โพลล์

คุณเห็นด้วยไหมว่าจะให้มีการใช้ไม้เรียวต่อไป

เห็นด้วย
1 (50%)
ไม่เห็นด้วย
1 (50%)

จำนวนผู้โหวตทั้งหมด: 1

ผู้เขียน หัวข้อ: การตีเด็ก ของครู ถูกหรือผิด  (อ่าน 14448 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

แอดมิน~เต้ย~

  • admin is coming
  • Administrator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3029
  • ขอบคุณ: 108
  • เพศ: ชาย
  • แอดมินมาแล้วว
การตีเด็ก ของครู ถูกหรือผิด
« เมื่อ: 15 มกราคม 2011 | 05:46:51 PM »
อ้างถึง
การลงโทษมีจุดประสงค์หลักเพื่อให้หลาบจำ และไม่ทำพฤติกรรมเช่นนั้นอีก โดยต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ถูกต้องดีงามตามที่สังคม กำหนด แนวคิดของจุดประสงค์ของการลงโทษยังคงเป็นอยู่ถึงแม้ว่าจะมีวิธีการที่ เปลี่ยนไป แต่จุดประสงค์หลักยังไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเป็นการลงโทษกับประชาชนทั่วไป หรือการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา

วิทยาการด้านการพิจารณาลงโทษได้ พัฒนาไปมาก มีการศึกษาวิจัยถึงระดับปริญญาเอก โดยสาระสำคัญต้องการให้การลงโทษเกิดประโยชน์กับสังคม และปัจเจกบุคคลมากที่สุด จะเห็นได้ว่ามีการปรับเปลี่ยนวิธีการลงโทษจากวิธีที่ใช้การทำร้ายร่างกายและ จิตใจ มาสู่การแก้ไขพฤติกรรม และการจำกัด หรือกักขัง ไม่ให้สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมหรือผู้อื่น

การลงโทษนักเรียนนักศึกษา

แนวคิด ว่าการลงโทษเป็นความจำเป็นในการสร้างคนให้มีคุณภาพ ถึงกับมีคำกล่าวว่า “รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี” และเมื่อเอ่ยถึงคำว่า “ไม้เรียว” เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูง หรือ เป็นเพียงพนักงานธรรมดา ๆ ที่เคยผ่านการอบรมบ่มเพาะจากโรงเรียน หรือสถาบันการศึกษามาอย่างเข้มข้นคงได้เคยสัมผัสและรู้จักรสชาติของไม้เรียว เป็นอย่างดี

ถ้ามองย้อนกลับไปถึงนัยของการทำโทษนักเรียน นักศึกษาในอดีตดูเหมือนจะถูกทำโทษด้วยไม้เรียวกันเป็นประจำจนเป็นเรื่องปกติ และเมื่อมีงานเลี้ยงรุ่นของบรรดาศิษย์เก่าของโรงเรียนต่าง ๆ ที่มารวมตัวกันต่างนำเรื่องการโดนไม้เรียว หรือการทำโทษต่าง ๆ เช่น เดินเป็ด ขนมจีบ สองเกลี่ยวบิดพุง คาบไม้บรรทัด ขว้างด้วยแปลงลบกระดาน วิ่งรอบสนาม ล้างส้วม ทำงานหนักอื่น ๆ และที่หนักมากที่สุดคือ การเฆียนตีหน้าเสาธง หรือหน้าชั้นเรียน เรื่องการลงโทษและถูกทำโทษด้วยวิธีแปลก ๆ นี้เมื่อเวลาผ่านไป ได้ถูกนำมาพูดกันอย่างสนุกสนาน ยิ่งถ้าครูคนไหนดุ หรือทำโทษบ่อยมาก ๆ ก็จะเป็นที่จดจำของบรรดาลูกศิษย์ ซึ่งอาจเป็นทั้งที่รักและที่เกลี่ยดชังด้วยก็มี การทำโทษด้วยการใช้ไม้เรียว เฆี่ยน ตี หรือ การทำโทษด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่เกิดเป็นความบอบช้ำไม่เฉพาะด้านร่างกายเท่านั้นยังส่งผลต่อจิตใจของผู้ เรียน และผู้ปกครองอีกด้านหนึ่งด้วย

จึงมีคำถามตามมาว่าครูควรจะ ลงโทษแบบไหน ถึงจะเรียกว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสม คำตอบที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดก็คือ ครูควรมีจิตสำนึกของความเป็นครูอันเป็นพื้นฐานที่แข็งแรง เพราะหากมีการทำโทษด้วยจิตสำนึกดังกล่าวถึงแม้ว่าจะออกมาในรูปแบบของการ เฆี่ยนตี แต่ก็ด้วยความมุ่งหมายที่ต้องการให้ผู้เรียนหลาบจำ ไม่ต้องการให้มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของสังคมอีก ปัจจุบันด้วยจิตสำนึกของครู (บางคน) ขาดหายไปจึงเกิดกรณีเป็นข่าวในเรื่อง การทำโทษนักเรียนหรือ นักศึกษาเกินกว่าเหตุ และเมื่อพิจารณาแล้วการทำโทษในบางครั้งแทบจะไม่มีเยื่อใยความผูกพันระหว่าง ความเป็นครูกับศิษย์ ให้เห็นเลย

ระเบียบการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา

ระเบียบ กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 ได้กำหนดวิธีการลงโทษไว้ซึ่งจะนำมากล่าวถึงในประเด็นที่เป็นสาระสำคัญดังนี้

ข้อ 4. ...“การลงโทษ” หมายความว่า การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด โดยมีความมุ่งหมายเพื่อการอบรมสั่งสอน

ข้อ 5 โทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิด มี4 สถาน ดังนี้

1.ว่ากล่าวตักเตือน
2.ทำทัณฑ์บน
3.ตัดคะแนนความประพฤติ
4.ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ข้อ 6 ห้ามลงโทษนักเรียนและนักศึกษาด้วยวิธีรุนแรง หรือแบบกลั่นแกล้ง หรือลงโทษด้วยความโกรธ หรือด้วยความพยาบาท โดยให้คำนึงถึงอายุของนักเรียนหรือนักศึกษา และความร้ายแรงของพฤติการณ์ประกอบการลงโทษด้วย การลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาให้เป็นไปเพื่อเจตนาที่จะแก้นิสัยและความ ประพฤติไม่ดีของนักเรียนหรือนักศึกษาให้รู้สำนึกในความผิด และกลับมาประพฤติตนใตนทางที่ดีต่อไปให้ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกษา หรือผู้ที่ผู้บริหารโรงเรียนหรือสถานศึกามอบหมายเป็นผู้มีอำนาจในการลงโทษ นักเรียน นักศึกษา

ข้อ 7. การว่ากล่าวตักเตือน ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษากระทำความผิดไม่ร้ายแรง

ข้อ 8. การทำทัณฑ์บนใช้ในกรณีนักเรียนหรือนักศึกษาที่ประพฤติตนไม่เหมาะสมกับสภาพ นักเรียนหรือนักศึกษา ตามกฎกระทรวงว่าด้วยความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา หรือกรณีทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของสถานศึกษา หรือฝ่าฝืนระเบียบของสถานศึกษา หรือได้รับโทษว่ากล่าวตักเตือนแล้ว แต่ยังไม่เข็ดหลาบ การทำทัณฑ์บนให้ทำเป็นหนังสือ และเชิญบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาบันทึกรับทราบความผิดและรับรองการทำทัณฑ์บน ไว้ด้วยข้อ

9. การตัดคะแนนความประพฤติ ให้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนและ นักศึกษาของแต่ละสถานศึกษากำหนด และให้ทำบันทึกข้อมูลไว้เป็นหลักฐานข้อ

10 ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้ในกรณีที่นักเรียนและนักศึกษากระทำความผิดที่สมควรต้องปรับเปลี่ยน พฤติกรรม การจัดกิจกรรมให้เป็นไปตามแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ซึ่ง ก่อนหน้าปี 2542 กระทรวงศึกษาธิการมีระเบียบลงโทษนักเรียน ที่อนุญาตให้ครูใช้ไม้เรียวตีนักเรียนได้ หลังจากปี 2542 มีระเบียบลงโทษนักเรียน ห้ามลงโทษนักเรียนโดยการตี และล่าสุดจากระเบียบข้างต้นโดยปรับปรุงระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย เรื่องการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา ประกาศ ณ วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2548 กำหนดบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน คือ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อปรับพฤติกรรมเท่านั้น นั่นหมายความว่าครูไม่ควรลงโทษนักเรียนและนักศึกษา ด้วยวิธีการอื่นๆ นอกเหนือจาก 4 มาตรการนี้

การลงโทษนักเรียนและนักศึกษาในอุดมคติ

การลงโทษควรเป็นวิธีการสุดท้ายสำหรับครู/อาจารย์ที่จะพึงกระทำต่อผู้เรียน และการทำโทษต้องอยู่บนเจตนาของความต้องการแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เท่านั้น การทำการบ้านผิด ตอบคำถามผิด หรือมีการเรียนที่ล่าช้า ไม่สมควรได้รับการลงโทษด้วยความรุนแรง ในอดีตการทำการบ้านผิด ตอบคำถามผิด หรือการเรียนที่ล่าช้า จะถูกทำโทษจากครู/อาจารย์ อย่างรุนแรงด้วยการเฆียน ตี หรือทำร้ายร่างกายด้วยวิธีการต่าง ๆ การลงโทษที่เหมาะสมในยุคปัจจุบันจึงควรละเว้นการทำร้ายร่างการและจิตใจด้วย วิธีการต่าง ๆ อย่างสิ้นเชิง

ความผิดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอันเป็นผลจากกระบวนการเรียนการสอนนั้น ต้องได้รับการแก้ไขด้วยกระบวนการเรียนการสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ที่เหมาะสม ถ้านักเรียนหรือนักศึกษาทำความผิดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนและ สมควรต้องได้รับการลงโทษ ครู/อาจารย์ควรหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการแก้ไขพฤติกรรมด้วยการทำร้าย ร่างกายหรือจิตใจ ด้วยประการทั้งปวง เช่น การลงโทษด้วยการเฆี่ยน ตี หรือด่าว่าด้วยถ้อยคำที่กระทบความรู้สึกอย่างรุนแรงครู/อาจารย์ควรให้ผู้ที่ มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการจะดีกว่า เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจากหน่วยงานที่รับผิดชอบในการแก้ไขความประพฤติของ เยาวชน หรือคนในสังคม ซึ่งเจ้าหน้าที่เหล่านั้นเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจ และมีความชำนาญในกระบวนการและวิธีการลงโทษตามลักษณะของพฤติกรรมที่ควรได้รับ การลงโทษ


เพราะครู/อาจารย์ไม่ได้รับการฝึกอบรมหรือได้รับการสั่งสอน มาให้เป็นผู้พิจารณาโทษและลงโทษผู้เรียนอย่างเป็นระบบ การตัดสินลงโทษของครูจึงมีความผิดพลาดได้ง่าย เพราะครูมักจะใช้อารมณ์ และความรู้สึกของตนเองตัดสินเป็นสำคัญ ยิ่งถ้าครูเป็นผู้เกี่ยวข้องและมีส่วนกับการการทำผิดของผู้เรียนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ความเป็นธรรมและความชอบธรรมลดลงมาก

ครูควรหมดหน้าที่ลงโทษผู้เรียนด้วยการทำร้ายร่างกายและจิตใจอีกต่อไป

โดยกระทรวงศึกษาธิการได้มีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ   ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา  พ.ศ.2515  และ   ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับที่ 2)  พ.ศ.2522  ซึ่ง  
ออกโดยอาศัยอำนาจของประกาศคณะปฏิวัติ
ฉบับที่  132  กำหนดวิธีการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา ที่ ประพฤติหรือฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับ         ของสถานศึกษา  ให้ลงโทษตั้งแต่  ว่ากล่าวตักเตือน  เฆี่ยน  ทำทัณฑ์บนสั่งพักการเรียน  ให้ออกจนถึง    คัดชื่อออกสำหรับการเฆี่ยน  ให้เฆี่ยนด้วยไม้เรียว  เหลากลม  ผิวเรียบ  เส้นผ่าศูนย์กลาง                     ไม่เกิน  0.7  เซนติเมตร  ที่บริเวณก้นหรือขาอ่อนท่อนบนด้านหลัง  ซึ่งมีเครื่องแต่งกายรับรอง  กำหนด  การเฆี่ยนไม่เกิน  6  ที   การเฆี่ยนต้องทำในที่ไม่เปิดเผย  และในลักษณะเพื่อว่ากล่าวสั่งสอนให้เข็ดหลาบ
          ต่อมาวันที่  1  พฤศจิกายน  2543  กระทรวงศึกษาธิการได้ปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการลงโทษนักเรียน  หรือนักศึกษาใหม่  โดยโทษที่จะลงแก่นักเรียนหรือนักศึกษาที่กระทำความผิดมี  5  สถาน      
1) การว่ากล่าวตักเตือน  2) ทำกิจกรรม  3) ทำทัณฑ์บน  4) พักการเรียน  5) ให้ออก  (ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา  พ.ศ.2543)  และมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในปี พ.ศ.2548  กำหนดให้มีการลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษาใหม่  คือ 1) ว่ากล่าวตักเตือน      
2) ทำทัณฑ์บน     3) ตัดคะแนนความประพฤติ      4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
(ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา  พ.ศ.2548)
          ดังนั้น  การลงโทษของครูบาอาจารย์  ที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษา  ต้องเป็นไปตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา  จะไปลงโทษนอกเหนือจากระเบียบที่กำหนดไว้ไม่ได้  ถือว่าไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะทำได้
          แต่ก่อนปี พ.ศ.2543  ครู  อาจารย์  สามารถลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษาที่ทำผิดระเบียบได้โดยการเฆี่ยนตี  แต่การที่จะเฆี่ยนหรือตีต้องใช้ไม้เรียวเหลากลม  ผิวเรียบ  เส้นผ่าศูนย์กลางไม่เกิน  0.7  เซนติเมตร  และต้องตีบริเวณก้นหรือขาอ่อนท่อนบน  ด้านหลัง  ซึ่งมีเครื่องแต่งกายรับรองและให้ตีได้ไม่เกิน  6  ที


