ผู้เขียน หัวข้อ: รักแท้มีจริงหรือไม่ ?  (อ่าน 815 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3168
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
  • รู้สึกตัว รู้สึกตัว
รักแท้มีจริงหรือไม่ ?
« เมื่อ: 16 กันยายน 2012 | 12:45:00 AM »
ถาม: รักแท้มีจริงหรือไม่ ?



อันนี้แยกได้เป็นหลายคำตอบครับ

บทสรุปหนึ่งก็คือว่ารักแท้น่ะมีจริง แต่ที่จริงกว่านั้นคือกิเลส

หมายความว่าถ้ามองตามสายตาทางโลกก็ต้องว่ามี แต่ถ้ามองตามสายตาทางธรรมก็ต้องว่ารากของรักแท้นั้นมาจากกิเลสนี่เอง ที่รักแท้จะมีอันต้องกลับกลายเป็นรักเก๊ ก็ด้วยกิเลสอันเดียวกันอีกนั่นแหละ โดยมีตัวแปรเช่นบุคคล เวลา และสถานการณ์มาร่วมสมการกิเลส

จะวัยรุ่น หนุ่มสาว หรือย่างเข้าวัยกลางคนก็ตาม คนเราพอถามหมอดูทีไร ก็มีคำถามอยู่ไม่กี่คำ เช่นเมื่อไหร่จะเจอเนื้อคู่ เนื้อคู่มีลักษณะเช่นไร มาจากไหน อย่างฉันนี้เมื่อไหร่จะสมหวังเสียที หรือไม่มีโอกาสอีกแล้ว ฯลฯ สะท้อนให้เห็นคล้ายๆทุกคนจะเชื่อเหมือนกันว่าใครๆต่างก็มีคู่แท้ ที่จะครองรักกันอย่างมีความสุขไปจนตายแถมตายแล้วยังจองจะเจอกันต่ออีก

คนเรามักตั้งมุมมองเกี่ยวกับตัวเองไว้ในแง่ความหวัง ความสมหวัง อยากให้เนื้อคู่เราหล่อ สวย รวย เก่ง เอาใจ ไม่เจ้าชู้ ฯลฯ ถึงปากจะบอกว่าผิดจากนั้นก็หยวนได้ ขอแค่สองสามข้อก็พอ แต่ใจลึกๆต่างก็หวังว่าจะมีอะไรแบบลอยมาจากฟ้า เกิดมาเพื่อเป็นคู่กับเราด้วย แสนดีไปทุกอย่างด้วย วัดกันได้ชัดตอนอยู่ด้วยกันแล้ว อะไรนิดอะไรหน่อยขวางหูขวางตาไปหมด หมีกินผึ้งยังเรียกพี่ นั่นสะท้อนว่าคนเราอยากเอาอะไรอย่างใจไม่จริงหรอกที่บอกว่ามีที่ตินิดๆหน่อยๆไม่เป็นไร เพราะต่อให้ดีพร้อมขนาดไหน ก็ต้องมีเรื่องไม่ถูกใจ ไม่ลงกัน อยู่ด้วยกันแล้วต้องบ่น "เซ็งจริงๆพับผ่า" เข้าจนได้

สำหรับคนไม่เชื่อเรื่องกรรม ไม่เชื่อเรื่องภพชาติ แต่เชื่อเรื่องดวง ก็จะมองไปว่าธรรมชาติเสกคู่เตรียมไว้ให้เราโดยเฉพาะ ความรู้สึกเกี่ยวกับ "เนื้อคู่" จะจำกัดอยู่เท่านั้น แต่สำหรับคนที่เชื่อเรื่องกรรม เชื่อเรื่องภพชาติแบบตามๆกันมา ก็จะมองไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งก็ใกล้เคียงกับประเภทแรกอยู่นั่นเอง กล่าวคือเชื่อว่าเราจะต้องมีใครอยู่คนหนึ่ง ทำบุญร่วมกันมา แล้วจะต้องติดตามกันไปตลอด ชนิดไม่พรากจากกัน

