ผู้เขียน หัวข้อ: แก้อาการติดใจในรูปร่างหน้าตาของเพศตรงข้ามได้อย่างไร  (อ่าน 313 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
ถาม : อยากขอคำแนะนำเพราะว่าเป็นคนติดรูป
หมายความว่าชอบมองคนที่หน้าตา
และรู้สึกเกร็งๆ เวลาเจอคนที่หน้าตาดีน่ะค่ะ

ตอบ : ในแง่ของการเจริญสตินะ ถ้าหากว่าเรามีความติดใจง่าย
โดยเฉพาะในเรื่องของรูปร่างหน้าตาของคนที่น่าพอใจ น่ารัก น่าเอ็นดู
เรียกว่าสามารถที่จะกระตุ้นกิเลสเราได้
สามารถที่จะทำให้กิเลสเราฟุ้ง เรากระพือ เรามีความเตลิดไป
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คืออย่าเพิ่งไปพยายามที่จะฝึก พยายามที่จะจี้
ให้ใจของเราไม่ไปติด ไม่ไปยึด ในขณะที่เห็น
แต่รู้ให้ทันก่อนดีกว่าว่า หลังจากที่เห็นผ่านไปแล้ว
คือไม่เอาตอนขณะเห็น แต่เอาตอนขณะที่มันผ่านไปแล้ว ผ่านสายตาไปแล้ว
มีอาการฟุ้งซ่านอย่างไร มีอาการเหม่อลอย มีอาการฝันหวานอย่างไร
มีอาการที่เราหวนกลับไปคิด ย้อนกลับไปนึกถึงรูปร่างหน้าตา
หรือว่าอะไรที่มันเป็นรัศมีความน่ารัก รัศมีความหล่อ รัศมีความเป็นซุปเปอร์สตาร์
อะไรต่างๆ นะที่มันจะมาครอบงำจิตใจเราได้
ลองดูตอนนั้นว่าใจเรามีอาการอย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้นะ
กามารมณ์ คือ กามคุณนี่นะ หมายถึงว่าการตรึกนึกถึงเพศตรงข้าม
จะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีอาการเล็งเข้าไป
พูดง่ายๆ ว่าถ้าไม่ตรึกนึก ถ้าไม่นึกถึง
ถ้าจิตไม่มีการดึงเอาภาพความทรงจำเก่าๆ กลับมานะ
มันจะไม่มีทางที่เราจะเกิดความรู้สึกฝันหวาน
เกิดความรู้สึกเหมือนกับพึงพอใจไปในรูป รส กลิ่น เสียงได้
พูดง่ายๆ ก็คือว่าเมื่อหายไปแล้ว เมื่อผัสสะหายไปแล้วนะ
สิ่งที่เหลืออยู่ในใจเรา สิ่งที่ตกค้างอยู่ในใจเรา
ก็คือความรู้สึกติดใจ ซึ่งไปกระตุ้นให้เกิดอาการตรึกนึก
อาการตรึกนึกหน้าตาเป็นยังไง
อาการตรึกนึกคือ ลองนั่งๆ ดูนะ แล้วมีความรู้สึกเหมือนหนักๆ ขึ้นมาในหัว
มีอาการเหมือนกับมอเตอร์มันหมุนน่ะ มอเตอร์มันทำงานนะ
มีอาการควง มีอาการที่ในหัวของเราไม่สงบ มีแต่ความวุ่นวาย มีแต่ความปั่นป่วน
มีแต่ความรู้สึกเหมือนอึ้งๆ มีแต่ความรู้สึกเหมือนกับไม่เป็นอิสระ
เหมือนกับเราวนลูป (loop) วน วนเวียนอยู่กับที่ไม่ไปไหน
จดจ่ออยู่กับเรื่องๆ เดียว คือความน่าติดใจของเพศตรงข้าม

