ผู้เขียน หัวข้อ: ทานเนื้อแดง อายุสั้น  (อ่าน 2347 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แอดมิน~เต้ย~

  • admin is coming
  • Administrator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3029
  • ขอบคุณ: 107
  • เพศ: ชาย
  • แอดมินมาแล้วว
ทานเนื้อแดง อายุสั้น
« เมื่อ: 07 พฤษภาคม 2009 | 09:17:41 AM »
ไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่การศึกษาครั้งแรกและใหญ่สุดยืนยันแล้วว่า ทานแค่เท่าแฮมเบอร์เกอร์ 1 อันต่อวันเสี่ยงอายุสั้นกว่าปกติ 30%

      บ้างก็ว่ารับประทานเนื้อมากๆ ไม่ดีอาจเป็นมะเร็งได้  บางคนก็ว่าทานสัตว์ใหญ่ เป็นกรรมเยอะ แต่ก็ยังไม่ค่อยมีการกล่าวอ้างถึงผลการวิจัยที่บอกกันชัดๆ ไปเลยว่าตกลงแล้วการรับประทานเนื้อสัตว์อย่างเช่นเนื้อวัว ซึ่งฝรั่งเรียกกันว่าเนื้อแดงเป็นประจำจะก่อผลเสียต่อปัญหาสุขภาพจริงอย่างว่าหรือเปล่า จนล่าสุดมีผลการศึกษาอย่างเป็นทางการออกมาเป็นครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดซึ่งมีคำตอบให้กับคำถามนี้

การศึกษานี้ทำในผู้สูงอายุรุ่นกลางมากกว่า 500,000 คนในสหรัฐอเมริกาโดยทำการติดตามผลกันนานถึง 10 ปี โดยระบุว่าคนที่รับประทานเนื้อแดงเป็นประจำทุกวันประมาณ 4 ออนซ์ หรือเทียบได้กับการทานแฮมเบอร์เกอร์เนื้อวันละ 1 ชิ้นมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าปกติเฉลี่ย 30%

       โดยสาเหตุของการเสียชีวิตมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเนื้อสัตว์ ได้แก่ โรคหัวใจ และโรคมะเร็ง ไม่เพียงแต่เนื้อแดงที่ปรุงสดๆ เท่านั้น แต่การรับประทานเนื้อแดงที่ผ่านการแปรรูปแล้วก็มีความสัมพันธ์กับการตายเร็วกว่าปกติด้วยเช่นกัน โดยผลการวิจัยนี้เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอายุรเวชศาสตร์ Archives of Internal Medicine


การวิจัยยังพบด้วยว่าการรับประทานเนื้อขาว เป็นต้นว่า เนื้อปลา ไก่ ไก่งวง และสัตว์ปีกอื่นๆ กลับทำให้ความเสี่ยงในการเสียชีวิตด้วยสาเหตุแบบเดียวกันนี้ น้อยลงถึงแม้ว่าจะเพียงแค่นิดหน่อยก็ตามที

      “ความเป็นหนึ่งเดียวของการศึกษาอันนี้คือจำนวนประชากรที่ศึกษาที่มากและระยะเวลาการติดตามผลที่นาน ซึ่งทำให้ผลการวิจัยนี้เป็นการตอบที่ชัดเจนและแน่นหนักว่า ใช่แล้วถ้าใครอย่างมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นต้องทานเนื้อแดงให้น้อยลง” ศาสตราจารย์ด้านโภชนาการ แบร์รี่ เอ็ม ป๊อปคิน จากมหาวิทยาลัยแห่งนอร์ธ แคโรไลน่า ผู้เขียนบทบรรณาธิการนำผลการวิจัยเรื่องนี้กล่าว สำหรับคำอธิบายที่ว่าทำไมการรับประทานเนื้อจึงมีผลเสียต่อสุขภาพได้มากถึงเพียงนี้ นักวิจัยบอกว่ามีหลากหลายปัจจัยด้วยกัน เป็นต้นว่า การปรุงอาหารจากเนื้อแดงจะทำให้เกิดสารประกอบที่เป็นสารก่อมะเร็งบางชนิด และยิ่งไปกว่านั้นเนื้อแดงคือเนื้อที่มีปริมาณไขมันอิ่มตัวสูง ซึ่งไขมันประเภทนี้มีความสัมพันธ์กันกับการป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมและโรงมะเร็งลำไส้และทวารหนัก และอีกทฤษฏีหนึ่งคือเนื้อแดงมีปริมาณธาตุเหล็กที่สูงซึ่งเชื่อว่ามีส่วนทำให้กระตุ้นการเป็นโรคมะเร็งได้อีกด้วย

       ข้อน่าสังเกตอีกประการหนึ่งที่การวิจัยชิ้นนี้ได้ให้ไว้คือ การรับประทานเนื้อหมูที่มักถูกโปรโมตว่าเป็นเนื้อขาวไม่ใช่เนื้อแดงนั้นพบว่าทำให้มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้นักวิจัยเชื่อว่าอาจเป็นเพราะธาตุเหล็กที่มีอยู่ในเนื้อหมูด้วยเช่นกัน

       แม้การวิจัยครั้งนี้จะไม่ได้อธิบายลงลึกไปถึงกลไกที่ทำให้คนที่รับประทานเนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูปมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าปกติ แต่ก็ได้ตอกย้ำถึงคำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีการกล่าวถึงมายาวนานว่าควรรับประทานเนื้อให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

        ส่วนคำนิยามของเนื้อแปรรูปที่การวิจัยนี้พบว่าทำให้คนกินเสี่ยงตายเร็วขึ้นด้วย ได้แก่ ไส้กรอกทุกชนิดเนื้อแผ่นสไลด์ชนิดแช่เย็น เบคอน ซึ่งการวิจัยนี้พบว่าในกลุ่มประชากรตัวอย่างหญิง คนที่รับประทานเนื้อแปรรูปมากที่สุดมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตเร็วกว่าปกติด้วยสาเหตุโดยรวมเมื่อเทียบกับคนกลุ่มที่รับประทานน้อยที่สุดอยู่ที่ 11% และหากจะจำแนกตามสาเหตุการตายจะพบว่าผู้หญิงกลุ่มทานเนื้อแปรรูปเยอะเสี่ยงตายด้วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น 11% และด้วยโรคหัวใจ 38% ส่วนในกลุ่มประชากรผู้ชายนั้นพบว่ากลุ่มทานเนื้อแปรรูปมากเสี่ยงตายด้วยสาเหตุทั่วไปสูงกว่าปกติที่ 16% และความเสี่ยงในการตายจากโรคมะเร็ง 12% ขณะที่ความเสี่ยงในการตายเร็วด้วยโรคหัวใจอยู่ที่ 9%

         ทั้งนี้และทั้งนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหลายรายย้ำทิ้งท้ายว่าผลการวิจัยนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเราต้องตัดเนื้อแดงออกจากเมนูอาหารของตัวเองไปเลยโดยสิ้นเชิงแต่ควรจะเลี่ยงการรับประทานเนื้อให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้จะดีกว่า


ขอบคุณที่มา สสส










ติดตามเราได้ที่
facebook: facebook.com/02dualedu  twitter:@02dual
ถ้าคุณมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษา บอกเราสิที่ admin@02dual.com

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top