาสู่วัดของพวกเราแล้วเห็นแต่วิทยุ เห็นแต่โทรทัศน์ และเห็นแต่หนังสือพิมพ์หนังสือเพลินเกลื่อนอยู่ในวัด ในกุฏิพระ พูดออกคำใดเป็นการบ้าน การเมือง พูดเป็นโลกเป็นสงสารไปหมด กิริยาที่ทำทั้งหมดเป็นอาการของฆราวาสจิตที่คิดออกมาทุกๆอาการที่เคลื่อนไหว ล้วนแต่เป็นการบ้านและการเมืองทั้งนั้น ไม่มีมารยาทอันสงบพอเป็นเครื่องหมายแห่งสมณะเหลืออยู่บ้างเลย แล้วจะให้โลกไว้ใจและกราบไหว้ใครลงได้อย่างสนิทใจ และจะให้เขาฝากจิตฝากใจฝากเป็นฝากตายไว้กับใคร เมื่อนักบวชผู้รักษาศาสนาอันเป็นบ่อแห่งความร่มเย็น ได้กลายเป็นกองเพลิงไปหมดทั่วทุกหนทุกแห่งอย่างนี้ แล้วเราจะหาว่าโลกไม่ดีมันไม่ได้ โลกเขาดีเพราะยังรู้จักแสวงหาที่พึ่ง ไม่เหมือนพระเราซึ่งกำลังเห่อกันทำลายที่พึ่งของตน คือข้อปฏิบัติได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา มรรคผลนิพพาน

โลกเคยเป็นโลกมาแต่กัปป์ไหนกัลป์ใด แม้พระพุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นในโลกและอาศัยในโลกเป็นอยู่ตลอดวันพระองค์ ปรินิพพาน ไม่เคยได้ยินว่าพระองค์อดอยากขาดแคลนเพราะโลกเขาไม่สนใจ พระสงฆ์สาวก็เช่นเดียวกัน ต่างก็มีความเป็นอยู่โดยสมบูรณ์ บริบูรณ์ ชีวิตจิตใจเป็นอยู่ด้วยอาหารปัจจัยซึ่งออกมาจากโลก คือญาติโยมทั้งนั้นเป็นผู้อุปถัมภ์ดูแล ด้วยความสนอกสนใจใคร่ต่อบุญกุศลจริงๆ พระพุทธเจ้าและสาวกท่านเป็น ปุญญกเขต คือเนื้อนาบุญของท่านด้วย เป็นเนื้อนาบุญของโลกให้ได้รับความร่มเย็นอย่างท่านด้วย

ส่วนพวกเราจะเป็นเนื้อนาอะไร และจะทำความร่มเย็นให้โลกอาศัยได้แค่ไหน เมื่อตนก็กำลังร้อนเพราะการแสวงหาไฟมาเผาตนเองอยู่ตลอดเวลา นี่แลเรื่องพระศาสนาล่มจมในนักบวชของพวกเราผู้ไม่สนใจในข้อปฏิบัติ เมื่อโลกเขาจะว่ากล่าวตักเตือนก็ลำบาก เพราะเห็นแก่ผ้าเหลืองอันเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระเกียรติอันสูงสุด เป็นแต่มองดูพระด้วยความสลดสังเวชใจในลูกศิษย์ของพระตถาคต เมื่อเลยตามเลยทำไปๆ จนเคยชินติดสันดานถึงขั้นไร้ความสำนึกแล้ว เลยกลายเป็นผู้หมดยางอายต่อการตำหนิติเตียนไปเสียสิ้น ใจจึงกลายเป็นโลกไปเสียทั้งดวงในร่มผ้าแห่งการสาวพัสตร์

ที่ถูกเราควรจะคิดถึงใจของเรา เพียงเราจะก้าวเข้าสู่วัดหาครูอาจารย์องค์นั้นๆ ในวัดใดก็ตาม ก่อนจะก้าวเข้าไป เราต้องคิดจนเต็มใจเหมือนกันว่าควรจะก้าวเข้าไปหาอาจารย์องค์ไหน อยู่วัดอะไร เมื่อก้าวเข้าไปหาท่านแล้ว อาจารย์องค์นั้นๆเป็นอย่างไร พอจะให้ความร่มเย็นและอุบายต่างๆ เป็นกำลังใจให้ได้รับความเชื่อความเลื่อมใสมากน้อยเพียงไรหรือไม่ เราต้องคำนึงเหตุผลดี-ชั่วด้วยกันทุกคน คิดอ่านไตร่ตรองดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนแน่วแน่ในใจแล้วจึงตัดสินใจเข้าไปหาอาจารย์องค์นั้นๆนี่เพียงเราเองก็ยัง คิดอย่างนี้

โลกย่อมมีความรู้สึกคือหัวใจอันเดียวกัน ร้อน ใครก็ต้องทราบ เมื่อเป็นเช่นนี้สถานที่เย็นและบุคคลเย็นจะไม่ทราบอย่างไร และในขณะเดียวกันสถานที่ร้อนและบุคคลร้อนเขาก็ต้องทราบเช่นเดียวกัน หัวใจของเราร้อนเรายังทราบได้ หัวใจของประชาชนต้องทราบในความรู้สึกของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น และพยายามเสาะแสวงหาสิ่งที่จะเป็นคุณแก่ตนเอง แต่ความสุขที่เกิดจากโภคทรัพย์ส่วนนั้นเขาแสวงหาของเขาเองโดยไม่มาเกี่ยว ข้องกับพระ แต่การปกครองจิตใจ ปกครองบ้านเรือนครอบครัวสถานที่การงานและวงสังคมนั้นๆ ต้องอาศัยธรรมเป็นเครื่องปกครอง ยิ่งเป็นผู้มุ่งความสุขทางด้านจิตใจโดยเฉพาะด้วยแล้ว ก็ยิ่งเห็นวัดและพระสงฆ์เป็นของสำคัญและจำเป็นยิ่งกว่าสิ่งเหล่านั้น แล้วใครจะสามารถให้ความร่มเย็นแก่ตัวเอง และแก่โลกซึ่งเป็นอันดับที่สอง นอกจากทำตัวให้มีความร่มเย็นภายในใจแล้วให้ความร่มเย็นแก่คนอื่นได้ เพราะพระพุทธเจ้าพระองค์ทำความร่มเย็นในพระทัยก่อน แล้วจึงทำความร่มเย็นแก่โลกด้วยพระเมตตาตลอดวันเสด็จปรินิพพาน สาวกทั้งหลายก็ทำหน้าที่ให้ความร่มเย็นแก่โลกโดยถ่ายทอดกันมาเป็นลำดับ นับแต่วันสำเร็จมรรคผลตรัสรู้ธรรมจากพระพุทธเจ้าด้วยข้อปฏิบัติของตน

ส่วนพวกเราจะให้ความร่มเย็นแก่ใจตนเองด้วยอะไร นอกจากหลักธรรมที่กล่าวมานี้เท่านั้น จะไม่มีอะไรเป็นเครื่องร่มเย็นสำหรับหัวใจของพระเรา และไม่มีอะไรจะให้ความร่มเย็นแก่โลกนอกจากธรรม คือความร่มเย็นที่มีอยู่ภายในใจอันเกิดจากข้อปฏิบัติของเรา แล้วถ่ายทอดแก่ท่านผู้ประสงค์ความร่มเย็นมาอาศัยพึ่งพิงกับพระ จะเป็นกาลเป็นคราวหรือชั่วระยะหนึ่งก็ตาม จะให้นอกไปจากพระโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้านี้ไม่มี

คำว่า มัชฌิมา มีความหมายแค่ไหน ธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นธรรมที่ตายตัวอยู่เสมอ ไม่มีการยักย้ายผันแปรไปจากมัชฌิมาถึงความเป็นอื่นแม้แต่บทเดียวบาทเดียว คาถาเดียว ในบรรดาพระโอวาทที่ประทานไว้แล้ว เหตุใดผลจึงไม่ปรากฎเป็นที่พึงพอใจสำหรับพวกเราเหมือนครั้งพุทธกาลเล่า หรือจะอวดฉลาดหาว่าพระศาสนาเรียวแหลม อะไรเรียวแหลมบ้าง ถ้าจะพูดถึงเรื่องอริยสัจธรรมทั้งสี่มีอยู่ในภายในใจของพวกเราหรือไม่ หรือมีอะไรบกพร่องไปบ้าง พระพุทธเจ้าสอนให้กำหนดรู้ทุกข์ พิจารณาเรื่องทุกข์ จะเป็นหินลับปัญญาให้คมกล้าสามารถตัดกิเลสตัวลุ่มหลงอันสืบเนื่องมา จากอวิชชาเสียได้ ด้วยอำนาจของมรรคคือปัญญา จะปรากฎเป็นนิโรธขึ้นมาที่ใจดวงนี้