ลักษณะอาการตรึกนึกเมื่อเรารู้สึกถึงมันได้
เราก็จะเห็นว่ามันเป็นแค่สภาพอะไรอย่างหนึ่ง มันไม่ใช่ของจริง
คือของจริงนี่นะ คำว่าของจริงหมายความว่า
ตาเราไปประจวบกับรูป แล้วเห็นว่าเขายิ้มยังไง นัยน์ตามีประกายส่องแววน่ารักอย่างไรนะ
มีรังสีดึงดูดอย่างไร มีรังสีความน่าชอบใจ ที่ทำให้เรารู้สึกหวั่นไหวอย่างไร
ไอ้ตรงนี้มันไม่มีอยู่แล้ว มันไม่ได้มีรูปเข้ามากระทบตา มันไม่ได้มีเสียงของเขาเข้ามากระทบหู
มันไม่ได้มีลักษณะรูป รส กลิ่น เสียง ที่มันสามารถสัมผัสได้อยู่เลย ณ เวลานั้น
มีแต่อาการตรึกนึกอย่างเดียว
เพราะฉะนั้นพอเราจับได้ไล่ทันว่า สิ่งที่ทำให้เราติดใจมากที่สุด
ไม่ใช่ตัวรูปทรงหน้าตาแต่เป็นอาการตรึกนึก
เมื่อเห็นอาการตรึกนึกว่า สักแต่เป็นภาวะที่ไร้สาระ
เกิดขึ้นเพื่อที่จะทำให้เราหนักหัว เกิดขึ้นเพื่อที่จะทำให้ใจเรามันเหมือนมียางเหนียว
เกิดขึ้นเพื่อที่จะทำให้เราเกิดความไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว มีความกระสับกระส่าย
พอเห็นอย่างนี้ชัดเจนหลายๆ ครั้งเข้า ความรู้สึกติดใจมันจะน้อยลงเอง

แล้วผลของการที่เราสามารถจะฝึกให้เห็นว่า
สักแต่เป็นอาการตรึกนึกเข้าไปในกามคุณ ๕ ใน รูป รส กลิ่น เสียง
ก็คือเวลาที่ตาเราประจวบกับรูปเข้าจริงๆ หมายถึงว่าคนเดิมมาปรากฏตัวนะ
อย่างน้อยที่สุดเราจะรู้เท่าทันว่านี่คือต้นเหตุ
มีรูปอยู่จริงๆ กำลังกระทบตาเราอยู่จริงๆ
แล้วทำให้เกิดปฏิกิริยาทางใจอยู่จริงๆ
อย่าไปปฏิเสธ อย่าไปห้าม อย่าไปทำเป็นว่า โอ๊ย ฉันไม่สน
หรือว่า โอ๊ย ฉันไม่รู้สึกหรอก โอ๊ย อันนี้แค่อสุภะ อะไรต่างๆ นะ
ถ้าเรายังไม่ถึงอสุภะจริงๆ แล้วไปแกล้งคิดว่านี่สักแต่เป็นอสุภะ
อาการนั้นจะเป็นอาการหลอกตัวเองของใจ

เมื่อใจหลอกตัวเองบ่อยๆ เข้า ในที่สุดมันเกิดความทุกข์สองชั้น
ทุกข์ที่คิดถึงด้วย ตรึกนึกด้วย
แล้วก็ทุกข์ที่ไม่สามารถจะหลอกตัวเองสำเร็จ เพราะยังไงๆ มันก็ถวิลหาอยู่ดี
แต่ถ้าเราไม่หลอกตัวเอง ไม่พยายามที่จะทำอะไรให้มันเป็นการฝืนกับความรู้สึกทางใจ
แต่เห็น เราเห็นโทษตามจริงว่าการตรึกนึก
มันสักแต่ทำให้หนักหัว ทำให้หนักอก
แล้วก็รู้ด้วยว่าต้นตอคือ รูปที่น่ารักหรือว่าเสียงที่น่าใคร่
เวลาไปประจวบเข้าจริงๆ แล้วมันเกิดอาการติดใจ หน้าตาความติดใจเป็นอย่างนี้
แล้วเดี๋ยวมันไปปรุงแต่งต่อเป็นอาการตรึกนึกซ้ำอีก ซ้ำไปซ้ำมา วนไปเวียนมาอยู่อย่างนี้

จนกระทั่งพอเราเห็น มีความชัดเจนแล้วว่า
รูปกับเสียงที่กระทบตาเราจริงๆ กระทบหูเราจริงๆ
มันเป็นต้นตอ มันเป็นรากเหง้า มันเป็นเมล็ดพันธุ์ของอาการตรึกนึกถึงกามคุณ ๕
เราจะพลอยมีความรู้สึกเห็นโทษ โทษของการที่ตาของเราไปประจวบกับรูปนั้น
แล้วเกิดความรู้สึกติดใจ ณ เวลานั้น
คือมันจะไม่ลบล้างเอาความติดใจ ความยินดีในเพศตรงข้ามออกไปนะ ไม่ใช่
แต่ใจของเราจะถอน ใจของเราจะค่อยๆ ถอยออกมา ไม่ยึดแน่นเหนียวมากเกินไป
อันนี้เป็นเรื่องของคนที่เจริญสติอยู่ในเมือง
คือคุณอย่าไปหวังว่าจะเลิกติดใจเพศตรงข้ามได้ มันเป็นไปไม่ได้
ยกเว้นแต่ใจของเรา มันจะหันหน้าเข้าหาวัดจริงๆ จะเล็งเข้าหาประตูวัดจริง ๆ
ตรงนั้นก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง
แต่ถ้าหากว่าเรายังมีความรู้สึกยินดีอยู่ในโลก
มันเป็นไปไม่ได้เลยครับที่จะเห็นเพศตรงข้ามที่น่ารักน่าใคร่แล้ว
ใจเราจะมีความรู้สึกหมดความยินดีหรือว่าไม่รู้สึกอะไรเลยนะ

