ผู้เขียน หัวข้อ: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ  (อ่าน 11297 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย


อานาปานสติ ตอนที่ ๑




อานาปานสติ ตอนที่ ๒











« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 พฤศจิกายน 2012 | 12:21:00 PM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:37:38 AM »
การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า

การทำสมาธิของคนส่วนใหญ่ประสบกับความล้มเหลว
หรือก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นลบกับการทำสมาธิ
เพราะขาดแนวทางที่ถูกต้อง
หรือมองแนวทางที่ถูกต้องแบบผิดๆ
ซึ่งก็หมายความว่ายิ่งทำสมาธิเท่าไร
ใจก็ยิ่งแกว่ง หรือห่างไกลจากสมาธิที่ถูกที่ชอบมากขึ้นเท่านั้น
ความเข้าใจขั้นพื้นฐานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด
ถ้าขาดความเข้าใจแล้วกระโดดไปพยายามทำสมาธิเลย
เกือบร้อยทั้งร้อยจะพยายามเพ่งจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแน่นเกินไป
หรือไม่ก็จ้องบังคับความคิดของตัวเองให้ดับไปดื้อๆ
การทำสมาธินั้น ทุกคนหวังจะได้ผลเป็นความสุขสงบ
พูดง่ายๆ สมาธิคือการเปลี่ยนอึดอัดเป็นสบาย
แต่หลายคนทำสมาธิแล้วเปลี่ยนสบายเป็นอึดอัด
แล้วจะไปชอบใจหรือเห็นค่าของสมาธิได้อย่างไรกัน?
เพื่อจะมองเห็นทั้งเป้าหมายของสมาธิแบบที่พระพุทธเจ้าสอน
ตลอดจนทราบขั้นตอนของความสำเร็จอย่างชัดเจน
ก็ขอให้ทำความเข้าใจผ่านข้อสงสัยในหมู่นักเจริญสติ
ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และก่อให้เกิดความละล้าละลังที่สุด ดังต่อไปนี้

(มีต่อ)

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:39:23 AM »
๑) การทำสมาธิกับการเจริญสติต่างกันอย่างไร?

สมาธิคือภาวะของจิตที่ "ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว"
คือนิ่งอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งอื่น
หรือเมื่อมีสิ่งอื่นมารบกวนก็ไม่แกว่งไกวตามง่ายๆ
สติคือภาวะของจิตที่ "รู้เรื่องรู้ราว"
คือไม่ใช่เอากันแค่นิ่งอยู่ในฝัก
แต่ตัดเชือกกันว่าเอาตัวรอดได้หรือเปล่าด้วย
เปรียบเทียบได้กับคนที่เผชิญกับอุบัติเหตุกะทันหัน
ต้องนิ่งด้วย แล้วก็มีความเฉียบคมฉับไวด้วย
จึงจะหลีกหลบสิ่งที่พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
ด้วยความเป็นอัตโนมัติทันเวลา
ทางพุทธเปรียบสิ่งกระทบหูตาและกายใจทั้งหลาย
ว่าเหมือนเป็นภัยหรือยาพิษ
เมื่อไม่รู้ว่าเป็นภัยหรือยาพิษเราก็ไม่หลีกหลบ
ผลลัพธ์คือจิตเกิดความเสียหายอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน
สัมมาสติคือฝึกรู้ในสิ่งที่ควรรู้
ไม่ว่าจะนับจากก้าวแรกที่เห็นลมหายใจ
ไปจนถึงก้าวสุดท้ายที่เห็นธรรมทั้งปวง
ล้วนแต่ควรรู้ว่าเหล่านั้นไม่เที่ยง
บังคับให้เป็นอย่างใจไม่ได้
ไม่อาจคงรูปให้เป็นตัวเป็นตนอย่างใดอย่างหนึ่งถาวร
เมื่อรู้ความจริงก็จะได้ไม่มีอาการยึด
เช่น เมื่อรู้แล้วว่าจิตไม่เที่ยง
บังคับจิตให้เป็นไปตามต้องการไม่ได้
เราก็จะได้ไม่คาดหวัง
ยึดมั่นสำคัญผิดว่าจะให้มันทรงนิ่งอยู่ตลอด
หรือเมื่อรู้แล้วว่ากายไม่เที่ยง
เหนี่ยวรั้งให้กายคงอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่งไม่ได้
เราก็จะหมดความทุรนทุรายเมื่อมันเหี่ยวย่นลง
หรือแม้กระทั่งร่างของบุคคลอันเป็นที่รักแตกดับ
เราก็จะไม่ร่ำร้องคร่ำครวญให้ร่างนั้นกลับฟื้นคืนชีพ
การเจริญสติมุ่งหมายเอาการฝึกรู้กายใจตามจริง
ผลลัพธ์สุดท้ายคือสมาธิที่เรียกว่า "อริยสมาธิ"
คือจิตตั้งมั่นรู้อยู่เองเป็นอัตโนมัติว่า
กายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราจริงๆ
ดังนั้น ถ้าจะกล่าวโดยภาพรวม
ก็ต้องบอกว่าการทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า
คือ "การเจริญสติ" แบบที่เราได้ยินกันมากขึ้นในยุคนี้นั่นเอง
เมื่อทำสมาธิจนเป็นอริยสมาธิเต็มขั้น
ก็คือการเกิดปรากฏการณ์ล้างผลาญกิเลสเป็นขั้นๆ
เรียกว่ามรรคผลขั้นโสดา สกทาคา อนาคา และอรหัตต์ตามลำดับ

