ผู้เขียน หัวข้อ: จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ จิตเป็นตัวรู้  (อ่าน 2159 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย



หลวงพ่อปราโมทย์ : เพราะรู้อยู่อย่างเดียวว่า จิตต้องอยู่ในร่างกายนี้แน่ จิตไม่อยู่เกินร่างกายออกไปหรอก เพราะฉะนั้นต่อไปนี้นะ กรรมฐานของเราจะวนเวียนอยู่ไม่ให้เกินร่างกายออกไป

หลวงพ่อไล่เลยนะ จิตอยู่ในผมหรือเปล่า? เพราะเราไม่รู้จักจิตน่ะ จิตอยู่ในผมไหม ตอนนั้นผมยาวเหมือนโยมนะ ดึง บี้ๆดู ไม่เห็นจะมีจิตตรงไหนเลย มันเป็นวัตถุเฉยๆ จิตอยู่ในขนหรือเปล่า? ขนคิ้ว เมื่อก่อนก็มีขนคิ้ว ตอนนี้สั้นจุ๊ดจู๋ บี้ๆดูนะ ก็ไม่เห็นมีจิต อยู่ในผมขน ในเล็บมีไหม ในเล็บก็ไม่มีนะ ขน ผม เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก ไล่ๆอยู่ในร่างกาย ไล่ไปไล่มา ไม่เห็นจะมีจิตเลย แต่จิตต้องอยู่ในกาย แต่เราหาไม่เจอ จิตอยู่ในหัวใจหรือเปล่า? อยู่ที่ไหนหรือเปล่า ไล่ยังไงก็ไม่เจอ

เอ๊ะ..จิตคงไม่ใช่วัตถุแล้ว จิตมันนึกขึ้นได้นะ จิตมันไม่ใช่วัตถุ เราไปหาแต่ตัววัตถุมันก็ไม่เจอสิ จิตมันต้องเป็นความรู้สึก หรือว่าความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ จิตอยู่ในความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ ทำใจให้สบายรู้สึกมีความสุขขึ้นมา ดูลงไปที่มีความสุขก็ไม่เห็นจิตอีกนะ ความสุขไม่ใช่จิตอีกละ กลุ้มใจขึ้นมานะความกลุ้มใจก็ไม่ใช่จิตอีกละ ดูไปๆนะ ในที่สุดก็จับได้ จิตเป็นคนรู้

พอจิตเป็นคนรู้ เราก็ค่อยๆเห็น ทุกอย่างมันเป็นสิ่งที่จิตรู้ นี่ถ้าพูดในภาษาอภิธรรม ภาษาปริยัตินะ ก็คือ จิตกับอารมณ์นั่นเอง จิตเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ อารมณ์คือสิ่งที่จิตไปรู้เข้า คำว่า “อารมณ์” ในทางศาสนาพุทธไม่ได้แปลว่า emotion อารมณ์แบบที่พวกเรารู้จักในคนยุคนี้รู้จัก อารมณ์นั้นเป็นศัพท์เฉพาะ แปลว่าสิ่งที่ถูกจิตรู้ เป็นของที่คู่กับจิตเสมอเลย มีจิตเมื่อไหร่ต้องมีอารมณ์ มีอารมณ์ต้องมีจิต เป็นของคู่กัน

เพราะฉะนั้นเรารู้แล้วว่า จิตเป็นคนรู้ คราวนี้ค่อยๆสังเกตนะ สวดมนต์ในใจ “พุทฺโธ สุสุทฺโธ กรุณามหณฺณโว” เห็นเลย คำว่า “พุทฺโธ สุสุทฺโธ” นะ มันเหมือนงูเลื้อยออกมาจากถ้ำ เลื้อยผุดๆขึ้นมาจากความว่างๆ จิตเป็นคนดูอยู่ จิตมันก็ถอนตัวปุ๊บออกมาเป็นคนดู นี่ดูมาจากสุรินทร์นะ ไปแวะโคราชด้วย ไปหาหลวงพ่อพุธแล้วก็ขึ้นรถไฟต่อมากรุงเทพฯอีก คนละขบวนกัน มาถึงกรุงเทพฯค่อยเห็นหรอกว่า จิตมันเป็นตัวรู้ นี่จับเอาตัวรู้แยกออกมาได้นะ แต่แยกได้แว้บเดียวเอง จิตตัวรู้ก็ไหลเข้าไปรวมกับอารมณ์อีก เพราะมันคุ้นเคยที่จะไหลเข้าไปรวมกัน

อีกเจ็ดวันต่อมานะ ดึงลูกเดียวเลย ทำอย่างไรจิตมันจะแยกออกมา หลวงปู่ให้ดูจิต เราจะได้ดึงให้หลุดออกมาแล้วจะไปดูมัน นี่เข้าใจผิดละ ดูจิตไม่ได้ไปดูตัวจิตตรงๆนะ จริงๆก็คือดูตัว “เจตสิก” คือธรรมชาติที่เกิดร่วมกับจิต มันทำให้เห็นเลย จิตที่โกรธก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่โลภก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตที่หลง จิตที่สุข จิตที่ทุกข์ อะไรอย่างนี้ เป็นแต่ละดวงๆ คนละดวงกัน

