ผู้เขียน หัวข้อ: มักวนเวียนคิดถึงเรื่องในอดีต ทำอย่างไรจึงจะละวางได้?  (อ่าน 490 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ถาม - ดิฉันพยายามฝึกสละออกด้วยการทำทาน
แต่ดูเหมือนใจยังไม่ค่อยยอมสละทุกข์ทิ้งไปเท่าไหร่นัก
ยังคงวนเวียนถึงเรื่องในอดีตอยู่เสมอ ทำอย่างไรจะละวางได้คะ

ตอบ - ก็มองไป อย่าเพิ่งไปเร่งรัดให้มันสละออก
อย่าเพิ่งเร่งรัดให้มันมีอาการของทานจิตเต็มสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์
เพราะว่าจิตของคนเราเนี่ยต้องฝึก
แม้แต่การให้ทานก็ต้องฝึกนะ
ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ จะเป็นนักให้ทานขั้นแอดวานซ์กันได้
ตั้งแต่วันแรกหรืออาทิตย์แรก

ขอให้สังเกตใจไปก็แล้วกัน ยอมรับตามจริง
ตอนนี้เรารู้ใช่ไหมว่าใจมันยังไม่พร้อมสละออก
ก็เห็นไปว่าทุกครั้งที่จะหยิบยื่นอะไรให้ใครนะด้วยมือเนี่ย
มือยื่นออกไปแล้วแต่ใจเนี่ยมันจะคอยชักกลับ
เหมือนกับมีหนังสติ๊กคอยที่จะดึงมือกลับ
มันมีอาการแหนหวงอยู่ มันมีอาการรู้สึกว่าให้มากไปหรือเปล่า
มันมีอาการรู้สึกหนืดๆ ฝืดๆ อยู่
อย่างไรก็แล้วแต่นะ ให้ยอมรับตามจริงไป

อันนี้มันจะเกิดประโยชน์ พอเราสังเกตนะ
ในการให้ทานครั้งต่อๆ ไปเนี่ย
มันจะรู้เลยว่าอาการหนืดๆ อาการฝืดๆ แบบนั้นเนี่ย
ยังเท่าเดิมอยู่หรือเปล่า หรือว่ามันง่ายขึ้นสบายขึ้น
ถ้าหากว่าเราสามารถเห็นว่า
เออ อาการฝืดอาการฝืนเนี่ยนะมันไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง
ยอมรับตามจริงไป เดี๋ยวมันน้อยลง เดี๋ยวมันก็กลับมากขึ้นมา
แบบนี้ได้ทั้งบุญคือการให้ทาน คือการสละออก
และบุญคือการเจริญสติ
เห็นภาวะทางใจที่มันไม่เท่าเดิม ที่มันแตกต่างไปเรื่อยๆ

นั่นแหละเราจะมีกำลังใจในการให้ทานยิ่งๆ ขึ้นไป
เพราะว่ามันเห็นชัดไง มันเห็นอาการหวง มันเห็นอาการยึด
มันเห็นว่า อ้อ นี่แค่นี้เอง แค่นี้เองเหรอที่จิตเนี่ยมันรั้งเราไว้
มันผูกเราไว้ มัดเราไว้กับกองทุกข์ กองกิเลสทั้งปวง
แค่อาการหวงแบบไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสาร แค่นี้เอง
ถ้าหากว่าเราเห็นจี้เข้าไปบ่อยๆ เห็นอย่างยอมรับตามจริง
เห็นอย่างไม่ได้ต้องการที่จะไปปรับไปเปลี่ยนไปแก้อะไรมันทันทีทันใด

ในที่สุดแล้วการเห็นอนิจจังของความหวง
มันจะกลายเป็นประโยชน์สองด้านขึ้นมา
ด้านแรกก็คือนะ ใจเนี่ยมันสละออกไปเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆ นะ
เราจะรู้สึกว่าเหมือนกับใจเนี่ยเปิดกว้าง
เราจะรู้สึกเหมือนกับปีติเนี่ยนะ เป็นสายธารที่มันหลั่งไหล
มันเอ่อขึ้นมาจากไหนก็ไม่ทราบนะ
แล้วก็ตัวของปัญญาเองมันก็จะพัฒนา มันก็จะก้าวหน้า
เวลาที่เราไม่สามารถให้อภัยใครได้ มันก็เห็นแบบเดียวกัน
อาการหวงไว้ หวงความพยาบาทไว้ หวงความเคียดแค้นไว้
ถ้าหากว่าเห็นอาการหวงความพยาบาทไว้บ่อยๆ
ความพยาบาทมันก็คลายออก ไม่ต่างจากอาการหวงของเลย

นี่เรียกว่าเป็นการได้ทั้งบารมีทางทาน
แล้วก็บารมีทางการเจริญสติไปควบคู่กันนะครับ
แล้วเราจะเห็นเลยว่าไม่มีอะไร ไม่มีสิ่งใดนะ
ที่ทำให้เราเห็นอาการทางใจได้ชัดเจนเท่ากับการมีบุญช่วย
การให้ทานนั่นแหละคือตัวบุญ
แล้วถ้าหากว่าเราให้ทานเป็น
ในที่สุดแล้วจิตทั้งดวงเลยนะ ที่มันมีความพร้อมจะให้เป็นปกติเนี่ย
มันก็จะเป็นเนื้อเดียวกันกับจิตที่มีสติไปด้วย

โดย ดังตฤณ











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top