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:40:17 AM »
๒) สมถะกับวิปัสสนาต่างกันอย่างไร?

สมถะหมายถึงการอาศัยวิธีอันเป็นธรรมใดๆ
ทำให้ใจสงบจากกิเลส เพื่อให้พร้อมรู้เป็นวิปัสสนา
พูดสั้นๆคือ "ทำจิตให้สงบลงพร้อมตื่นรู้ตามจริง"
ปัจจุบันคนมักพูดถึงการทำสมถะ
ว่าคือการนั่งสมาธิและเดินจงกรม
หรือหนักกว่านั้นคือสมถะเป็นเครื่องถ่วง
ไม่ให้สนใจวิปัสสนา
ติดสมถะแล้วคือได้ไปเป็นพรหม
หมดสิทธิ์เข้าถึงมรรคผลนิพพาน
สมถะเลยถูกมองเป็นผู้ร้าย
และเห็นวิปัสสนาเป็นพระเอก
ข้อเท็จจริงก็คือไม่มีใครเป็นผู้ร้าย
ไม่มีใครเป็นพระเอก
มีแต่ขาสองข้างที่พาเราเดินไปถึงฝั่ง
ขาดข้างใดข้างหนึ่งก็เรียกว่าขาเป๋
เดินลำบาก ไปถึงปลายทางได้ยาก
หรือยิ่งถ้าขาข้างที่เหลือป้อแป้ปวกเปียก
ก็อาจออกจากจุดเริ่มต้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
คำว่า "วิปัสสนา" นั้น
รากของนิยามมาจากที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในวิธีเจริญสติ
ใจความคือให้
"ดูกายใจนี้ตามจริงเท่าที่ปรากฏอยู่เป็นปกติ"
และที่เป็นปกติเลยก็คือทั่วทั้งกายใจนี้
กำลังแสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา
นับตั้งแต่ลมหายใจเข้าออกไปจนกระทั่งความรู้สึกนึกคิด
ใครจะทำหรือไม่ทำวิปัสสนา
กายใจก็แสดงความจริงอยู่อย่างนั้น
ผู้ทำวิปัสสนาเพียงแต่เข้าไปดู เข้าไปรู้อย่างยอมรับเท่านั้นเอง
ฟังดูเหมือนง่าย
แต่ลงมือทำจริงจะยาก
นั่นก็เพราะจิตกระเพื่อมด้วยพลังกระตุ้นของกิเลสอยู่เรื่อยๆ
เช่น แค่ไม่อยากยอมรับว่าเราเป็นฝ่ายผิด
จิตจะบิดเบี้ยว กิเลสจะกระตุ้นให้หาเหตุผลสารพัด
มาพูดให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก
คนเราสั่งสมนิสัยเช่นนี้กันโดยมาก
คนส่วนใหญ่จึงมีจิตที่ยอมรับตามจริงได้ยาก
หรืออย่างตอนฟุ้งซ่านหาทางแก้ตัวอยู่
ตอนฟุ้งซ่านหาทางมีความสัมพันธ์ทางเพศ
ตอนฟุ้งซ่านหาทางแก้เผ็ดคนที่ทำให้เราเจ็บใจ
จะไม่มีสิทธิ์เห็นความฟุ้งซ่าน
และความฟุ้งซ่านย่อมบดบังทุกสิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นโลกภายนอกที่ปรากฏตรงหน้า
หรือจะเป็นโลกภายในทางกายทางใจใดๆ
การทำสมถะจึงมีบทบาทสำคัญ ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังกระเพื่อมไหวอยู่มาก
หากอาศัยสมถะมาช่วย ก็จะเห็นอะไรชัดกระจ่างแตกต่างไป
สรุปว่าสมถะคือการลดระดับความกระเพื่อมไหว
หรือสมถะคือการรักษาจิตไว้ไม่ให้กระเพื่อมไหวก็ได้
ประเด็นคือเมื่อจิตลดความกระเพื่อมไหวแล้ว
จึงค่อยมีความสามารถเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาชัดๆ
ไม่ใช่เห็นแบบโคลงเคลง ไม่ใช่เห็นแบบโยกไปไหวมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 30 เมษายน 2011 | 03:04:33 PM โดย ภูหนาว »