นี่ธรรมที่กล่าวนี้ก็มีอยู่ในกายในจิตนี้ทั้งนั้น ถ้าเราสนใจตามหลักธรรมของพระพุทธเจ้าแล้ว ผลเป็นเครื่องตอบแทนจากข้อปฏิบัติชอบ ใครจะมาบังคับหรือกีดกันไม่ได้ เพราะคำว่ามัชฌิมานั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครๆ เป็นศูนย์กลางแห่งธรรมอยู่เสมอ ศูนย์กลางทั้งข้อปฏิบัติและศูนย์กลางทั้งผลจะพึงได้รับ ไม่เข้าใครออกใครทั้งนั้น เมื่อเราปฏิบัติให้ถูกต้องตามสวากขตธรรมที่พระองค์ประทานไว้แล้วอย่างตายตัว ฉะนั้น ขอให้ทุกท่านจงอย่าประมาทนิ่งนอนใจ จะเสียวันเสียเวลาและชีวิตจิตใจไปวันละเล็กละน้อย ตายแล้วได้ประโยชน์อะไร ประโยชน์จะได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่เท่านั้น ตายแล้วหมดราคา แม้อวัยวะยังมีอยู่ยังไม่สลายจากกันก็ตาม พอความรู้สึกออกจากร่างแล้วเขาเรียกว่าคนตายกันทั้งนั้น และจะทำประโยชน์อะไรได้เล่าเพราะ ศีล สมาธิ ปัญญา พระนิพพาน ไม่เคยปรากฎมีในคนตาย ตลอดปฏิปทาทุกข้อพระองค์ไม่ได้ทรงประทานให้แก่คนตาย แต่ประทานให้ไว้สำหรับคนเป็นที่มีความรู้สึกดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์อยู่เท่านั้น

วันนี้ได้อธิบายเรื่องพระของพระพุทธเจ้า และพระในสมัยของพระพุทธเจ้ากับพระของพวกเราอยู่ ณ บัดนี้ว่าจะเป็นพระที่ต่างกันอย่างไรบ้าง เพื่อให้ท่านผู้ฟังเป็นนักปฏิบัติด้วยกันได้วินิจฉัยและสนใจแก้ไขตนเอง เมื่อพระของเราได้บกพร่องไปในส่วนไหน แล้วจะได้ปรับปรุงพระของตนให้สมบูรณ์ขึ้นมาตามพระโอวาทคำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้า ผลตอบแทนจะกลายเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าขึ้นมาโดยหลักธรรมชาติคือ ความบริสุทธิ์ภายในใจของตน จัดเป็นพระที่แท้จริง และเป็นพระไม่เสียทีที่ได้ครองผ้ากาสาวพัตร์ปฏิบัติตามพระโอวาทของพระ พุทธเจ้า ได้รับทั้งเหตุที่ชอบและผลเป็นที่พึงพอใจ

พระของพระพุทธเจ้าก็ดี พระของสาวกก็ดี ได้ปรากฎขึ้นมาจากการทวนกระแสโลก ไม่ใช่เกิดขึ้นจากการวิ่งตามกระแสโลกเหมือนอย่างพวกเรา ซึ่งกำลังวิ่งตามกระแสของโลกอยู่ในขณะนี้ กระแสของโลกนั้นพึงทราบดังนี้ สิ่งใดที่เป็นข้าศึกต่อใจ แต่ใจชอบคิดชอบใฝ่ฝัน พึงทราบว่านั่นคือการวิ่งตามกระแสของโลก คำว่าโลกไม่ได้หมายถึงใคร แต่หมายถึงหัวใจของเราโดยเฉพาะ หัวใจย่อมหมุนเวียนต่อตนเองและหลอกลวงตนเองเสมอ โดยยึดสิ่งแวดล้อมภายนอกมาเป็นตัวเหตุ แล้วทำความหมุนตัวเองให้เป็นไฟเผาตัวอยู่ตลอดเวลา ที่เรียกว่าใจหมุนไปตามกระแสของโลก แล้วเกิดความร้อนขึ้นมาภายในใจของตน แล้วเกิดความร้อนขึ้นมาภายในใจของตน แต่เราอย่าไปเข้าใจเอาเองว่า โลกได้เป็นข้าศึกต่อเรา แท้จริงอะไรทั้งหมดในโลกไม่เคยเป็นข้อศึกต่อใครทั้งนั้น นอกจากตัวเป็นข้าศึกต่อตัวเอง ทุกความเคลื่อนของกาย วาจา ใจที่หมุนไปตามกระแสของโลกโดยไม่หยุดยั้งเท่านั้น ไม่มีอันใดเป็นข้าศึกต่อเราได้เลย

เพราะเหตุนั้น การบวชในพระศาสนานับว่าเป็นผู้มีโอกาสเต็มที่กว่าใครๆ แม้ทางรัฐบาลก็ให้สิทธิพิเศษแก่ผู้บวชเป็นพระเป็นเณรในพระพุทธศาสนา โดยไม่หวังอะไรเป็นผลตอบแทนจากการใช้สิทธิพิเศษ นอกจากการหวังบุญกุศลต่อผู้บวช และหวังให้ช่วยเป็นกำลังสั่งสอนศีลธรรมแก่ประชาชน เพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ บ้านเมืองทางด้านจิตใจ อันเป็นการส่งเสริมนโยบายของรัฐบาลอีกทางหนึ่งในการประกอบคุณงามความดีเพื่อ ตนและส่วนรวม

ถ้าเราทั้งหลายซึ่งเป็นนักบวชไม่สามารถเดินตามรอยของพระพุทธเจ้าได้แล้ว ก็ไม่ทราบว่าใครจะเดินได้ในโลกมนุษย์นี้ คำว่า รุกขมูลเสนาสนํ เป็นต้น บรรดาฆราวาสผู้ครองเรือนทั่วๆไปจะทำอย่างนักบวชไม่ได้ คำนี้พระพุทธเจ้าพระองค์สอนพระของท่านเพื่อให้เข้าถึงแก่นของพระที่แท้จริง ท่านสอนอย่างนี้ ที่ไหนเป็นที่สงัดวิเวกเป็นป่าเป็นเขา เป็นที่ควรแก่การเพาะสันติธรรมภายในใจของพระท่าน เพื่อเป็นประโยชน์มหาศาลแก่ผู้บำเพ็ญและแก่โลกทั่วๆไป พระองค์ท่านสอนพระของท่านให้ไปอยู่ให้ไปบำเพ็ญในสถานที่เช่นนั้น ท่านสอนให้ไป สอนให้อยู่ด้วยความกล้าหาญไม่อาลัยในชีวิตจิตใจ เป็นก็มอบไว้กับพระธรรมคือคติธรรมดา ตายก็มอบไว้กับหลักแห่งสวากขาตธรรม ดำเนินตามธรรมที่พระองค์ตรัสชอบแล้วเสมอไป เพื่อนิยยานิกธรรมนำตนให้พ้นจากทุกข์โดยถ่ายเดียวเท่านั้น