อันนี้ถ้าศึกษาเรื่องกรรมอย่างเข้าใจจริงๆ และศึกษาโดยเอาชาตินี้เป็นหลักเป็นฐานอ้างอิง ก็จะเห็นว่าคนเราอาจคิดไม่เหมือนกัน พูดไม่เหมือนกัน และทำไม่เหมือนกัน
คนที่คิด พูด ทำใกล้เคียงกัน คบหากันแล้วจะมีความสุข อันนี้ยังไม่ต้องแบ่งแยกว่าดีหรือเลว เอาเป็นว่าอัธยาศัยต้องกันแล้วโน้มเอียงที่จะสบายใจ ไม่เป็นอื่นต่อกัน เมื่อเริ่มด้วยความเป็น "ธาตุนิสัยเสมอกัน"
สิ่งที่ตามมาก็เป็นไปตามครรลอง คือส่งเสริมกันไปในทางที่ชอบใจ เช่นถ้าต่างมีดวงจิตน้อมไปทางกุศล
ก็จะชวนกันคิด พูด ทำไปในทางกุศล แต่ถ้าต่างมีดวงจิตน้อมไปทางตรงข้าม วันคืนผ่านไป ก็จะชวนกันก่อเรื่องเดือดร้อนให้ตนเองและคนอื่นมากขึ้นทุกที

ถ้าเข้าใจตรงนี้ ก็ต้องชี้ว่าก่อนจะมี "คู่แท้ที่ติดตามกันทุกภพชาติ" ได้นั้น ก่อนอื่นน่าจะต้องมีธาตุนิสัยไปในทางกุศลพร้อมๆกันเสียก่อนเป็นปฐม จึงสามารถสร้างเหตุ สร้างปัจจัยที่จะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในภายหลัง ถ้าไม่มีปฐมเหตุคือจิตที่คิดดี ปากที่พูดดี และมือไม้ที่ลงมือทำดีแล้ว จะไปสร้างเหตุแห่งความสบายใจร่วมกันได้อย่างไร มีแต่จะสร้างเหตุแห่งความเดือดร้อน ขัดใจ เจอกันแล้วเหม็นขี้หน้ากันเสียมากกว่า

แต่ก็น่าเห็นใจที่มีบางคู่ ทำเวรทำกรรมอะไรกันมานักก็ไม่ทราบ เจอกันแล้วมีความดึงดูด หรือเหตุปัจจัยให้หลงรักกันเหลือเกิน อยากจะดันทุรังอยู่ด้วยกันให้จงได้ แม้เครื่องแสดงแวดล้อมจะบอกว่าไม่เหมาะ
มีความเสมอกันเพียงผิวนอกเล็กๆน้อยๆ คือมีเหลี่ยมมุมที่เผอิญหันมาชนกันแล้วสอดรับกันได้นิดหน่อย
แต่แท้ที่จริง โดยแก่นอันเป็นภายในแล้ว หาความเสมอกันไม่ได้เลย ข้างนอกเหมือนหลอกกันว่าสุกใส พอดูข้างในมีแต่โพรงกลวงไปหมด

ในธรรมบทมีอยู่บทหนึ่งท่านกล่าวไว้ว่าสิริกับกาลีมาอยู่ด้วยกัน ความวิบัติก็เกิดขึ้นเอง อันนี้เป็นเรื่องจริง ถ้าคิด พูด ทำต่างกันมากๆ คนหนึ่งไปทางบุญ อีกคนไปทางบาป อยู่กันก็รังแต่จะมีเรื่องร้อนๆตลอด และกรรมจะเป็นผู้แยกทางให้ ไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย ฝ่ายดีจะยิ่งได้ไปดีขึ้น ส่วนฝ่ายร้ายก็จะยิ่งได้ไปเสวยทุกขเวทนาแสนสาหัส โดยเอาเวลาที่อยู่ร่วมกันนั่นเองเป็นเครื่องสร้างอนาคต กล่าวคือฝ่ายดีจะได้บำเพ็ญทั้งขันติ ทั้งอภัยทาน และอีกสารพัด ส่วนฝ่ายร้ายก็จะได้ก่อเวร ทั้งความเบียดเบียน ทั้งนิสัยถืออำนาจบาตรใหญ่

