ผู้เขียน หัวข้อ: หลักสูตรของชาวพุทธ โดย คุณสันตินันท์  (อ่าน 1904 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
เขียนไว้เมื่อ วัน ศุกร์ ที่ 25 สิงหาคม 2543 13:46:28

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากนักคณิตศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อ คณกะ โมคคัลลานะ
ได้เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้า ที่วัดบุพพาราม เมืองสาวัตถี
ว่าในทางพระพุทธศาสนา มีหลักสูตร หรือลำดับการศึกษาอย่างใดหรือไม่
นับว่าถามได้สมกับที่เป็นนักคณิตศาสตร์จริงๆ ครับ

พระศาสดา ได้ทรงชี้แจงถึงหลักสูตรฝึกอบรมของพระพุทธศาสนา ดังนี้

ขั้นแรกสุด พระองค์จะทรงแนะนำนิสิตของพระองค์ให้มีศีล และสำรวมในปาฏิโมกข์
ซึ่งการถือศีลและสำรวมในปาฏิโมกข์นั้น
ท่านเน้นที่การถือด้วยการมีปัญญาเห็นโทษภัยแม้ในความผิดเพียงเล็กน้อย

ขั้นที่ 2 เมื่อถือศีลได้แล้ว พระองค์จึงจะแนะนำให้ยิ่งขึ้นไปอีกว่า
ให้เป็นผู้สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 นี้ ท่านไม่ได้สอนว่า อย่าดู อย่ารู้ อย่าเห็น อย่าคิดนึก
หากแต่เมื่อเห็น ก็จงเห็นให้เป็น
ให้เห็นอย่างผู้รู้ ผู้มีสติสัมปชัญญะ ไม่ใช่ผู้หลง
คือเห็นรูปเป็นรูป อย่าหลงเอาการเห็นด้วยนิมิตคือเห็นเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ เช่นผู้หญิงผู้ชาย
เพราะถ้าไม่สำรวมในขณะเห็นแล้ว
ก็จะถูกความยินดียินร้ายเพราะรูปนั้น ครอบงำจิตใจ
แม้การรู้อารมณ์ทางอื่นๆ ก็ให้สำรวมแบบเดียวกันนี้

ขั้นที่ 3 เมื่อผู้ใดสำรวมอินทรีย์เป็นแล้ว
ท่านจะแนะนำให้เป็นผู้รู้จักประมาณในการรับประทานอาหาร

ขั้นที่ 4 จะทรงแนะนำให้เป็นผู้ทำความตื่นตัว ไม่ให้ประมาทซีมเซาเอาแต่นอน
จะเป็นนักบวชประเภท เช้าเอน เพลนอน บ่ายพักผ่อน กลางคืนจำวัด ไม่ได้
การนอนนั้นท่านก็แนะนำไว้ชัดว่า
"พึงเอาเท้าซ้อนเท้า มีสติรู้สึกตัว ทำความสำคัญว่า จะลุกขึ้นไว้ในใจ
แล้วสำเร็จสีหไสยาโดยข้างเบื้องขวาตลอดมัชฌิมยามแห่งราตรี"

ขั้นที่ 5 เมื่อสามารถรักษาศีล สำรวมอินทรีย์  ขจัดปัญหาเรื่องการกินการนอนได้แล้ว
ท่านจะแนะนำให้เจริญสติสัมปชัญญะ ในทุกอิริยาบถและทุกกิจกรรมของชีวิต

พวกเราที่หัดเจริญสติสัมปชัญญะแล้ว ทำได้ไม่ต่อเนื่อง
หรือรู้ตัวได้แว้บเดียว ก็หลงไปทีละนานๆ
ขอให้ลองสำรวจตนเองว่า สอบผ่านชั้นประถม 4 ชั้นนั้นหรือยัง
ถ้ายังก็ไม่น่าแปลกใจ ที่จะสอบตกในชั้นมัธยมศึกษานี้

ขั้นที่ 6 เป็นขั้นเอาจริงเอาจัง เหมาะสำหรับผู้เจริญสติสัมปชัญญะได้แล้ว
ถ้ายังเจริญสติสัมปชัญญะไม่ได้ โดดเข้ามาเรียนในชั้นอุดมศึกษานี้ ก็เห็นจะย่ำแย่แน่
คือท่านสอนว่า "ดูกรภิกษุ มาเถิด เธอจงพอใจเสนาสนะอันสงัด
คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง และ ลอมฟางเถิด
เมื่อออกไปอยู่ป่าแล้ว ก็มีงานที่ต้องทำหลังจากบิณฑบาต
คือนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า
เพื่อละนิวรณ์ทั้ง 5 ให้ขาดจากจิตใจ