บรรดาสาวกในครั้งพุทธกาลท่านเดินก้าวหน้าด้วย สุปฏิปนโน เสมอไปอย่างนี้ ไม่ได้เดินแบบถอยหลังเหมือนอย่างพวกเราเดินอยู่ในขณะนี้ การเดินถอยหลังเป็นอย่างไร ตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับเครื่องสัมผัส ใจกับธรรมารมณ์ เหล่านี้ แม้จะเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งกระทบกันเข้า ก็พร้อมที่จะถอยหลังเข้าสู่ความยินดียินร้ายและติดพันในทางใจ ซึ่งเป็นลักษณะแห่งการยอมจำนนต่อสิ่งแวดล้อมอย่างราบคาบตลอดกาล ไม่มีการต่อสู้พอหวังมีชัยชนะติดมือขึ้นมาบ้าง ทุกขณะที่อารมณ์มาเฉียดๆเท่านั้น จิตวิ่งถอยหลังอย่างสิ้นท่าทุกที แล้วจะหวังวิวัฎฎะคือพระนิพพานจากการก้าวหน้าของนักถอยหลังมาแต่ที่ไหน เพราะสิ่งใดที่จะเป็นภัยต่อตนเองแล้ว ชอบคิดชอบปรุงและชอบเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านั้น ทั้งพึงทราบว่าเดินถอยหลังทั้งนั้น

พระธรรมแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ทรงเห็น และประทานให้พวกเราทั้งหลายได้สดับรับรสอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการถอยหลัง ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการท้อแท้อ่อนแอ ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความเห็นแก่ลิ้นแก่ปากความอยากหิวโหย ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากความเห็นแก่หลับแก่นอน ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากการหึงหวงในชีวิตจนเลยขอบเขต แต่ธรรมเกิดขึ้นจากความอาจหาญร่าเริงต่อความเพียร เกิดขึ้นจากการสละเป็นสละตายต่อหลักความจริงคือพระธรรมเสมอไป จนกลายเป็นพระพุทธเจ้าขึ้นมาด้วยความรอดตาย ให้เราทั้งหลายได้กราบไหว้พระองค์ท่านผู้รอดตาย และพระธรรมที่เกิดขึ้นจากความรอดตายของพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระสาวกอรหันต์ลูกศิษย์พระตถาคตผู้รอดตาย ซึ่งก็ต้องสวมรอยพระบาทของพระองค์ท่านมาด้วยความรอดตายเหมือนกัน ก่อนจะปรากฎองค์เป็นสาวกผู้ลือนามแต่ละท่านๆ

ฉะนั้น ขอให้พวกเราทุกท่านจำแนวทางของพระพุทธเจ้าไว้ว่าท่านดำเนินอย่างไร เราต้องดำเนินตามอย่างถึงจิตถึงใจ จะสมคำว่า ธมมํ สรณํ คจฉามิ เราขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งจริง และพระสาวกท่านดำเนินการอย่างไรจึงเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์วิมุตติพระ นิพพาน พ้นจากแก่งกันดารนี้ไปได้ ไม่หมุนเวียนเกิดเวียนตายเหมือนอย่างสัตว์โลกทั่วๆไป เราต้องน้อมมาเป็นคติข้อเตือนใจตลอดกาล จะสมคำว่า สงฆํ สรณํ คจฉามิ เราขอถึงพระสงฆ์องค์เลิศเป็นที่พึ่งจริง ไม่เช่นนั้นจะเป็นโมฆบุรุษถือเพศนักบวชทำตนเป็นพระอาศัยชาวบ้านเขากิน แล้วกลายเป็นกาฝากขึ้นในวงแห่งพระศาสนา โดยอาศัยผ้ากาสาวพัสต์เป็นโล่บังหน้าเกาะชาวบ้านเขากิน

เช่น บางคนเขาว่า นักบวชเป็นกาฝากเกาะชาวบ้านกิน นี้ไม่ใช่เป็นการตำหนิผิดเสียทีเดียว ยังมีถูกซึ่งควรรับไปพิจารณาสำหรับท่านผู้มีธรรมในใจไม่ลำเอียง เพราะนักบวชอาศัยเกาะชาวบ้านเขากินโดยไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากตัวเอง และไม่ได้ทำโลกให้เจริญด้วยอุบายใดๆ ที่จะให้เขาเกิดความเฉลียวฉลาดและเกิดความร่มเย็น เพราะเหตุแห่งการมาคบค้าสมาคมกับพระได้เลยนั้นมีจำนวนไม่น้อย พระประเภทนี้เรียกว่าพระกาฝาก เพราะเกาะชาวบ้านเขากินเปล่าๆ

เรียนวิชาทางโลกด้วยเพศของพระ ความประพฤติทางกาย วาจา ใจกลายเป็นโลกไปเสียสิ้น ไม่มีความสนใจใคร่ต่ออรรถธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แต่อาศัยชาวบ้านเขากินโดยไม่ต้องซื้อต้องหา ศาลาในวัดก็เขาสละทรัพย์สร้างขึ้นให้อยู่ กุฎิทุกหลังก็เป็นภาระของประชาชนช่วยกันสละทรัพย์ปลูกสร้างขึ้นให้อยู่ ถาด กระโถน ด้วย จาน ฯลฯ เครื่องใช้ภายในวัดในกุฏิก็เป็นของประชาชนมีศรัทธานำมาถวายไว้ เพื่อให้ความสะดวกของพระเณรในวัด แต่แล้วก็ทำงานในหน้าที่ของโลกไปเสีย ให้ผิดจากหลักธรรมของสมณะซึ่งควรจะทำตามหน้าที่ของตนผู้เป็นนักบวชตามแนวทาง ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประทานไว้ กลับกลายเป็นอย่างอื่นไปเสีย เช่นนี้เรียกว่าพระกาฝาก ทำบ้านเมืองให้ล่มจมไปได้ และทำพระศาสนาวัดวาอารามตลอดเพื่อนฝูงซึ่งเป็นเพศอันเดียวกันให้ล่มจมไปด้วย โดยไม่มีความผิด แต่อาศัยเพศอันเดียวกันทำให้เปื้อน

ถ้าเป็นพระประเภทนี้ แม้เขาจะติเตียนว่าเป็นพระกาฝาก พระเกาะชาวบ้านกินนั้นจัดเป็นการตำหนิที่ชอบธรรม เพราะเป็นการตำหนิเพื่อให้ผู้ผิดแก้ไขส่วนบกพร่องของตน ไม่ใช่ตำหนิเพื่อเป็นการล้างผลาญพระศาสนาและนักบวชที่ดีทั่วๆไปให้ล่มจมไป ด้วย เพราะพระพุทธเจ้าแลพระสาวกทั้งหลายไม่ได้ทำอย่างนี้ ท่านอาศัยชาวบ้านเขามาเสวยและมาฉันนับแต่วันเสด็จออกทรงผนวชด้วยกันทั้งนั้น แต่พอยังธาตุขันธ์และมีชีวิตให้เป็นไปวันหนึ่งๆ เพื่อความเพียรและความอยู่สบายในทิฏฐธรรมเท่านั้น

อยู่ที่ไหนก็เพียร ไปที่ไหนก็เพียร อดก็เพียร อิ่มก็เพียร ในอิริยาบถทั้งสี่เต็มไปด้วยความเพียร ไม่ทรงละความเป็นศาสดาของโลกด้วยพระอริรยาบถใดๆ ทรงเป็นศาสดาอยู่ตลอดเวลาและทุกๆพระอาการที่เคลื่อนไหว แม้พระสาวกก็ทำหน้าที่ในความเป็นสาวกอยางสมบูรณ์ ไม่มีบกพร่องในอิริยาบถใดๆ เพื่อผู้ใคร่ต่อการศึกษาในความเคลื่อนไหวของท่านให้ได้รับประโยชน์ทุกเวลา เพราะพระพุทธเจ้าแลสาวกต้องเป็นครูสอนโลกทุกๆความเคลื่อนไหว ไม่เพียงก้าวขึ้นบนธรรมาสน์อาสนะแล้วจึงจะจัดเป็นศาสดาสอนโลก ทรงเป็นศาสดาและสาวกอยู่ตลอดเวลา เป็น ปุญญกเขต ของท่านและของโลกอยู่ตลอดกาล