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:42:28 AM »
๓) จะต้องเริ่มด้วยสมถะหรือวิปัสสนาก่อน?

มักมีการอ้างถึงพระอานนท์
ที่ท่านใจกว้าง เปิดรับทั้งลูกศิษย์ที่ชอบทำสมถะก่อนวิปัสสนา
หรือแบบที่อยากทำวิปัสสนาก่อนสมถะ
ตลอดจนแบบที่อยากทำทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
ความจริงก็คือถ้าเราดูที่ตัวเองอย่างเข้าใจ
ว่าเหมาะกับอะไร
ไม่ถือเอาตายตัวเป็นสากลว่าเริ่มอันไหนก่อนถึงจะดีกว่า
ปัญหาก็จะหมดไป และไม่ต้องกังขาอยู่เนืองๆ
ยกตัวอย่างถ้าเป็นคนกลัดกลุ้มรุ่มร้อนในราคะ โทสะ โมหะอยู่เรื่อยๆ
ก็อย่าเพิ่งฝืนทำวิปัสสนาให้ยาก
ต้องหาทางลดความรุ่มร้อนลงเสียบ้าง
เช่น ลดเหตุแห่งความตรึกนึกถึงเรื่องกามและเรื่องโกรธ
หันมาแผ่เมตตาหรือปลงสังเวชในความเน่าเปื่อยแห่งกายเสียบ้าง
พอร้อนเปลี่ยนเป็นเย็น พอทะยานอยากเปลี่ยนเป็นสงบระงับ
จิตถึงค่อยพร้อมจะเห็นตามจริงแบบวิปัสสนาได้
แต่หากเป็นคนยอมรับตามจริงได้ง่ายมาแต่ไหนแต่ไร
เคยมีนิสัยเห็นประโยชน์ตามที่มันเป็นประโยชน์
เห็นโทษตามที่มันเป็นโทษ สำนักผิดตามที่ทำผิด
กับทั้งรักษาวาจาสัตย์ พูดคำไหนคำนั้นไม่กลับกลอก
ไม่พูดเอาดีเข้าตัว ไม่โยนชั่วให้คนอื่น
เช่นนี้ไม่ต้องพยายามทำสมถะมากก็ยกขึ้นวิปัสสนาได้เลย
ทำวิปัสสนาไป เดี๋ยวจิตคลายความยินดีในกิเลสทั้งหลาย
กลายเป็นสมถะไปในตัวได้เอง