เทคนิคการละนิวรณ์ 5 นั้น ไม่ยากนัก
คือท่านให้ละอภิชฌา(ความยินดี บางแห่งท่านกล่าวถึงกามฉันทะ)ในโลก
ให้เป็นผู้มีใจปราศจากอภิชฌา
(นักดูจิตจะทราบว่า วิธีง่ายๆ ก็คือ พอรู้กามฉันทะ กามฉันทะก็ดับไป)
ให้ละพยาบาท โดยคิดอนุเคราะห์เกื้อกูลในสรรพสัตว์และภูต
ให้ละถีนมิทธะแล้ว โดยมีอาโลกสัญญา(ความหมายรู้แสงสว่าง) มีสติสัมปชัญญะอยู่
ให้อุทธัจจกุกกุจจะ โดยเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบภายในอยู่
ให้ละวิจิกิจฉาแล้ว เป็นผู้ข้ามความสงสัย ไม่มีปัญหาอะไรในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่
(วิธีง่ายๆ ก็คือให้รู้ความสงสัย แล้วก็อย่าไปหลงตามความสงสัย)

การจะเข้ารับการฝึกอบรมในขั้นออกวิเวกนี้
เหมาะกับผู้ที่เจริญสติสัมปชัญญะเป็นแล้ว
มิฉะนั้น จะไม่สามารถต่อสู้กับนิวรณ์ได้
อาจจะตื่นกลัว หรือหลงเพลินไปกับความสงบสงัดเลยก็ได้
พวกเราที่อยากจะไปหาที่วิเวก ก็พิจารณาตนเองก่อนนะครับ
ว่าสอบผ่านขั้นเจริญสติสัมปชัญญะได้หรือยัง


ขั้นที่ 7 เมื่อละนิวรณ์ ๕ ประการได้แล้วก็คือ การเจริญสมาธิ
โดยสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน
มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เข้าทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งใจภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
เพราะสงบวิตกและวิจาร ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร
มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
เป็นผู้วางเฉยเพราะหน่ายปีติ  มีสติสัมปชัญญะอยู่
และเสวยสุขด้วยนามกาย เข้าตติยฌาน
ที่พระอริยะเรียกเธอได้ว่า ผู้วางเฉย มีสติ อยู่เป็นสุขอยู่
เข้าจตุตถฌาน อันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์
และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ มีสติบริสุทธิ์เพราะอุเบกขาอยู่

*******************************************

ขั้นตอนการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า แปลกกว่าที่เราเคยได้ยินกัน
ที่เราเคยได้ยินกันนั้น มักจะให้หัดเข้าฌานเพื่อข่มนิวรณ์
พอข่มนิวรณ์แล้ว จึงเจริญปัญญาด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
แต่นี่ท่านกลับสอนให้ปรับเงื่อนไขพื้นฐาน
เกี่ยวกับความประพฤติและความเป็นอยู่เสียก่อน
จากนั้นจึงหัดเจริญปัญญาด้วยความมีสติสัมปชัญญะ
แล้วละนิวรณ์ เจริญสมาธิไปตามลำดับ
เพื่อให้สติสัมปชัญญะหนักแน่นมั่นคงขึ้นอีก
อันเป็นการยกระดับจิตใจให้เจริญในธรรมยิ่งขึ้นไปตามลำดับ
เข้าลักษณะ
ใช้ปัญญาอบรมศีล ใช้ศีลอบรมปัญญา
ใช้ปัญญาอบรมสมาธิ และใช้สมาธิอบรมปัญญานั่นเอง


พระพุทธเจ้าท่านสรุปในตอนสุดท้ายว่า
"ดูกรพราหมณ์ ในพวกภิกษุที่ยังเป็นเสขะ
ยังไม่บรรลุพระอรหัตมรรค
ยังปรารถนาธรรมที่เกษมจากโยคะอย่างหาธรรมอื่นยิ่งกว่ามิได้อยู่นั้น
เรามีคำพร่ำสอนเห็นปานฉะนี้
ส่วนสำหรับภิกษุพวกที่เป็นอรหันตขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระได้แล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้วโดยลำดับ
สิ้นสัญโญชน์ในภพแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะผู้ชอบนั้น
ธรรมเหล่านี้ย่อมเป็นไปเพื่อความอยู่สบายในปัจจุบัน
และเพื่อสติสัมปชัญญะ ฯ"