พระที่กล่าวนี้ไม่ใช่พระกาฝาก เป็นพระปุญญกเขตของโลกให้ได้รับความร่มเย็นเป็นสุข ใครมีข้อข้องใจไปปรึกษาอรรถธรรม จะเป็นข้อลี้ลับหรือจะเป็นทางโลกคือทางบ้านเรือนครอบครัวก็ตาม เกิดการทะเลาะเบาะแว้งไม่ลงกันได้ เมื่อนำเรื่องข้องใจที่ตนไม่สามารถแก้ไขได้ไปกราบทูลหรือเรียนศึกษากับท่าน ท่านอาจจะให้อุบายต่างๆมาเป็นเครื่องพยุงน้ำใจ แล้วปฏิบัติตามพระโอวาทของท่าน สามารถจะยังสิ่งร้าวรานให้กลับกลายเป็นของดีขึ้นมาและกลับใช้ได้อีกต่อไป ฉะนั้น จึงควรจะเทิดทูนว่าพระโอวาทนั้นเป็นคุณแก่โลก

ผู้เป็นนักบวชปรพฤติตนตามพระโอวาทก็กลายเป็นปุญญกเขตขึ้นมาให้โลกได้กราบไหว้ บูชา ให้เป็นเนื้อนาบุญของโลก ให้โลกได้รับความสุขความเจริญ ให้โลกได้บุญได้คุณ ให้โลกได้รับความเฉลียวฉลาดหรือมีความอบอุ่น เพระมีพระปฏิบัติเป็นปุญญกเขตไว้เป็นหลักใจในวัดหรือนอกวัด วัดมีมากเท่าไรโลกก็มีความร่มเย็นมากและพระมีมากเท่าไรโลกยิ่งมีความอบอุ่น และร่มเย็นมาก เพราะเหตุใด เหมือนวัตถุเครื่องใช้สอยและอาหารการบริโภคมีมาก ย่อมทำความสะดวกสบายให้แก่ประชาชนและบรรดาสัตว์ทั่วๆไปไม่ให้อดอยากขาดแคลน มีความสุขความเจริญทั่วหน้ากัน ความเบียดเบียนกันและกันก็น้อยลง

แต่ถ้าตรงกันข้าม วัดและพระมีมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นภัยต่อโลกมากขึ้น ไม่ใช่คำว่าพระคือนักบวชจะเป็นคุณต่อโลกโดยถ่ายเดียวตามที่เข้าใจกันก็หาไม่ พระที่กลายเป็นพิษเป็นภัย เป็นข้าศึกต่อโลกก็ยังมี ดังที่เห็นๆกันอยู่ในสมัยปัจจุบันทุกๆวันนี้ ท่านทั้งหลายก็พอจะทราบได้ด้วยหูห้วยตาของตนเอง จากการประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์บ้าง ทั้งทางวิทยุบ้าง (จนถึงกับรัฐบาลก็ยังหวั่นวิตก ไม่ไว้ใจในพระประเภทนี้) นี่คือพระที่เป็นข้าศึกต่อโลก อาศัยข้าวของเขามากิน แล้วยังกลับเป็นศัตรูต่อชาติ ต่อพระศาสนา ต่อพระมหากษัตริย์ และต่อรัฐธรรมนูญ นี่คือพระที่เป็นข้าศึก ไม่ใช่เป็นพระปุญญกเขตของตนและปุญญกเขตของโลก

บัดนี้เราทั้งหลายได้มีโอกาสวาสนาอำนวยมาบวชในพระพุทธศาสนา มุ่งหน้าจะเป็นปุญญกเขตของตน เพื่ออันดับต่อไปจะได้เป็นปุญญกเขตของพระศาสนาและของชาติบ้านเมือง ตลอดกุลบุตรสุดท้ายภายหลังให้เป็นความรุ่งเรืองได้แล้วไซร้ จงเป็นผู้มีความสนใจใคร่ต่อข้อปฏิบัติ อย่ามีความเกียนคร้านและสะเพร่ามักง่าย ซึ่งไม่ใช่ทางเดินของนักปราชญ์ พระพุทธเจ้าไม่ทรงพาเดิน และอย่าเห็นสิ่งที่จะเป็นข้าศึกแก่ตนและส่วนรวมว่าเป็นของดี การอันใดถ้าผิดจากความเป็นสมณะจงงดเว้นทันที จนดำเนินตนอยู่ในกรอบแห่งศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นทางเดินของนักบวชผู้มุ่งแดนแห่งความพ้นทุกข์ แม้โลกเขาไม่ได้บวชก็จะพลอยได้รับความร่มเย็น เหมือนอย่างเราได้รับความสะดวกและร่มเย็นจากโลกอยู่ทุกวันนี้ เช่น กุฎี ศาลา ที่พักอาศัยเป็นมาจากโลกให้ความอนุเคราะห์ เครื่องอาศัยทุกอย่างที่ได้ครองตัวมีชีวิตเป็นมาล้วนแล้วแต่โลก คือศรัทธาญาติโยมช่วยกันทะนุบำรุง นี่โลกให้ความร่มเย็นแก่พวกเราได้อย่างนี้

ส่วนเราจะสามารถให้ความร่มเย็นแก่โลกด้วยวิธีใด เพราะเราไม่ได้ทำไร่ทำนาซื้อขาย แต่นาของเราคือปุญยกเขตอันเกิดจากประพฤติดีปฏิบัติชอบในตัวเราเอง โลกเขาไม่ได้บวชในพระศาสนาก็ควรจะอาศัยเราได้เมื่อเรามีปุญญกเขต เช่นเดียวกับเราอาศัยเขาฉะนั้น จงเทียบเคียงดูคุณของโลกกับคุณของพวกเราจะควรปฏิบัติต่อกันให้สม่ำเสมอ อย่างมองดูโลกตัวเท่าหนู มองดูเราตัวเท่าพระ แต่จงมองดูพระกับโลกคือคนตาดำๆด้วยกัน มีความรู้สึกอันเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างมีบุญคุณต่อกัน

คนเราโดยมากมักมีนิสัยชอบดูถูกเหยียดหยามต่ออีกฝายหนึ่ง เนื่องจากมองข้ามตัวโดยเห็นคนอื่นตัวเท่าหนู เห็นตัวเราเท่าตัวช้าง จึงเห็นช้างมีราคา เห็นหมูหมาเป็นสัตว์ต่ำ ที่ถูกควงให้อภัยต่อสัตว์โลกด้วยกัน ย้อนเข้ามาหาพระกับญาติโยมออกจากคนๆเดียวกัน ต่างฝ่ายก็มีคุณค่าด้วยกัน ต่างก็อาศัยกัน โปรดพากันสำนึกในตัวเรากับโลกสม่ำเสมอกันอย่างนี้

ศีล อย่าพึงเข้าใจว่าจะเป็นหน้าที่ของใครรักษาให้บริสุทธิ์ นอกจากเราผู้มีหน้าที่พร้อมอยู่แล้ว สมาธิคือความมั่นคงของใจ ก็ใจเราเป็นอะไรจึงไม่มั่นคง เพราะใจเป็นโลกจึงหาความมั่นคงไม่ได้ ถ้าใจเป็นธรรมแล้วจะหนีความมั่นคงไปไม่ได้ คำว่าใจเป็นโลกนั้นเพราะใจกระเพื่อมอยู่ตลอดเวลา ความกระเพื่อมของใจเพราะความเขย่าตนเอง เช่น น้ำแม้จะใสสะอาด แต่ถูกเขย่าอยู่เสมอย่อมจะขุ่นโดยดี นี่ใจของเราตามธรรมดาก็ขุ่นมัวอยู่แล้ว ยิ่งถูกเขย่าด้วยตากับรูป หูกับเสียง จมูกกับกลิ่น ลิ้นกับรส กายกับเครื่องสัมผัส ธรรมารมณ์กับใจ คลุกเคล้ากันเข้าแล้วกลายเป็นจิตขุ่นมัวขึ้นมา เมื่อใจขุ่นมัวเพราะเรื่องของโลกล้วนๆ จะให้เป็นธรรมคือความใสสะอาด ความสงบเยือกเย็นและความสุขความเจริญได้อย่างไร