แต่ตั้งแต่วันที่  1  พฤศจิกายน  2543  ครูบาอาจารย์จึงไม่สามารถลงโทษนักเรียนหรือนักศึกษา  
โดยการตีหรือเฆี่ยนได้  เพราะขัดระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นระเบียบที่ให้อำนาจลงโทษได้ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้เท่านั้น  การที่จะลงโทษนอกเหนือจากที่กำหนดไว้  จึงไม่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติของทางราชการ  และไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ดังเช่น  บิดา  มารดาของผู้เยาว์  แต่อย่างใด
          การที่ครูบาอาจารย์  ตีนักเรียนหรือนักศึกษา  จนได้รับอันตรายแก่กายจึงไม่มีกฎหมายยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษ  ถ้านักเรียนหรือนักศึกษา  รวมทั้งผู้ปกครองมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีก็จะมีความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ  ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา  295  หรือ  297  ก็ได้  ถ้านักเรียนได้รับบาดเจ็บสาหัส  ซึ่งเป็นความผิดกฎหมายอาญา
          ดังนั้น  สำนวนไทยที่ว่า  “รักวัวให้ผูก  รักลูกให้ตี”  จึงใช้ได้กับบิดา  มารดา  และบุตรเท่านั้น  แต่จะนำมาใช้กับครู  อาจารย์ กับนักเรียน  นักศึกษา  ไม่ได้ครับ  เพราะไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้

พวกเราเห็นไหมว่ายิ่งเวลาผ่านไปกฎระเบียบผ่อนปรนมากขึ้นต่อไปความต้องไหว้เด็กแล้วละมั้งนะผมว่า การตีเด็กนั้นไม่ใช่ว่าสักแต่ตีเป็นเบสบอล ต้องมีความมีเหตุมีผลตีเพื่อให้เกิดว่ารู้ว่าผิดไม่ใช่ไปตีตีตีแบบไร้เหตุผล ถ้าตีเด็กแบบไร้เหตุผลคุณเป็นครูเพื่ออะไรกันแน่ ครูคือผู้มีปัญญา มิใช่ผู้บ้าพลังนะครับ










« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16 มกราคม 2011 | 11:19:57 AM โดย แอดมิน~เต้ย~ »
ติดตามเราได้ที่
facebook: facebook.com/02dualedu  twitter:@02dual
ถ้าคุณมีข่าวเกี่ยวกับการศึกษา บอกเราสิที่ admin@02dual.com

uttapon14

  • กลุ่มผู้ดูแล
  • สมาชิกระดับกลาง
  • ****
  • กระทู้: 64
  • ขอบคุณ: 1
  • เพศ: ชาย
Re: การตีเด็ก ของครู ถูกหรือผิด
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 15 มกราคม 2011 | 05:57:30 PM »
ผมคิดว่าถูก การตีเด็กช่วยให้หลาบจำ ไม่กล้าที่จะทำสิ่งนั้นอีก
แต่การลงโทษเด็กนั้น ควรลงโทษในสิ่งที่เค้าทำผิด
ทำผิดครั้งแรกอาจว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้น และไม่ควรใช้กำลังเกินกว่าเหตุ
จนเป็นอันตรายต่อเด็ก ผลที่ตามมาจะเป็นผลเสียต่อครูเอง
อย่าสิไลลืมถิ่ม มูลมังตั้งแต่เก่า
อย่าสิเผามอดเมี้ยนเสียถิ่มบ่มีเหลือ
บาดว่าเทื่อมื้อหน้า สิพาเฮาให้เฮืองฮุ่ง
อีสานเอาสิพุ่ง เจริญขึ้นก็แต่หลัง

rgate

  • สมาชิกใหม่
  • *
  • กระทู้: 1
  • ขอบคุณ: 0
Re: การตีเด็ก ของครู ถูกหรือผิด
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 15 มกราคม 2011 | 05:59:33 PM »
คิดว่ามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตีหรอกครับ อันนี้ผมเป็นคนเสนอความคิดเห็นเองลองไปอ่านได้ครับ

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2029668


มีกับไม่มีไม่ต่างกันครับถ้าผู้ให้ความรู้ ไม่มีจิตวิทยาในการพูด สู้เด็กที่ดีแล้วได้รางวัลแทนการตีแล้วตีอีกดีกว่าไหมครับ  เพราะได้รางวัลเกิดเป็นความรู้สึกที่ยาวนานกว่าคนอื่นเห็นอยากได้บ้างก็ทำตัวดีบ้าง  ได้ผลกว่นะครับ

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top