ขอให้ยอมรับไปตามจริงว่ารู้สึกอย่างไร มีปฏิกิริยาอย่างไร
แล้วเห็นโทษของการตรึกนึกก็แล้วกัน
อย่างน้อยที่สุดใจมันจะถอนออกมา ถอยออกมา
ไม่ยึดมากเกินไป แล้วไม่ทำให้ทุกข์มากเกินไปในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
หรือไม่ทำให้เกิดความรู้สึกขัดแย้งกับตัวเองว่าเราจะเอายังไงกันแน่
นี่เป็นกันมากเลยนะคนที่เจริญสติกันในเมือง
จะมีความรู้สึกเหมือนกับสองจิตสองใจ ไม่รู้จะเอาอย่างไรดี
ใจหนึ่งก็อยากจะเจริญสติไปคนเดียว เป็นโสด
อีกใจหนึ่งก็รู้สึกเหงา รู้สึกว่าเราอยู่คนเดียวไม่ได้ มันเป็นจังหวะๆ ไป
ก็ขอให้ดูด้วยว่าอาการเหงา อาการที่เรารู้สึกเหมือนไม่อยากอยู่คนเดียว
อาการที่เราอยากมีใครสักคนอยู่เคียงข้าง มันสลับหน้าเข้ามาแบบเบื่อๆ อยากๆ
บางทีเราก็อยากอยู่คนเดียวตัวคนเดียวอย่างนี้แหละ
แล้วถ้าหาก พูดง่ายๆ ว่ามีใครมาจีบหรือว่ามีใครมาทำท่าสนอกสนใจจริงจัง
ใจเราก็เกิดความรู้สึกเป็นทุกข์ขึ้นมาอีก
โอ๊ย เดี๋ยวจะต้องไปอยู่เป็นคู่หรือเปล่า เดี๋ยวจะต้องไปมีทุกข์แบบคนที่มีครอบครัวหรือเปล่า
อันนี้ก็เป็นความรู้สึกสับสนที่เกิดขึ้นกันเป็นปกติ
คุณไม่ได้โดดเดี่ยว คุณมีเพื่อนเยอะแยะเลยนะ

เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าหากว่าเราจะเจริญสติในขณะที่อยู่ในเมือง
แล้วยอมรับตามจริงว่าใจเรายังเหงาๆ ได้ ใจเรายังอยากที่จะสนใจเพศตรงข้ามได้
ให้ยอมรับปฏิกิริยาทางใจไปตามจริงไปเรื่อยๆ
ให้เกิดเห็นความเห็นโทษ เกิดความเห็นทุกข์
ถ้าหากว่าเส้นทางของเรามันจะถอยออกไปจากโลกจริง ๆ
ใจมันจะถอยออกมา ร่น ร่นๆ ออกมา แล้วก็ไม่เดินเข้าไปต่อติดอีกจริงๆ
แล้วตรงนั้นแหละที่มันจะตัดเชือกว่า เราสามารถจะไปอยู่ในวัดได้
แต่ถ้าหากว่า มันไม่ได้ไปๆ กลับๆ เดี๋ยวเบื่อๆ อยากๆ
ก็ให้เห็นความไม่เที่ยงของใจไปก็แล้วกัน เดี๋ยววันหนึ่งเบื่อ เดี๋ยววันหนึ่งอยาก
อย่างน้อยที่สุด ความไม่เที่ยงก็จะได้ไม่ก่อความทุกข์ทางใจให้กับเรา
แล้วก็ไม่ก่อความสับสนนะว่า เราเจริญสติแล้วเป็นทุกข์หรือเป็นสุขมากกว่าเดิมกันแน่

จาก ดังตฤณวิสัชนา
ที่มา http://bit.ly/1e2YbZP











Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top