ถ้าใจเป็นธรรม ทำตามพระโอวาทที่พระองค์ทรงสั่งสอน เช่นท่านสอนว่าจงฝึกจิตด้วยความเพียร เราก็ทำตามท่านด้วยความเพียร บังคับจิตด้วยสติเป็นพี่เลี้ยงพาดำเนิน มีปัญญาเป็นเครื่องส่องทาง จิตดำเนินตามแถวแห่งธรรมแล้วจะเป็นไปเพื่อความสงบโดยถ่ายเดียว จะไม่เป็นโลกขึ้นมาในใจดวงนั้น พระพุทะเจ้าและสาวกท่านเป็นธรรมเพราะท่านดำเนินตามธรรม เรามุ่งเป็นธรรม ธรรมนั้นเป็นธรรมของพระพุทธเจ้าและเคยได้ปรากฎผลในพระองค์และสาวกมาแล้ว เมื่อเรานำมาปฏิบัติกลับกลายเป็นโทษต่อเรา มีอย่างที่ไหน ไม่เคยมีในที่ไหนๆ และไม่เคยมีในคัมภีร์ใดด้วย และจะไม่มีในกาลต่อไปด้วย

ถ้าเราได้ปฏิบัติตามพระโอวาทซึ่งเป็นธรรมทั้งแท่งแล้ว เราจะกลายเป็นธรรมขึ้นมาภายในใจ เริ่มแต่ความสงบในสมาธิเป็นขั้นๆ ตามอำนาจแห่งการฝึกฝนทรมานของตน แล้วกลายเป็นสมาธิที่ละเอียด และปัญญาที่พิจารณาไตร่ตรองในความเคลื่อนไหวของใจตลอดอวัยวะทุกส่วนแห่งร่าง กาย คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แยกส่วนแบ่งส่วนดูให้ชัดเจน ดูทั้งภายในภายนอกในส่วนแห่งกายนี้ ส่วนใดที่เป็นอตตาแฝงขึ้นมาคิดค้านธรรมของพระพุทธเจ้าที่ตัสไว้ว่า อนตตา มีไหม ส่วนใดที่เป็นความสุขฝืนธรรมที่ตรัสไว้ว่า ทุกขํ มีไหม และมีธรรมชาติใดที่เที่ยงทนถาวรสามารถขัดฝืนธรรมที่ตรัสไว้ว่า อนิจจํ มีไหม ในอวัยวะของเราทุกๆส่วนเมื่อค้นดูแล้วก็เต็มไปด้วยไตรลักษณ์คือ อนิจจํ ทุกขํ อนตตา ซึ่งเป็นธรรมล้วนๆทั้งนั้น

ใจที่เป็นไปในธรรมขั้นสูงไม่ได้ก็เพราะฝืนธรรมล้วนๆ จึงกลายเป็นโลกล้วนๆขึ้นมา ผลอันได้รับคือไฟเผาตัวเองให้รุ่มร้อนทั้งวันทั้งคืน ไปที่ไหนก็ร้อน อยู่ที่ใดก็ร้อน อยู่ในบ้านก็ร้อน อยู่ใวัดก็ร้อน อยู่ในป่าก็ร้อน ขึ้นไปอยู่บนภูเขาก็ร้อน อยู่ร่มไม้ก็ร้อน อยู่ในที่กลางแจ้งก็ร้อน หาความเย็นไม่มี แม้ที่สุดอิ่มก็ร้อน หิวกระหายก็ร้อน หนาวก็ร้อน ร้อนก็ยิ่งร้อนเพิ่มทั้งกายทั้งใจ ร้อนทั้งวันทั้งคืนภายในใจไม่เวลาสร่างและบรรเทาเบาลงได้ เพระไม่มีน้ำที่ไหนมาดับไฟกองนี้ได้ นอกจากน้ำคือธรรมโอสถเท่านั้น ที่เกิดจากข้อปฏิบัติอันถูกทางจึงจะสามารถดับไฟได้ กลายเป็นความร่มเย็นขึ้นมาที่ใจดวงนั้น

การพิจารณาขันธ์ทุกๆขันธ์จงถือไตรลักษณ์เป็นทางเดินของปัญญา พิจารณาลงจุดนั้นเสมอ จะเป็นไตรลักษณ์ใดไม่ผิดทาง ขอให้ชัดเจนด้วยปัญญาเป็นสำคัญกว่าอื่น จะดูทุกข์ก็ขอให้ชัดเจน เพราะทุกข์มีอยู่ภายในกายในใจตลอดเวลาทำไมจะไม่เห็นทุกข์ ก็เราเป็นคนทุกข์เอง เราพิจารณาทุกข์ที่เกิดขึ้นกับเราทำไมจะไม่เห็น พระพุทธเจ้าและสาวกดูทุกข์ของท่านและทุกข์ทั่วๆไปทำไมท่านจึงเห็น เราดูทำไมจะไม่เห็น ความรู้สึกคือใจเป็นอันเดียวกัน ความแปรสภาพแห่งส่วนต่างๆในร่างการและจิตใจของเรากระเทือนกันอยู่ตลอดเวลา ทำไมจึงไม่รู้

จงดูสิ่งเหล่านั้นด้วยปัญญา เวทนาก็เกิดแล้วดับ ดับแล้วเกิด ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งสุขทั้งทุกข์ มันเกิดดับกลับไปกลับมาอยู่เช่นนี้ จะถือเอาตัวจริงจากสิ่งเหล่านี้ได้ที่ไหน เพราะขันธ์ทั้งห้าคือไตรลักษณ์ ทั้งรูปธรรมและนามธรรมแต่ละอย่างๆ เป็นไตรลักษณ์อย่างสมบูรณ์ จึงไม่อธิบายไปมาก เมื่อปัญญาได้สอดส่องค้นคว้าอยู่ตลอดเวลา มีสติเป็นเครื่องกำกับรักษา ปัญญาเป็นเครื่องฟาดฟันขุดค้นสิ่งที่มีอยู่กายในจิตทั้งภายในภายนอก ความรู้แจ้งเห็นชัดจะต้องเปิดเผยขึ้นมาที่ใจทันที อะไรจะมาปิดบังลี้ลับปัญญาไม่ได้ เพราะอำนาจของปัญญาแทงทะลุปรุโปร่งไปหมดทั่วทั้งโลกธาตุ ไม่มีอันใดจะอาจเอื้อมปิดบังปัญญานี้ได้ และสามารถแทงตลอดไปหมดทุกหนทุกแห่งโดยไม่มีขอบเขต จนเห็นแจ้งขึ้นในตนเอง ฉะนั้น จงสนใจในปัญญา แม้จะเป็นความราบรื่นต่อการดำเนินเพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าและสาวก ท่านก็ดำเนินด้วยสติปัญญาอย่างนี้เหมือนกัน อย่าเข้าใจว่าท่านแหวกแนวไปคว้าเอาอะไรมาดำเนินให้นอกเหนือจากสติปัญญาและ ธรรมที่ท่านสอนไว้นี่เลย

เราดำเนินตามพระโอวาทที่ประทานไว้แล้วโดยถูกต้อง จะผิดพลาดจากหลักความจริงและผลที่มุ่งหวังไปไม่ได้ ถ้าได้ดำเนินตามสวากขาตธรรมแล้วผลยังจะกลายเป็นอย่างอื่น พระธรรมจะเรียกว่าสวากขาตธรรมและเป็นนิยยานิกธรรมไปไม่ได้ ที่เป็นได้อย่างนี้เพราะธรรมของพระองค์ยืนหลักตายตัวต่อเหตุผล ทนต่อการพิสูจน์ตลอดกาล เพราะฉะนั้น ปัญหาข้อนี้จึงไม่ขึ้นอยู่กับธรรมว่าจะลำเอียงไปมา แต่ขึ้นอยู่กับเราจะต้องพิสูจน์ตัวเองเป็นลำดับไป