รายละเอียดเรื่องการครองคู่นั้นพิสดารลึกซึ้งนัก แต่พอสรุปได้คร่าวๆคืออยู่ดี อยู่ร้าย และอยู่ครึ่งดีครึ่งร้าย
โดยมากจะเป็นแบบที่สาม คือครึ่งดีครึ่งร้าย เพราะฉะนั้นโดยมากเช่นกัน ที่คนเราจะเจอรัก "ครึ่งแท้ครึ่งปลอม" กัน

นอกจากรักแท้แพ้ใกล้ชิดแล้ว ต้องบอกด้วยว่ารักแท้แพ้กรรมเก่า คนเราถ้าเคยร่วมกันบาปมากกว่าร่วมบุญกันมา อยู่ด้วยกันป๊อบแป๊บ วันหนึ่งก็ต้องมีเหตุให้แยกจากกัน แล้วไปเสี่ยงบุญเสี่ยงกรรม หาคนใหม่ที่เคยร่วมดีร้ายมาหนักเบากว่ากันอีก

ทีนี้ว่ากันเกี่ยวกับนิยามรักแท้ในแง่อุดมคติหรือเชิงธรรมะปรัชญาทั่วไป ผมเองมีความประทับใจจากการบันเทิงมากกว่าประสบการณ์จริง อันแรกได้จากการฟังเพลง Tie a Yellow Ribbon Around the Old Oak Tree
เนื้อเพลงกล่าวถึงนักโทษคนหนึ่งที่เพิ่งออกจากคุก หลังจากติดอยู่นานสามปี เขาเขียนจดหมายถึงแฟนว่าตอนนี้เขาเป็นอิสระแล้ว และต้องการจะรู้ว่ามีสิ่งใดที่ไม่เป็น หรือยังเป็นของเขาอยู่ ถ้าเธอยังต้องการเขา
ก็ขอให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้อันหนึ่งบนต้นโอ๊กในสนามหน้าบ้าน หากเขาผ่านไปแล้วไม่เห็นสัญลักษณ์ตอบรับนี้ ก็จะไม่ลงจากรถบัส จะนั่งผ่านเลยไป แล้วลืมเรื่องราวแต่หนหลังเสีย กับทั้งจะตำหนิตนเองที่ก่อเหตุให้ต้องลงเอยอย่างนี้ ไม่โทษเธอเลยที่ตัดสินใจอย่างนั้น พอใกล้จะถึงบ้าน เขากลับไม่กล้ามองผลที่รออยู่
แต่ไหว้วานคนขับรถให้ช่วยมองแทน ว่ามีคำตอบเช่นใดอยู่ที่ตรงนั้น โดยรำพึงรำพันให้ฟังว่าเขายังเหมือนติดคุก และเธอเพียงคนเดียวถือกุญแจดอกที่จะปลดปล่อยเขาออกมาจากกรงขัง กุญแจดอกนั้นก็คือริบบิ้นสีเหลืองอันหนึ่งบนต้นโอ๊กซึ่งเขาเขียนมาขอไว้ ขอเพียงมีริบบิ้นสีเหลืองอันเดียวบนต้นโอ๊ก เขาจะเป็นอิสระทันที
พระเอกของเพลงคงเล่าด้วยลักษณะลืมตัวคร่ำครวญ คนทั้งรถเลยได้ยิน แล้วก็พลอยเป็นหูเป็นตาแทนให้พร้อมกัน ที่สุดก็ปรากฏว่ามีเสียงเชียร์ลั่นรถ ทำให้เขาต้องลืมตาขึ้น และแทบไม่เชื่อสายตากับภาพที่เห็น
เพราะมีริบบิ้นเป็นร้อยชิ้น ทอประกายเหลืองอร่ามรับตาอยู่บนต้นโอ๊ก ไม่ใช่แค่ไม่มี และไม่ใช่เพียงชิ้นเดียวที่อาจทำให้หลงหูหลงตา