ถ้าไปแยกเอาตัวรู้ออกมาจะคงที่ แล้วตัวรู้ก็เป็นตัวรู้อยู่นั่นเอง เหมือนไฟนี้ จับกี่ทีก็ร้อนทุกที ก็คงที่อยู่อย่างนั้น เราไม่ได้แยกอย่างนั้น แต่หลวงพ่อหัดใหม่ๆ ครูบาอาจารย์ไม่ได้ช่วยย่อยให้ ก็ลำบาก พยายามแยก ดึงๆใหญ่เลยนะ หาทาง ทั้งดึงทั้งผลัก แหมแทบจะเรียกว่าเอาเท้าถีบมันเลย ทางนี้ก็พยายามเหนี่ยวนะ จะให้มันแยกออกมา

ทำอยู่อาทิตย์หนึ่ง หลุดออกมาได้ อา..ดีจังเลย หลุดออกมาแล้ว หลุดออกมาแป๊บเดียวเอง ไม่กี่ขณะนะ ไหลเข้าไปรวมอีกแล้ว เฮ่อ..แต่ก็ยังดีวะ ดึงเจ็ดวันนะ มันหลุดออกมาได้นานขึ้น เห็นไหม ให้กำลังใจตัวเองด้วยนะ นี่มีพัฒนาการแล้วเห็นไหม ดึงแล้วมันแยกออกมาได้ ดึงอีกห้าวันนะ คราวนี้หลุดออกมาได้เป็นนาทีแล้ว
อยากดึงใหญ่ กะนะวันหนึ่งเราจะฝึกตัวเราไปเรื่อยจนกระทั่งวันหนึ่งมันหลุดออกมาตลอดเลย มันจะไม่เข้าไปอีกแล้ว คิดเอาว่าถ้ามันหลุดออกมาได้ตลอดนี่ต้องได้เป็นพระอรหันต์แน่ๆเลย เพราะจิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเลย จิตไม่เห็นเจตสิก นี่น่ะไม่เข้าใจเลยนะ ฟัดกับมันอยู่อย่างนี้ ๓ เดือน ถ้ามันหนักๆก็แยกไป หนักๆก็ไม่ใช่จิตนะ แยกไป ค่อยๆแยก ค่อยๆย่อย ค่อยๆสลาย สิ่งที่ไม่ใช่จิตไปเรื่อย จะเอาจิต

ฝึกอยู่ ๓ เดือนนะ ไปส่งการบ้านหลวงปู่ดูลย์ กะว่าท่านชมแน่เลยว่าเราฉลาด ลูกศิษย์คนนี้เก่งจังเลย อะไรอย่างนี้นะ สามารถแยกเอาจิตออกมาได้ละ ไปถึงแล้วนึกว่าท่านจะชม ท่านกลับบอกว่า ไปยุ่งกับอาการของจิต ยังไม่ได้ดูจิตเลย ไป กลับไปทำใหม่ ที่ทำอยู่ผิด แล้วที่ถูกล่ะเป็นอย่างไร ไม่บอกนะ รู้อย่างเดียวที่ทำอยู่ผิด

เอ..ไปพยายามแยกมันนี่ผิดแฮะ นึกขึ้นได้ว่าท่านบอกว่าให้ “ดูจิต” นี่ ท่านบอกให้ดู ท่านไม่ได้บอกให้แยกนะ เราเสือกไปแยกเอง นี่..ต้องคำนี้นะ เราเสือกไปแยกเองน่ะ ท่านบอกให้ดูต่างหากล่ะ เอาใหม่ คราวนี้เป็นอย่างไร รู้ว่ามันเป็นอย่างนั้น มันโลภ เห็นมันโลภนะ มันโกรธ เห็นมันโกรธนะ บางทีใจก็แยกออกมา บางทีก็ไหลเข้าไปรวมกัน ยังไงก็ได้ จริงแล้วยังไงก็ได้ ฝึกไปๆนะ จนวันหนึ่งก็แจ้งขึ้นมา มันไม่มีเรา จิตนี้ก็ไม่ใช่เรา อะไรก็ไม่ใช่เรา


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันเสาร์ที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๒

CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๓๐
File: 520418.mp3
ลำดับที่ ๑
ระหว่างนาทีที่ ๑๒ วินาทีที่ ๕๗ ถึง นาทีที่ ๑๘ วินาทีที่ ๒๒



http://www.dhammada.net/2011/01/29/6429/










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 11 พฤษภาคม 2013 | 03:44:09 PM โดย ภูหนาว »

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top