จงเป็นผู้มีสติรู้ตัวเอง และมีปัญญาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของตัวเสมอไป เพราะหน้าที่ของเราซึ่งเป็นนักบวชมีเท่านี้ กิจการของโลกเรื่องของโลกต้องยกให้โลกเขา เราอย่าไปเกี่ยวข้องเสียดาย แต่การปฏิบัติถูกต้องตามพระโอวาทเพื่อความหลุดพ้นจากทุกข์โดยชอบแล้ว จงถือเป็นกิจจำเป็นและหน้าที่ของเราโดยเฉพาะ กิเลสตัวใดอาจเอื้อมเข้ามา จงบังคับกำจัดออกให้หมดด้วยน้ำใจกล้าหาญของนักบวช อย่ายอมให้เข้ามาเกี่ยวข้องพัวพันกับจิตได้ จงพิจารณาตามที่กล่าวมานี้ กายทั้งท่อนมีเต็มอยู่ในตัวของเราจะไม่รู้อย่างไรเล่า ความรู้เห็นทางกายนี้ชัดเจนด้วยปัญญาฉันใด สภาพภายนอกทั่วๆไปซึ่งมีลักษณะนเดียวกัน ต้องรู้เห็นชัดเจนด้วยปัญญาฉันนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ประกาศตัวอยู่ตลิดเวลาอกาลิโก ถ้าปัญญาได้หยั่งลงสู่กองขันธ์ซึ่งเป็นคลังแห่งไตรลักษณ์แล้วต้องรู้ เมื่อรู้จริงแล้วต้องปล่อยวางทันทีจะยอมทนทุกข์ถือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่าเป็นตนต่อไปอีกอย่างไร และจะไม่เห็นกระแสของใจซึ่งเที่ยวพลุกพล่านในอาการทั้งหลายเหล่านั้นตลอด ทั้งวันทั้งคืนได้อย่างไร

ก็อะไรเล่าเป็นตัวโจรผู้ก่อเหตุแห่งความไม่สงบอยู่ทุกขณะ และเป็นข้าศึกตัวลือนามแห่งไตรถพ เริ่มพิจารณาเบื้องต้นก็เห็นว่ารูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสว่าเป็นข้าศึก เมื่อรู้แจ้งชัดด้วยปัญญาแล้ว สภาพนั้นก็เป็นสัจจะของจริงตามสภาพของตนๆ ไม่ปรากฎว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ใด น้อมปัญญาย้อนหลังเข้ามาพิจารณารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณว่าเป็นข้าศึกแก่ตน แต่แล้วสิ่งเหล่านี้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับสภาวะที่พิจารณาผ่านมาแล้วโดย เป็นสัจจะของจริงอันเดียวกัน ไม่เคยตั้งตัวเป็นข้าศึกต่อผู้ใด แล้วอะไรเล่าเป็นกงจักรหมุนตัวเองอยู่ในขณะนี้ อะไรเป็นผู้คว้าน้ำเหลวอยู่ตลอดเวลา อะไรเป็นผู้ฉลาดแต่กลับโง่ต่อตัวเอง อะไรเป็นผู้ชนะเขาแต่กลับแพ้ตัวเอง อะไรเป็นผู้หมุนไปตามสภาวะทั้งหลายและถือสิ่งเหล่านั้นว่าเป็นตนเป็นสมบัติ ของตน แต่ตนกลับเป็นทาสของสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้สึกตัว

เมื่อปัญญาได้พิจารณายอกย้อนจนรวมตัวแล้ว ไม่เห็นมีอะไรแม้แต่สิ่งเดียวจะประกาศตนออกมาว่า เป็นตัวกิเลสตัณหาวัฏฏะพาหมุนเวียนเปลี่ยนตัวเองให้เป็นไปต่างๆภายใต้วงล้อม ของจัรตัวใด มีสิ่งเดียวคือวัฏจิตที่ท่านให้นามว่า อวิชชา เป็นนักท่องเที่ยว นักล่าภพล่าชาติความเกิดๆตายๆจนเจ้าตัวหลงความเป็นมาผ่านมาของตัวเอง ไม่ทราบว่าได้เที่ยวล่าภพล่าชาติไปที่ไหนบ้าง รู้และจำไม่ได้เลย นี่คือ วัฏจิต จิตดวงท่องเที่ยว และธรรมชาตินี้ไม่มีเครื่องมือใดๆจะสามารถพิสูจน์ขุดค้นและทำลายได้ นอกจากสติกับปัญญาประกอบกับองค์ความเพียรพิจารณาไม่หยุดยั้งเท่านั้น จึงจะสามารถทำลายธรรมชาตินี้ได้

ปัญญา ทำการถากถางสิ่งปกคลุมทั้งภายนอกคือรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส ทั้งภายในคือรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณออกจนหมดสิ้น ยิ่งเห็นกระแสของอวิชชาและตัวอวิชชาปรากฎตัวอย่างเต็มที่ และจะได้ปฏิเสธสภาวะทั้งหลายว่ามันไม่ใช่ตัวกิเลสตัณหาและไม่ใช่วัฏจักรแต่ อย่างใด นอกจากความรู้รู้ที่แสดงตัวอยู่ตลอดเวลาผู้เดียวเท่านั้น ปัญญาขุดค้นลงไปว่าผู้รู้นี้เป็นอะไรอีก พิจารณาลงไปเห็นแต่ไตรลักษณ์เต็มตัวในวัฏจิตดวงนั้น ฉะนั้น ธรรมชาตินี้จึงเป็นกงจักรและเป็นโลกอย่างเต็มดวง เพราะถ้าไม่เป็นไตรลักษณ์ จะเป็นโลกและเป็นสมมุติไปไม่ได้ ต้องเป็นวิมุตติไป ความดีความชั่ว, สุข-ทุกข์ ซึ่งเป็นสมมุติเกิดมาจากไหน นอกจากจะเกิดจากจิตอวิชชาซึ่งเป็นตัวสมมุติด้วยกัน นี่เรื่องของปัญญา มาถึงขั้นนี้แล้วกลายเป็นปัญญาอัตโนมัติหมุนรอบตัวอยู่ตลอดเวลาไม่มีใครมา บังคับ เรื่องของตนมีมากมีน้อย, ผิด-ถูก, ดี-ชั่ว, หยาบ-ละเอียด จะรู้เท่าทันและปล่อยวางไปเป็นลำดับไม่รีรอ จะทนทานและปิดบังปัญญาไว้ไม่ได้

เรื่อง ดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์ เป็นต้น จะปรากฎขึ้นจากจิตอวิชชานั้นทั้งหมด และเห็นจิตอวิชชานั้นเป็นตัวกิเลสตัณหา ตัวกงจักรและตัวสมมุติอย่างเต็มดวง ธรรมชาตินี้ได้ถูกปัญญาสกัดฟาดฟันลงโดยไม่หยุดยั้ง ถึงกับตั้งตัวอยู่ไม่ได้ ที่มั่นของวัฏจิตคืออวิชชาก็แตกกระจายลงในขณะนั้น ปัญหาโลกแตกซึ่งเคยครองหัวใจมาเป็นเวลานานแสนกัปนับไม่ถ้วนก็ได้แตกกระจาย หายสูญไป พร้อมๆกันกับอวิชชาได้ดับไป ธรรมอัศจรรย์ซึ่งมีอยู่ในที่แห่งเดียวกัน แต่ไม่เคยปรากฎตัวเพราะอำนาจของอวิชชาปิดบังไว้อย่างมิดชิดก็ได้ปรากฏขึ้น อย่างเต็มที่ในขณะเดียวกันกับอวิชชาดับไป ธรรมชาติที่รู้ว่าวัฏจักรหรือวิชชาดับไปนั่นแล ท่านให้นามว่าวิวัฏฏะหรือสอุปาทิเสสนิพพาน คือนิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังครองขันธ์อยู่

เมื่อถึงธรรมชาตินี้แล้วจะว่าเป็นศิษย์พระตถคตหรือไม่ว่าก็ตาม เพราะไม่ขึ้นอยู่กับคำพูดจาหรือดำริคิดเอาเฉยๆ แต่ขึ้นอยู่กับหลักธรรมชาติ เช่นพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต” ต้องเห็นทางข้อปฏิบัติด้วย เห็นทางความรู้ความฉลาดด้วยปัญญาด้วย เห็นในหลักธรรมชาตินี้ด้วยเป็นสักขีพยานฉะนั้น จงพากันดำเนินตามอธิบายมานี้ คำว่าวิมุตติพระนิพพานทุกท่านจะได้ถามใครที่ไหน เพราะป็นธรรมตายตัวอยู่กับข้อปฏิบัติที่พระองค์ประทานไว้อย่างตายตัวแล้ว ขอให้ดำเนินแบบตายตัว สละเป็นสละตายเพื่อปฏิบัติ สมบัติอันล้ำค่านั้นจะเป็นของเรา เพราะพระพุทธเจ้าไม่ทรงผูกขาดเฉพาะพระองค์เดียว เป็นส่วนของใครของเราทุกท่าน ขอแต่ให้ดำเนินตามสวากขาตธรรม คำว่านิยยานิกธรรมการรื้อถอนตนออกจากสังสารจักร จะเป็นเรื่องของเราได้รับผลอย่างแน่นอน