แน่นอนว่านั่นคือคำตอบที่หนักแน่น และออกมาจากหัวใจที่ยังเปี่ยมด้วยรักมั่นคง เป็นความรักที่ยินยอมรอคอยด้วยความซื่อสัตย์ และไม่แปรใจเป็นอื่นทั้งรู้ว่าคนรักของตนกลายเป็นไอ้ขี้คุกไปแล้ว
ถ้าผมฟังอย่างตั้งใจทีไร ก็จะสะอึกทุกครั้ง เห็นภาพของรักแท้แจ่มชัดผ่านริบบิ้นนับร้อยที่ถูกบรรจงผูกไว้ แล้วก็ชวนให้นึกว่าจะต้องใช้อดีตหวานชื่นขนาดไหนหนอ ถึงทำให้ผู้หญิงปักใจรักผู้ชายสักคนได้มากมายปานนั้น

ส่วนสรุปจากตรงนี้คือรักแท้เป็นความพิศวาส ความอาลัยอาวรณ์รุนแรง ความปักหลักไม่เปลี่ยน ทนทานและท้าทายกาลเวลา โดยไม่สนใจว่าจะมีเรื่องเลวร้ายขนาดไหนเกิดขึ้นแล้ว และไม่สนใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ขอเพียงมีตัวตนของคนรัก ขอเพียงได้มาซึ่งตัวตนนั้น ที่เหลือจะมากหรือน้อย จะดีหรือร้าย ก็ไร้ความหมายสิ้นเชิง

เห็นได้ชัดผ่านเหตุการณ์ตามเนื้อเพลง ว่าเพลงนี้คือนิทานหลอกเด็กที่แต่งขึ้นโดยปราศจากเรื่องจริงรองรับ
คนเราถ้ายังรักกันอยู่ก็ต้องไปเยี่ยมถึงคุก และไถ่ถามกันได้ความไปนานแล้วว่าจะเอายังไง อยู่กับฉันต่อไหวไหม แถมนึกแล้วผมหวาดเสียวแทน ว่าถ้าตอนเขาส่งจดหมายมาขอริบบิ้น เกิดสาวไม่อยู่บ้าน กำลังไปเยี่ยมชมโบราณสถานแถวเขมร ก็คงอดกัน ไม่ต้องได้รู้ความจริงตลอดไป ว่าที่แท้สาวเขายังเอาเราอยู่

สาระจากเพลงคือต้องการระบายสีแต่งภาพรักแท้ออกมาให้ชม คนฟังก็คงรับผลแห่งจินตนาการที่นำมาย้อมใจผ่านเพลงกันไปเต็มปรี่ คั้นน้ำตาคนทั่วโลกมาแล้วต่อเนื่องกันหลายสิบปี เพราะเพลงนี้ค่อนข้างอมตะ ยังเปิดฟังกันเสมอกระทั่งทุกวันนี้

อีกเรื่องหนึ่งที่ประทับใจมากๆ เป็นหนึ่งในหนังชุดแดนสนธยาที่ดูตั้งแต่เด็กๆ ชื่อเรื่อง The Invisible Man
กล่าวถึงอนาคตนานๆต่อไป โลกมีกฎหมายประหลาดขึ้นมาเพื่อดัดนิสัยคน คือถ้าใครเห็นแก่ตัว เป็นคนไม่เอาใคร ขาดมนุษยสัมพันธ์อันดีมากๆแล้ว ก็จะโดนลงโทษขั้นรุนแรง คือต้องถูกประทับตราไว้บนหน้าผากว่าเป็น "มนุษย์ล่องหน" ความจริงไม่ได้ล่องหนไปไหน แต่กฎคือทุกคนที่เห็นนักโทษจำพวกนี้ จะต้องไม่พูด ไม่ยุ่งเกี่ยว ทำเหมือนพวกนี้เป็นมนุษย์ล่องหนไร้ตัวตน เรียกว่าต้องปฏิบัติกันเหมือนนักโทษเป็นอากาศธาตุ ไม่ว่ามนุษย์ล่องหนจะทำอะไรยังไงแค่ไหนก็ตามที หากใครฝ่าฝืนแล้วไซร้ โทษคือจะต้องเป็นมนุษย์ล่องหนตกตามกัน