นักคณิตศาสตร์ฟังหลักสูตรการฝึกอบรมของพระพุทธเจ้าแล้ว
ก็สวมวิญญาณของนักคณิตศาสตร์ ทูลถามสถิติของผู้ผ่านการฝึกอบรมว่า
สาวกทุกรูป หรือบางส่วน ที่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรนี้
พระศาสดาตรัสตอบว่า สำเร็จบางส่วน

ผู้ถามก็เกิดความฉงนใจขึ้นว่า เพราะอะไรจึงเป็นเช่นนั้น
ทั้งที่หลักสูตรที่ดีก็มีอยู่ พระศาสดาผู้สอนก็มีอยู่
ทำไมจึงมีผู้สำเร็จเพียงบางส่วน

ตรงนี้แหละที่พระศาสดาตรัสตอบว่า
ในเมื่อนิพพานก็ดำรงอยู่ ทางไปนิพพานก็ดำรงอยู่
เราผู้ชักชวนก็ดำรงอยู่ แต่ก็สาวกของเราอันเราโอวาทสั่งสอนอยู่อย่างนี้
บางพวกเพียงส่วนน้อย ยินดีนิพพานอันมีความสำเร็จล่วงส่วน บางพวกก็ไม่ยินดี
ดูกรพราหมณ์ ในเรื่องนี้ เราจะทำอย่างไรได้
ตถาคตเป็นแต่ผู้บอกหนทางให้ ฯ


พระสูตรนี้จบลงด้วยคำอุทานของพรหมณ์คณกะ โมคคัลลานะ ที่ว่า
แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า แจ่มแจ้งแล้ว พระเจ้าข้า
พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศธรรมโดยปริยายมิใช่น้อย
เปรียบเหมือนหงายของที่คว่ำ หรือเปิดของที่ปิด หรือบอกทางแก่คนหลงทาง
หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า ผู้มีตาดีจักเห็นรูปทั้งหลายได้ ฉะนั้น
ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ
ขอพระโคดมผู้เจริญ จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ฯ


**********************************************

พวกเราอ่านธรรมของพระพุทธเจ้ากันแล้ว อย่าอ่านเปล่าๆ นะครับ
ลองสำรวจตนเองดูว่า เราเป็นนักเรียนในชั้นไหน
เพราะบางท่านใจร้อนเกินไป
พอเริ่มปฏิบัติก็คิดจะละกามบ้าง คิดจะละมานะและอวิชชาบ้าง
ทั้งที่ยังต้องปรับฐานของศีล และอินทรียสังวรให้ดีก่อน
ยังต้องหัดให้มีสติและสัมปชัญญะที่ถูกต้องเสียก่อน
เรียกว่าพยายามเรียนลัด ซึ่งสำเร็จได้ยากครับ

มาลองสำรวจตนเองดูบ้างสิครับ
หากเห็นว่าอะไรยังบกพร่องอยู่ ก็ตั้งใจแก้ไขไปตามลำดับ
อย่างผมเองพอเขียนกระทู้นี้แล้ว ก็ได้มาสำรวจตนเอง
พบข้อบกพร่องว่า ยังคลุกคลีกับหมู่พวกมากเกินไป
ตอนนี้ก็ใกล้จะบวชแล้ว เห็นจะต้องปรับตัวเองเสียก่อน
(เพราะในกระทู้นี้ ก็มาชวนพวกเราปรับตัวกันแล้ว
หากตนเองไม่ปรับตัวเสียบ้างเลย ก็ให้อายที่จะแนะนำให้หมู่เพื่อนปรับตัว)
ดังนั้น ผมจึงตั้งใจที่จะคลุกคลีกับพวกเราให้น้อยลง
โดยเฉพาะกับหมู่เพื่อนหญิงทั้งหลาย
ที่ผมจะสมาทานธรรมเกี่ยวกับมาตุคาม
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนท่านพระอานนท์
มาหัดปฏิบัติให้เคยชินไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะบวช
มิฉะนั้นบวชแล้ว อาจจะเผลอร้องทักทายญาติธรรมฝ่ายหญิงเพราะเคยชิน
ดูจะไม่ค่อยเรียบร้อยเท่าที่ควรจะเป็น

ญาติมิตรทั้งหลาย ถ้าเห็นผมหัดสำรวม ก็อย่าแปลกใจนะครับ
มันเป็นความพยายามเล็กๆ อันหนึ่ง ของคนที่พยายามจะดีน่ะครับ