การแสดงธรรมเพื่อบรรดาท่านผู้ฟังทั้งหลายที่ได้มารวมกันหลายท่าน และได้โยกย้ายมาจากสถานที่วิเวกต่างๆ ได้มารวมกันวันนี้เห็นว่าเป็นโอกาสอันควร จึงได้แสดงธรรมในฐานะเป็นกันเองให้ฟัง จงนำไปไตร่ตรองแล้วปฏิบัติต่อตนเองเพื่อความเป็นปุญญกเขตของตน และเป็นปุญญกเขตของโลกให้ได้รับความร่มเย็น เป็นที่พึ่งจิตพึ่งใจพึ่งเป็นพึ่งตายแก่ประชาชนทั้งหลาย จงระลึกถึงคำว่าปุญญกเขตของตนเป็นข้อที่หนึ่ง และปุญญกเขตของโลกเป็นข้อที่สองจะตามมาเอง เพราะเป็นธรรมเกี่ยวโยงกัน จงอย่าพากันหลงลืมปุญญกเขตดังกล่าวมา

ในอวสานแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขอบุญญานุภาพแห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ จงดลบันดาลให้ท่านทั้งหลายมีความสะดวกกายสบายใจ ทั้งปฏิปทาเครื่องดำเนินจงเป็นไปตามพระโอวาทคำสอนของพระพุทธเจ้าจนถึงจุด หมายปลายทาง คือ แดนแห่งวิมุตติหลุดพ้นไปได้ดังใจหมายโดยเร็วพลันทุกๆท่านเทอญ



http://www.dhammada.net/2011/02/02/7203/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 07 กุมภาพันธ์ 2011 | 11:06:02 PM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
เทศน์อบรมพระสงฆ์กัณฑ์สุดท้าย ของหลวงตามหาบัว : พระอรหันต์ว่างในจิต





เทศน์อบรมพระสงฆ์ ณ วัดป่าบ้านตาด

เนื่องในวันอธิษฐานเข้าพรรษา

เมื่อเย็นวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๓

พระอรหันต์ว่างในจิต


วันนี้วันเริ่มเข้าพรรษาแล้วนะ พระเณรเราให้ต่างองค์ต่างเข้มงวดกวดขันในข้อวัตรปฏิบัติ กำจัดกิเลสตัวขี้เกียจขี้คร้านออกให้หมด ทำความเพียรตลอดเวลาเว้นแต่หลับเท่านั้น ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกำจัดกิเลสตัวขี้เกียจขี้คร้านเป็นตัวสำคัญมากทีเดียว ให้พากันกำจัดนี้ออกให้ได้ การประกอบความเพียรตามแต่ความสามารถของผู้ใด อันนี้กำหนดให้ไม่ได้นะ ประกอบความพากความเพียรนี้เอาเสียจน.. คือเอากำลังเจ้าของเป็นประมาณเลยเรื่องความพากความเพียร บางคืนไม่นอนก็มีประกอบความเพียรตลอดเวลา นี่เรียกว่าความเพียร เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา เอาธรรมะนั้นละเข้าเป็นหลักเกณฑ์ในหัวใจ ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติ

ไม่ไปไหนด้วยในพรรษานี้ เข้าพรรษาที่นี่ไม่ไปแรมวันแรมคืนที่ไหน อยู่นี้เป็นประจำ ประกอบความพากเพียรประจำอิริยาบถของตนในบริเวณที่เราจำพรรษานี้นะ ให้พากันตั้งอกตั้งใจ การประกอบความพากเพียรเป็นของสำคัญมาก กิเลสตัวใดก็ตามจะไม่หลุดลอยไปจากความเพียรนี้ได้เลย ความเพียรเป็นของสำคัญ กำจัด(กิเลส)ให้หมดจากหัวใจ เมื่อกิเลสหมดไปจากหัวใจแล้วจิตใจว่างเปล่า ท่านทั้งหลายฟังคำนี้ให้ดีนะ

พอจิตใจว่างจากกิเลสไปหมดแล้วทีนี้โลกว่างหมด จิตใจว่างหมดเลย เรียกว่าหมดงานทำ ไม่มีงาน พระอรหันต์หมดงานทำ ไม่มีงานใดมาทำอีกแล้ว กิเลสตัวเป็นข้าศึกต่อความพากความเพียรก็กำจัดมันออกหมด เพราะอันนั้นเป็นกิเลสเอาให้ขาดสะบั้นไปจากจิตใจหมดแล้วว่างเปล่าหมด ท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วท่านไม่มีงานล่ะ จิตใจท่านว่างหมด เรียกว่าจิตใจว่าง โล่งหมดเลย อยู่ที่ไหนว่างตลอดเวลา ท่านไม่มีงานทำล่ะ พระอรหันต์สิ้นกิเลสแล้วหมดงาน ไม่มีงานอะไรที่จะทำอีก งานก็คืองานแก้กิเลส กิเลสสิ้นไปหมดแล้วก็ไม่มีอะไรเป็นงานเป็นการให้ยุ่งยากปากหมองเหมือนแต่ก่อน ให้พากันตั้งอกตั้งใจ

พอจิตว่างจากกิเลสนี้แล้วมันว่างหมด จิตนี้ว่างเปล่าไปหมดเลย โล่งหมดเลยจิต ให้มันเป็นในหัวใจล่ะมันชัดเจนเอง ดูในหัวใจใครก็ไม่เหมือนดูในหัวใจเราที่กิเลสสิ้นซากลงไปหมดแล้วจากหัวใจ ใจนี้ว่างหมดเลย ไม่มีงานทำ ว่างตลอดเวลาคือใจพระอรหันต์ที่ท่านสิ้นกิเลสแล้วว่างตลอด ไม่ว่ากลางวันกลางคืนยืนเดินนั่งนอนเป็นเวลาว่างของใจทั้งนั้น ไม่มีอะไรเข้ามาแทรกนะ ให้พากันตั้งอกตั้งใจนะ พูดเท่านี้ละ พูดมากกว่านี้ก็เหนื่อย

พระเท่าไรจำพรรษาที่นี่ (๖๑ ครับ) ๖๑ ไม่มีเณร (เณรหนึ่งครับ) ๖๑ กับเณรหนึ่งเป็น ๖๒ ให้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกำจัดกิเลสออกจากใจนะ อย่าพากันขี้เกียจขี้คร้าน ความขี้เกียจขี้คร้านเป็นข้าศึกของการก้าวเดินเพื่อความพ้นทุกข์นะ ตัวนี้ตัวสำคัญ คือจิตนี้ให้มันว่างเถอะน่ะ ให้รู้ในตัวของเราเอง พอว่างจากกิเลสหมดแล้วนี้ว่างหมดเลย ไม่มีงานทำ พระอรหันต์หมดงาน หมดงานที่จะทำ นอกจากนั้นว่าหมดไม่ได้ สำหรับพระอรหันต์สิ้นหมด กิเลสไม่มีแล้วไม่มีงานทำ ว่างตลอดเวลา จิตใจว่างคือจิตของพระอรหันต์สิ้นกิเลสหมดโดยสิ้นเชิง ให้พากันจำเอาไปปฏิบัติ การประกอบความเพียรอย่าถอยหลัง ให้ก้าวหน้าตลอดไป การถอยหลังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ต้องก้าวหน้าตลอดถึงเรียกว่าเดินเพื่อความพ้นทุกข์ วันนี้มีเท่านั้นล่ะ