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:43:37 AM »
๔) อานาปานสติคืออะไร?

อานาปานสติเป็นทั้งการทำสมาธิและการเจริญสติ
เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาในคราวเดียวกัน
แต่อย่างที่กล่าวแล้วว่าต้องมี "ความเข้าใจ" เป็นทุนก้อนแรกไว้ก่อน
หากปราศจากความเข้าใจแล้ว
อานาปานสติอาจเป็นสมาธิเก๊ๆ เป็นการเจริญสติเทียมๆ
หรืออาจเป็นสมถะถ่วงความเจริญ หรืออาจเป็นวิปัสสนายาพิษ
แทนที่จะเห็นอะไรตามจริง
กลับเห็นแต่อะไรที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าข้างตัวเอง
พอกพูนมานะอัตตาให้ยิ่งๆขึ้นไปได้ทุกวัน
ขอให้ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
หากกล่าวว่าอานาปานสติเป็นสมาธิ
ก็หมายความว่าเป็นสมาธิ
ที่อาศัยลมหายใจเป็นหลักตรึงจิตให้ตั้งมั่น
หากกล่าวว่าอานาปานสติเป็นการเจริญสติ
ก็ต้องหมายความว่าเป็นการเจริญสติ
ที่อาศัยการยอมรับตามจริงว่าลมหายใจไม่เที่ยง
ยอมรับตามจริงว่าเมื่อใดถึงเวลาเข้า เมื่อใดถึงเวลาออก
เมื่อถึงเวลาควรหยุด
กระทั่งเห็นชัดขึ้นมาเองว่าลมหายใจนั้น
เข้าแล้วต้องออก ออกแล้วต้องหยุด หยุดแล้วก็ต้องเข้าใหม่
เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็สั้น หาความเที่ยงไม่ได้
มีแต่ภาวะพัดไหวของธาตุลม
ไม่ได้ต่างจากสายลมที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าแม้แต่นิดเดียว
เห็นจนพอ ในที่สุดจิตก็ยอมรับตามจริงว่าลมไม่เที่ยง
ไม่มีลมไหนเลยในชีวิตที่เป็นตัวเรา
ไม่มีลมไหนเลยที่เป็นบุคคล ตัวตน เราเขา
แม้สุขที่เกิดจากอานาปานสติ
ตั้งอยู่ได้นานแค่ไหนก็ต้องเสื่อมลงเป็นธรรมดา
ไม่ต่างจากลมหายใจแต่อย่างใดเลย
เมื่อเข้าใจอยู่ด้วยมุมมองข้างต้น
คำว่าสมถะและวิปัสสนาก็กลายเป็นเครื่องเสริมกัน
ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องมาตีกันในอานาปานสติ
ลมหายใจและความสุขสดชื่นจะเป็นเครื่องล่อใหม่
ให้จิตของเราผละออกมาจากเหยื่อล่อแบบโลกๆ
นั่นถือเป็นสมถะ ยกจิตให้พร้อมรู้
และความไม่เที่ยงของลมหายใจที่ปรากฏให้รู้
ก็จะก่อให้เกิดปัญญาเห็นตามจริง
กระทั่ง "ทิ้ง" อุปาทาน เกิดปรากฏการณ์มรรคผลขึ้นในที่สุด

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:44:28 AM »
๕) ทำอานาปานสติควรลืมตาหรือหลับตา?