กฎเข้มนี้มีผลบังคับใช้ทั่วทุกตารางนิ้วโดยไม่มีใครแอบฝ่าฝืนได้ เนื่องจากจะมีหุ่นยนต์ร์บินได้คอยสอดส่องติดตามสำรวจมนุษย์ล่องหนทุกคน หากมนุษย์ล่องหนพยายามพูดกับใคร แล้วได้รับการสนองตอบ หรือแม้ยอมให้แตะต้อง ก็จะมีเวลาประมาณสิบวินาทีในการเปลี่ยนใจถอนตัวเสีย ถ้าขืนดื้อดึง ก็จะมีเสียงประกาศจากหุ่นยนต์ร์พิพากษาให้กลายเป็นมนุษย์ล่องหนไปอีกคนทันที

พระเอกของเรื่องเป็นประเภทเข้าข่ายต้องรับโทษเป็นมนุษย์ล่องหนกับเขา คือไม่เอาใครเลย ไม่ยิ้ม ไม่ทักทาย ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เด็ก สตรี และคนชรา เขามีกำหนดรับโทษทัณฑ์ประมาณหกเดือน วันที่รู้ตัวว่าได้รับโทษ เขายังยิ้มเยาะโลกได้อยู่ และหนำซ้ำเห็นเป็นเรื่องสนุกเสียอีก เนื่องจากสามารถหยิบฉวยสินค้ากี่ชิ้นกลับบ้านก็ได้ โดยรัฐจะเป็นผู้ชดใช้ค่าเสียหายให้ สามารถเข้าห้องอาบน้ำสาธารณะของผู้หญิงได้ โดยไม่มีใครกล้าปริปากโวยวาย อย่างมากแค่วางหน้าไม่ถูก กระอักกระอ่วนกันไป ฟังเขาหัวเราะร่าพูดกระเซ้า โดยไม่มีใครกล้าขับไล่หรือแม้จะปิดบัง เพราะนั่นเท่ากับเป็นการแสดงว่ารับรู้การปรากฏตัวของเขา ณ ที่นั้น ออกดีอย่างนี้ใครจะไม่ชอบ

ในช่วงเวลาที่กำลังสนุกอยู่ เขาไม่ยินยลสนใจกับการถูกเมินเฉยแม้แต่น้อย เพราะรู้สึกว่านั่นเป็นสิ่งที่เข้ากันดีกับนิสัยของตนเอง คือสมกับที่เขาเองให้แต่ความสัมพันธ์อันเย็นชาต่อสังคมมาตลอด ไม่ช่วยใคร ไม่พูดดี ไม่ยิ้มแย้มทักทายใคร กระทั่งเวลาเริ่มผ่านไปนานเข้า เขาก็เริ่มตระหนักว่าการไม่มีใครพูดด้วยเลยจริงๆนั้น มันต่างกันลิบลับกับครั้งเมื่อเพียง "อยากพูดให้น้อยๆ" เขาเริ่มรู้จักความเหงา และต้องการใครสักคนเป็นเพื่อนคุย กลุ่มคนที่เริ่มแสวงหา เริ่มชักชวนพูดคุย ก็คือพวกที่เป็นมนุษย์ล่องหนด้วยกันนั่นเอง แต่มนุษย์ล่องหนส่วนใหญ่ต่างจากเขา คือเป็นพวกหุ่นคล้ายโจร หน้าคล้ายผี