เราก็อยากแข็งแรงแต่มันก็อ่อนลงทุกวันๆ ทำอย่างไร มันไม่แข็งแรงล่ะ เรื่องธาตุขันธ์อ่อนลงๆ ทุกวัน แต่จิตใจไม่มี คือจิตใจไม่มีวัย ไม่มีคำว่าอ่อนหรือแข็ง ส่วนร่างกายนี้อ่อนๆ อ่อนลงทุกวัน จิตใจไม่อ่อน เพราะอย่างนั้นท่านจึงเรียกว่านิพพานเที่ยง เที่ยงที่ใจ ใจหมดกิเลสเรียกว่าใจหมดสมมุติ เมื่อใจหมดสมมุติความแปรก็ไม่มี แปรปรวนอะไรไม่มี เที่ยงตรง ท่านว่านิพพานเที่ยง คือใจท่านผู้สิ้นกิเลสแล้วเที่ยง ถ้ายังไม่สิ้นไม่เที่ยง ใจวอกแวกคลอนแคลน ถ้าสิ้นกิเลสแล้วใจก็เที่ยง นิพพานก็เที่ยง ใจก็เป็นธรรมธาตุเที่ยง เป็นเหมือนกัน

เข้าพรรษาละทีนี้ พระก็ไม่ไปแรมวันแรมคืนที่ไหน มีแต่การประกอบความพากเพียร ให้จิตใจสว่างโล่เลย ใครเคยเห็นไหมจิตใจสิ้นกิเลสว่างหมดเลยจิตใจสิ้นกิเลส จิตใจไม่สิ้นกิเลสมีแต่ขวากแต่หนามทิ่มแทงตลอดสายทางเดินของจิต คิดไปไหนมีเสี้ยนมีหนามติดตามไป หาความสุขความสบายไม่ได้ คิดทางดีก็มีเสี้ยนมีหนามตามไป คิดทางชั่วยิ่งแล้ว มีแต่เสี้ยนแต่หนามตามหัวใจไป พอใจสิ้นกิเลสแล้วคิดอย่างไรโล่งหมดเลย นี่ละให้เห็นอย่างนั้นนะ

พูดนี้ท่านผู้ทรงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์ประเภทนี้ก็คือพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ นอกนั้นไม่มี พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ พระอรหันต์ทุกองค์มีเหมือนกันหมด ว่างหมดเลย พระอรหันต์ว่างในจิต ไม่มีอะไรเสียดแทงใจหัวใจ เป็นจิตใจที่ว่าง นั่นละใครจึงอยากไปแต่นิพพาน นิพพานว่างอย่างนั้นละ ไม่มีอะไรเสียดแทงหัวใจเลย เรียกว่าหมดงาน พระอรหันต์สิ้นกิเลสแล้วหมดงานทำ ไม่มีงานอะไรจะทำ คิดอะไรขึ้นมาเป็นเรื่องกิเลสทั้งนั้นๆ เมื่อกิเลสยังมีอยู่ในใจ พอกิเลสสิ้นจากใจแล้วคิดอะไรก็ไม่มีกิเลส จิตเป็นธรรมแล้ว และเป็นธรรมล้วนๆ เลย เรียกว่าจิตเป็นธรรม คิดอะไรก็เป็นธรรมไปหมด ไม่มีกิเลส

เอามันเห็นนะ ที่พูดนี้มีตัวอย่าง พระอรหันต์เป็นอย่างนั้นละ พระพุทธเจ้า-พระอรหันต์ทุกพระองค์เป็นอย่างนั้นเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรจะมาข้องใจ ว่างหมดเลย ให้มันเห็นประจักษ์ในใจ คืออันนี้เป็นได้ในหัวใจของผู้บำเพ็ญนะ ไม่ได้เลือกหน้านะ ใครทำเต็มกำลังความสามารถเป็นได้ด้วยกัน จิตนี้ว่างเปล่าหมดเลย ว่างจากกิเลส ไม่มีกิเลสเหลือแล้วก็ว่างไปหมด จิตว่างก็คือจิตพระอรหันต์ จิตว่างเปล่าไม่มีอะไรกีดขวางหัวใจเลย เป็นจิตที่ว่างเปล่าตลอดเวลา นั่นละเรียกว่าจิตว่างว่างอย่างนั้น กิเลสไม่มี คิดเท่าไรก็เป็นความคิดธรรมดา ไม่มีกิเลสแฝงขึ้นมา ทีนี้จะให้พรแล้วนะ

(ลูกลากลับกรุงเทพเจ้าค่ะ) กลับกรุงเทพ นี่มีกุฏิเราก็จะกลับกุฏิ เรามีกุฏิเราก็กลับกุฏิ

วันนี้วันที่ ๒๗ เข้าพรรษากี่พรรษาแล้วเรา (๗๖ ปี) พรรษา ๗๖ ปีนะ เข้าพรรษา ๗๖ พรรษา นานอยู่นะ ๗๖ ปีบวชมาได้ ๗๖ ปี มันก็มีแต่จะไปหน้าเรื่อยละ ที่ว่าจะสึกออกมาไม่มีทาง คือจิตไม่แย็บเลย มีแต่พุ่งข้างหน้ารอวันตาย ข้างหน้าก็รอวันตาย ไม่ได้ว่ารอวันได้สึกนะ รอวันตาย หมดล่ะ อะไรก็หมด หมดห่วงหมดใย หมดทุกสิ่งทุกอย่างในหัวใจหมดเลย เอาให้มันหมดอย่างนั้น ในจิตในใจกิเลสตัวใดไม่เหลือ หมด หายห่วง โล่งหมดเลย

บวชตั้งแต่แรก  (๒๔๗๗ ๒๐ ปี ๙ เดือนบวช) จากนั้นมาก็เรื่อยเลย จนป่านนี้ล่ะ ได้เท่าไร ๗๖ ปีเราบวชมา โยมแม่อยากให้บวชมาก เราก็มีข้อผูกมัด บวชนั้นบวช อยากสึกเมื่อไรก็สึกเราว่า บวชแล้วอุปัชฌาย์ยังไม่กลับอยากสึกก็สึก แม่ก็สาธุเลย แม่อยากเห็นแต่ผ้าเหลืองเวลาบวช พอบวชไปอยู่ไปจิตใจมันดูดไปนะ ดูดไปข้างหน้าไม่ถอยหลัง มันดูดไปข้างหน้าเรื่อยๆ คำว่าอยากสึกเลยไม่มีนะ มีแต่ดูดเข้าไปข้างหน้าเรื่อยจนกระทั่งทุกวันนี้ คำว่าสึกเลยไม่มี ทุกวันนี้ไม่มี คำว่าสึกไม่มีเลย มีแต่รอข้างหน้า ไปข้างหน้าเท่านั้นเอง

ดีอยู่น่ะล่ะ จิตมันค่อยดื่มด่ำไปเรื่อยๆ มันไม่ถอย บืนไปเรื่อยเลยจนกระทั่งทุกวันนี้ เรื่องบวชก็ดี จิตมันดูดดื่มไปเรื่อย ไม่ปรากฏว่าอยากสึกนะตั้งแต่วันบวชมา คิดว่าอยากสึกไม่มี มีแต่ดื่มเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ ทีนี้คำว่าอยากสึกก็เลยไม่มี ไม่มีเลยคำว่าอยากสึกไม่มี มีแต่คอยที่จะไปข้างหน้า ถึงวันตายว่าอย่างนั้นเถอะ อยากสึกไม่มีถึงวันตายเลย มันไม่อยากสึกจะว่าอย่างไร

ไม่มีอะไรล่ะ เลิกกันเท่านั้นละ ให้พากันภาวนานะ เข้าพรรษาแล้วให้พากันภาวนา ตั้งใจภาวนา

อ้างอิง : http://www.luangta.com/thamma/thamma_talk_text.php?ID=6110&CatID=3



http://www.dhammada.net/2011/02/01/7219/
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 08 กุมภาพันธ์ 2011 | 12:00:27 AM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: รำลึกถึงหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 06 มีนาคม 2011 | 09:29:40 AM »
เชิญรับชมคลิปวีดีโอ "วิถีพระป่า"

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=pyzEu9dGWDY" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=pyzEu9dGWDY</a>

suparath

  • บุคคลทั่วไป
Re: รำลึกถึงหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 26 เมษายน 2011 | 01:45:19 PM »
ธรรมะอยู่ในใจ สาธุ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26 เมษายน 2011 | 07:49:59 PM โดย แอดมิน~เต้ย~ »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย


อัศจรรย์ เกศาคุณแม่จันดี โลหิตดี
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 พฤศจิกายน 2012 | 06:19:45 PM โดย แอดมิน~เต้ย~ »

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top