คำตอบคือขึ้นอยู่กับว่าเรามีเวลาเท่าไร ทำที่ไหน
มีเวลามากสักชั่วโมงหลับตาก็ดีจะได้ไม่วอกแวก
มีเวลาน้อยตอนคอยใครจะลืมตาก็ดีจะได้ไม่หลงเพลิน
ในอานาปานสติสูตร
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเจาะจงให้ลืมตาหรือหลับตา
แต่ขอให้พิจารณาตามจุดยืนจริงๆของแต่ละคน แต่ละขณะ
ถ้าลืมตาจะวอกแวกตามเหยื่อล่อสายตาไหม?
ถ้าหลับตาจะเคร่งเครียดเห็นนิมิตล่อใจวุ่นวายไหม?
ถ้ากำลังลืมตาหรือหลับตาแล้วเกิดข้อเสียใดๆ
ก็สลับกันเสีย เพื่อขับไล่ข้อเสียนั้นๆไป เท่านี้ก็จบ
หากลืมตาแล้วรู้ลมหายใจได้ต่อเนื่อง ก็ควรลืมตาให้มาก
หากหลับตาถึงจะรู้ลมหายใจได้นานๆ ก็ควรหลับตาให้ต่อเนื่อง
อย่าไปกลัว หรือไปยึดรูปแบบว่าจะเอาอย่างไหนถึงจะถูก
เพราะมันถูกตรงจิต ตรงสติ ตรงความสามารถรู้ความไม่เที่ยง
ไม่ใช่ถูกตรงหลับตาหรือลืมตา
สำหรับคนส่วนใหญ่จะพบว่าการหลับตา
คือการปิดกั้นเครื่องรบกวนสายตา อันนี้ก็ถูก
แต่สำหรับคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ถูกรบกวนด้วยเครื่องล่อตาง่ายๆ
และสมัครใจลืมตาทำอานาปานสติ อันนี้ก็อย่าว่ากัน

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:45:05 AM »
๖) ทำอานาปานสติควรนั่งขัดสมาธิหรือนั่งเก้าอี้?

ถ้านั่งขัดแข้งขัดขานานๆ
กล้ามเนื้อจะหดเกร็ง
และยิ่งถ้าได้ความพยายามเพ่งลมหายใจมาเสริม
สักพักเดียวก็อาจพบว่าเหน็บกินเหมือนร่ำๆจะพิการได้
แรกเริ่มจึงควรนั่งเก้าอี้ก่อน
อย่าไปติดยึดว่านั่งขัดสมาธิได้ถึงจะเก่งหรือถึงจะถูก
เมื่อนั่งเก้าอี้เจริญอานาปานสติจนบังเกิดความชุ่มชื่นแล้ว
คุณจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อผ่อนคลายสบายมาก
เพราะร่างกายหลั่งสารดีๆออกมา
และจิตก็ไม่ก่ออาการบีบคั้นร่างกายดังเคย
ถึงตรงนั้นถ้าเลื่อนขั้นมานั่งขัดสมาธิ
ก็จะได้ความสมดุลครบวงจร
ตามที่พระพุทธเจ้าแนะว่าอานาปานสติที่สมบูรณ์

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: 08 ตุลาคม 2010 | 11:46:00 AM »
๗) เสียงช่วยกำกับการฝึกอานาปานสติมีประโยชน์อย่างไร?