********************************************

ขอกล่าวเพิ่มเติมสักนิดครับว่า พระสูตรนี้เป็นพระสูตรสอนพระ
ไม่ใช่พระสูตรสอนฆราวาสนักปฏิบัติโดยตรง
ถ้าฆราวาสจะนำมาใช้ ก็ต้องปรับให้เข้ากับความเป็นไปได้เสียก่อน

เช่นในส่วนของการถือศีล การสำรวมอินทรีย์ การเจริญสติสัมปชัญญะนี่
เป็นเรื่องที่พอจะทำได้ แม้จะไม่ง่ายเท่าพระ
การปลีกวิเวก ก็พอจะทำได้เป็นครั้งคราว นานๆ ครั้ง
ขืนคุณผู้หญิงหนีสามีไปวิเวก คุณผู้ชายหนีการช่วยภรรยาเลี้ยงลูกอ่อนไปวิเวก
แบบนั้นเข้าข่ายละทิ้งหน้าที่ มากกว่าจะเป็นการปฏิบัติธรรม
พวกเราที่เป็นฆราวาส ศึกษาพระสูตรนี้แล้ว
ก็พิจารณาด้วยปัญญา นำมาปฏิบัติให้พอเหมาะพอดีกับเพศของเรา

อย่างการสำรวมอินทรีย์ที่ผมพูดถึงนั้น เป็นเรื่องไม่ยากสำหรับผม
เพราะผมมีปกติไม่ดูหนังฟังเพลงอยู่แล้ว มีปกติชอบเจริญสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว
เพียงแต่เข้มงวดกับตนเอง ให้เฝ้าสังเกตจิตใจตนเองมากขึ้น พูดตามความจำเป็น
อย่างเรื่องกินอยู่หลับนอนก็ง่ายๆ อยู่แล้ว ไม่เลือกอาหาร
ที่หลับที่นอนก็นอนเสื่อ นอนไม้กระดานมาตลอดร่วม 20 ปีแล้ว
ทุกวันนี้ภรรยาของผมก็เอาอย่าง คือรื้อที่นอนออกหมด
แล้วปูเสื่อนอนบนไม้กระดานอีกทีหนึ่ง เพราะรู้สึกสุขสบายที่นอนอย่างนี้
สุขภาพก็ดี จิตใจก็ดื ไม่ใช่การบำเพ็ญตบะ ทรมานกายแต่อย่างใด
เสื้อผ้าเครื่องใช้ ก็ใช้ตามความจำเป็น ไม่หรูหราฟุ่มเฟือยอะไร

******************************************

พวกเราคงจำกันได้ถึงตัวอย่างของท่านผู้ครองเรือนผู้มีนามว่า ท่านปิปผลิ
ท่านแต่งงาน นอนบนเตียงเดียวกับภรรยา โดยมีพวงมาลัยดอกไม้กั้นกลาง
ภรรยาของท่าน ก็เป็นผู้มีศรัทธา ศีล และปัญญาเช่นเดียวกับท่าน
พึงพอใจที่จะกระทำเช่นนั้นร่วมกัน
ท่านครองชีวิตคู่ด้วยความผาสุก
มีธรรม ไม่ใช่กาม เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจร่วมกัน
เลี้ยงดูบิดามารดาจนสิ้นชีวิต หมดหน้าที่ทางโลก
แล้วสามีภรรยาก็พากันออกบวชบรรลุพระอรหันต์ด้วยกันทั้งคู่
ท่านปิปผลิ ได้ฉายานามว่า ท่านพระมหากัสสปเถระ
ผู้เป็นแบบอย่างบรมครูของพระป่าในบ้านเรา และพระเซ็นในหลายประเทศ

ท่านเป็นตัวอย่างบุคคลในอุดมคติครับ
เราไม่พร้อมถึงขั้นจะทำอย่างท่านก็ไม่เป็นไร
(เพราะแค่นึกถึงท่านก็ชื่นใจแล้ว)
เอาเพียงแค่ ดูตนเองว่า เราทำได้แค่ไหนก็แค่นั้น
ขอเพียงมีพื้นฐานที่สำคัญคือ รักษาศีล 5 ไว้
แล้วเจริญสติสัมปชัญญะให้มากๆ ไว้ ก็พอครับ
อย่างอื่นก็ค่อยลดค่อยละไปเมื่อสติ สมาธิ ปัญญาแก่กล้าขึ้น
จนพอทำได้อย่างไม่เหลือวิสัยที่จะกระทำ



http://www.dhammada.net/coffee/index.php/topic,215.0.html











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top