วันหนึ่งเขาเจอกับเด็กสาว ค่อยดูดีหน่อย ถึงแม้หน้าตาท่าทางเป็นพวกเด็กมีปัญหาเก็บกด เขาก็รีบปรี่เข้าไปทักทายด้วยความยินดีที่น่าจะเจอเพื่อนแล้ว และหวังว่าเธอคงพูดคุยกับเขา เนื่องจากหน้าตาพูดรู้เรื่อง น่าคบได้ แต่ที่ได้รับคือการสะบัดหน้า ไม่พูดด้วยแม้แต่คำเดียว เรียกว่าแทบรีบวิ่งหนีไปเกือบทันทีเมื่อเห็นหน้าผากเขา ทั้งนี้เพราะโทษของการคุยกันเองระหว่างมนุษย์ล่องหนด้วยกัน คือการต้องโทษนานขึ้นเป็นหลายเท่าตัว หรืออาจโดนตลอดชีวิตทีเดียว มิไยเขาจะส่งเสียงอ้อนวอน ขอร้อง ให้เหตุผลว่าไม่ต้องไปแคร์สังคมอีก ขอเพียงอยู่ด้วยกัน เป็นเพื่อนกัน ดูแลกัน จะให้ตั้งอาณานิคมใหม่โดยเฉพาะก็ได้

พระเอกของเรื่องเจอเหตุการณ์ร้ายขึ้นเรื่อยๆ แบบที่ทำให้เขาหุบยิ้มเยาะโลกอย่างสนิท บางคนแกล้งทำของหนักตกใส่ อ้างว่าไม่เห็น และแม้เมื่อได้รับอุบัติเหตุถูกรถชน ก็ไม่มีหมอคนไหนรับรักษาเขา แม้จะนอนร้องครวญครางกลางถนนก็ไม่มีใครเหลียวแล ความเป็นความตายของนักโทษล่องหนมีค่าเท่ากับศูนย์ จะไม่มีใครเอาผิด แม้เห็นชัดว่าเป็นตีนผีขับรถชนก็ตาม ปรากฏว่าถูกรถชนครั้งนั้นขาหัก แต่ไม่ถึงตาย นอนร้องไห้รักษาตัวเอง หยอดข้าวต้มให้ตัวเองทุลักทุเล แล้วก็ผ่านมาได้ หนังตัดมาถึงวันพ้นโทษ พระเอกกลายเป็นคนใหม่ หน้าตาแจ่มใส ยิ้มเจ้าเล่ห์เห็นแก่ตัวหายไป ทักทายใครต่อใครเหมือนมนุษย์มนาทั้งหลาย เรียกว่าสังคมได้สมาชิกใหม่ที่ดีงามเพิ่มมาอีกหนึ่งหน่วย

เรื่องน่าจะจบด้วยดี แฮปปี้เอนดิ้งเพียงเท่านั้น ถ้าไม่ใช่เพราะเผอิญผ่านไปเจอเด็กสาวคนเดิมที่เขาเคยอ้อนวอนขอให้คุยด้วย ช่วงเวลานั้นเป็นจังหวะที่เธอลิ้มรสความเหงา ความเดียวดายจนสิ้นความอดทน เมื่อพบเขาก็พยายามเข้ามาดึงแขน ขอร้องให้คุยกับเธอ เป็นเพื่อนเธอ ทีแรกเขาเดินหนีทันที ด้วยความที่ยังสยองกับโทษทัณฑ์ซึ่งเพิ่งผ่านมาไม่หาย แต่พอเดินไปไม่กี่ก้าว ได้ยินเสียงร้องไห้น่าเวทนาของเธอ กับการวิ่งไล่ตามยื้อ และโถมตัวเข้ากอดหาความอบอุ่น เขาก็ฉุกคิดขึ้นได้ถึงช่วงเวลาอันทุกข์ทรมานของตนเอง ขณะนั้นหุ่นบินเริ่มลอยมาใกล้ และแจ้งให้เขาทราบว่าถ้าไม่หลีกหนีไปจากเด็กสาวคนนั้น เขาจะกลายเป็นมนุษย์ล่องหนอีกครั้ง และการเป็นมนุษย์ล่องหนรอบสอง หมายถึงการเป็นเช่นนั้นตลอดไป ไม่มีโอกาสกลับมาหาอิสรภาพอีก

หลังจากลังเล มีสีหน้าหวาดกลัว เป็นกังวล สีหน้าเขาก็กลับเปลี่ยนเป็นเรียบเฉย สองแขนตก ไม่ขยับหนี
การตัดสินใจของเขาคือปล่อยกระเป๋าเอกสารหล่นลงพื้น ยืนทอดตานิ่งให้เด็กสาวกอด ยอมเป็นหลัก เป็นที่พึ่งของเธอ ทั้งรู้ชะตากรรมว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตนต่อไป

หนังเรื่องนี้เข้ามาอยู่ในความทรงจำของผมถาวร เป็นภาพรักแท้ว่าคือความเสียสละอันยิ่งใหญ่ น่าเทิดทูน
เป็นมหาจาคะที่เกิดจากความเข้าใจในทุกข์แบบเดียวกัน ทำให้เห็นอกเห็นใจ และยอมช่วยอย่างไม่มีประมาณ ไม่มีเงื่อนไข เรียกว่ามนุษย์ล่องหนคนนี้รับโทษแล้วไม่ใช่แค่ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นอะไรแบบที่คนทั่วไปไม่อาจดีเท่า เทียบทางพุทธเราก็เปรียบได้กับมหาโพธิสัตว์ทีเดียว คือยอมเอาชีวิตทั้งชีวิตของตัวเองไปแลกกับความทุกข์ของคนแปลกหน้าได้

สำหรับทางนฤพานอาจไม่มีภาพของรักแท้ทั้งสองแบบ หรือหากพลิกมองอีกมุม ก็อาจเห็นภาพรักแท้ทั้งสองแบบอยู่ในเรื่องก็ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเลือกดูตรงไหน ด้วยประสบการณ์พื้นหลังอย่างไร

ในชีวิตจริงอาจไม่เกิดเหตุการณ์แบบเพลงและหนังเป๊ะๆ แต่มันมีอะไรทำนองนั้นอยู่จริง และเป็นไปในแบบที่ยากจะเชื่อ และเมื่อเป็นชีวิตจริง สีเหลืองของริบบิ้นอาจก่อสุขล้นหลามได้ชั่วขณะหนึ่ง แต่ไม่อาจผูกความสุขไว้กับจิตใจทั้งสองฝ่ายให้สม่ำเสมอคงเส้นคงวาจนตาย แล้วความเสียสละแบบมหาโพธิสัตว์นั้น บางทีทำได้หลายแบบ หลายระยะห่าง ไม่จำเป็นต้องยอมเอาตัวเข้าไปตกนรกหมกไหม้ร่วมกับคนแปลกหน้าเสมอไป

สรุปทางโลกคือรักแท้มีจริงขึ้นได้ด้วยปฐมเหตุคือใจ ใจดีๆแบบที่หายาก จึงได้รับความสุขอันเป็นไปได้ยาก
การทำให้ใครสักคนดีใจจนตาเป็นประกายจัดด้วยอะไรเช่นริบบิ้นสีเหลือง หรือการทำให้ใครสักคนอบอุ่นสมหวังด้วยอะไรเช่นยอมยืนนิ่งให้กอด ต้องใช้ความเข้มแข็งและเมตตาเหนือสามัญมนุษย์ สามารถหยิบยื่นสิ่งที่คนทั้งหลายยากจะมอบให้แก่กัน เป็นผู้มีศักยภาพในการก่อความผูกพันอันแน่นเหนียว ซาบซึ้งรุนแรง ระดับที่สามารถประทับลงในใจอีกฝ่ายไปจนข้ามภพข้ามชาติ

แต่มีความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่านั้น มีคุณยิ่งกว่านั้น ถ้าเราสามารถทำให้ใครสักคนตาสว่างด้วยการเห็นธรรมะ ถ้าเราสามารถทำให้ใครสักคนอบอุ่นใจด้วยการให้ธรรมะเป็นที่พึ่ง ความรู้สึกมันยิ่งกว่าทำให้คนรักปีติด้วยของกำนัลล้ำค่าใดๆ เพราะการมีตาที่สว่างและใจที่อบอุ่นด้วยธรรมะนั้น จะติดตัวทั้งสองฝ่ายตราบจนแยกจากกันเข้าสู่นิพพาน ที่ที่ไม่มีอะไรมาทำให้เกิดความร้าวฉานแก่สัมพันธภาพระหว่างกันได้อีก


โดย ดังตฤณ
ที่มา http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/006918.htm











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top