ปกตินักทำสมาธิหรือนักเจริญอานาปานสติมือใหม่
จะจับทิศจับทางไม่ถูก ได้หน้าลืมหลัง ไม่รู้จะเริ่มหนึ่ง สอง สามอย่างไร
ถ้ามีเสียงบอกคอยช่วย ก็จะมีประโยชน์ตรงที่ไม่ต้องหลงทาง
เหมือนคนเพิ่งฟื้นจากสลบกลางหมอกจัด
ถ้ามีใครมาจูงมือและคอยบอกว่าต้องก้าวขึ้นบันไดอย่างไร
เตือนให้ช้าหรือเร่งให้เร็วตามความเหมาะสมที่จังหวะไหน
โอกาสจะเข้าเขตปลอดโปร่ง ไม่ต้องหลงวกวนค่อยสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อจับหลักได้ถูกต้องแม่นยำแล้ว
ก็ไม่ควรอาศัยเสียงเป็นเครื่องช่วยกำกับ
เพราะเสียงเป็นปฏิปักษ์กับสมาธิจิต
ถ้าคอยพะวงฟังเสียงหรือแปลความหมายของเสียงอยู่
จิตก็จะไม่วิเวกเต็มรอบ เข้าถึงฌานได้ยาก
ไฟล์เสียงช่วยกำกับการฝึกอานาปานสติจากดังตฤณ
แบ่งออกเป็นหลายช่วง
จุดประสงค์เป็นไปเพื่อให้ฟังแล้วเข้าใจตลอดสาย
ว่าจะดำเนินจิตแบบนับหนึ่ง สอง สาม กันท่าไหน
ขณะหนึ่งๆอยู่ตรงขั้นใดของอานาปานสติ
และกระทั่งจะนำไปเทียบเคียงกับโพชฌงค์ได้อย่างไร



http://dungtrin.com/index.php?option=com_content&view=article&id=806:anapanasati&catid=88&Itemid=296

kan98

  • บุคคลทั่วไป
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2010 | 09:15:51 PM »
แค่เสี้ยววินาทียังทำสมาธิไม่ได้เลยค่ะ..พยายามแต่ใจไม่นิ่ง..คงอีกนาน  ขอบคุณในคำแนะนำสำหรับทุกคน thank2

ภูหนาว

  • Moderator
  • สมาชิกในตำนาน
  • *****
  • กระทู้: 3460
  • ขอบคุณ: 3
  • เพศ: ชาย
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน 2010 | 10:58:28 PM »
แค่เสี้ยววินาทียังทำสมาธิไม่ได้เลยค่ะ..พยายามแต่ใจไม่นิ่ง..คงอีกนาน  ขอบคุณในคำแนะนำสำหรับทุกคน thank2

สมาธิ ไม่ได้แปลว่า จิตนิ่ง จิตสงบ นะครับ
สมาธิที่แท้จริงนั้นแปลว่า "ตั้งมั่น" ครับ
เคยได้ยินมั้ยครับเวลาท่องมรรคมีองค์ 8
"สัมมาสมาธิ = ตั้งมั่นชอบ"
ไม่ใช่ "สัมมาสมาธิ = สงบชอบ นิ่งชอบ" ^_^

คำว่า จิตตั้งมั่น กับ จิตสงบนิ่ง นั้นต่างกันมากครับ
ถ้าปฏิบัติเพื่อให้จิตสงบนิ่งเฉยๆนั้น
ถือว่าเป็นการให้จิตได้พักผ่อนจากความวุ่นวายชั่วคราวเท่านั้นครับ
คล้ายๆจอดรถพักเติมน้ำมัน
แต่ปั๊มน้ำมันไม่ใช่จุดหมายปลายทาง
จึงไม่ควรจะจอดนานเกินไป เพราะจะทำให้ถึงที่หมายล่าช้าครับ

การที่เราเดินทางต่อนั้น
ก็คือการเดินปัญญานั่นเอง
จะเดินปัญญาได้ ก็ต้องมีจิตอีกชนิดหนึ่งซึ่งพร้อมต่อการเดินปัญญา
คือ จิตที่ตั้งมั่น ครับ
(ผมไม่ขอพูดเรื่องการเดินปัญญานะครับ เพราะคิดว่ามีเพียงพอแล้วในกระทู้ที่ผมโพสต์)

ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่านั่งสมาธิแล้วจิตไม่สงบนะครับ
ไม่ใช่ทุกคนหรอกครับที่นั่งแล้วจิตจะรวมเข้าถึงความสงบขั้นละเอียดได้
ผมจึงขอแนะนำอีกวิธีหนึ่งที่ใช้ได้เหมือนกัน
แต่ความมุ่งหมายหลักๆ ไม่ใช่เพื่อให้จิตนิ่งเฉยๆอย่างเดียวนะครับ
แต่มุ่งให้จิตตั้งมั่น เป็นผู้รู้ผู้ดู เพื่อใช้เดินปัญญาต่อไป
(อันเป็นเรื่องสำคัญกว่าให้จิตสงบเฉยๆครับ)

วิธีคือ...
ให้รู้ทันจิตที่ไหลไปครับ
ซึ่งมันจะไหลได้ถึง 6 ทาง ได้แก่
ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
โดยจะไหลทางใจบ่อยที่สุด (ไหลไปคิด)
ให้ฝึกรู้ทันจิตที่ไหลไปบ่อยๆนะครับ
หากรู้ทันถูกด้วยความเป็นกลาง คือไม่ยินดียินร้าย
จิตจะตั้งมั่นขึ้นเองโดยอัตโนมัติครับ

หรือจะใช้วิธี "รู้ทันนิวรณ์" ก็ได้ครับ
นิวรณ์ คือ ศัตรูของสมาธิ ได้แก่
1. ความยินดีพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสทางกาย และความคิดนึกปรุงแต่งทางใจ (กามฉันทะ)
2. ความผูกโกรธ เกลียด เคียดแค้น พยาบาท (พยาปาทะ)
3. ความหดหู่ ซึมเซา ไม่กระปรี้กระเปร่า (ถีนมิทธะ)
4. ความฟุ้งซ่าน วิตกกังวล (อุทธัจจะกุกกุจจะ)
5. ความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย (วิจิกิจฉา)

เวลานิวรณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในใจ
ให้รู้ทันลงไปเลยครับ
รู้ด้วยใจที่เป็นกลาง
ถ้ารู้ถูก นิวรณ์จะดับทันที
เมื่อจิตไร้นิวรณ์อันเป็นศัตรูของสมาธิแล้ว
จิตจึงมีสมาธิโดยอัตโนมัติครับ

ลองฝึกวิธีนี้ดูนะครับ เรียกว่า "ใช้ปัญญานำสมาธิ" ครับ
แต่ปฏิบัติแบบนี้ไปเรื่อยๆ ในที่สุดจิตจะได้สมาธิขั้นที่ละเอียดขึ้นไปเองครับ

แต่ถ้าต้องการความสงบเพื่อให้ได้พักผ่อน
เช่น จะรู้ลมหายใจ ทำอานาปานสติ เพิ่อให้จิตสงบ
ก็ให้รู้ไปด้วยใจที่สบายๆ ไม่เคร่งเครียดครับ
แล้วจิตจะค่อยๆสงบเอง
ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องกังวลครับ
ให้ลองทำตามที่บอกไปข้างต้นก็ได้เหมือนกันครับ

ขอให้เจริญในธรรมครับ _/|\_

findjob

  • บุคคลทั่วไป
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: 21 เมษายน 2011 | 03:12:33 PM »
สาธุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 เมษายน 2011 | 03:23:00 PM โดย แอดมิน~เต้ย~ »

annachatuporn

  • บุคคลทั่วไป
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: 21 เมษายน 2011 | 04:25:08 PM »
สาธุ

pawana

  • บุคคลทั่วไป
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: 20 พฤษภาคม 2011 | 09:00:45 PM »
อนุโมทนา สาธุ
ขอบคุณสำหรับธัมมะดีๆ ที่นำมาฝากค่ะ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 พฤษภาคม 2011 | 09:01:15 PM โดย แอดมิน~เต้ย~ »

godone108

  • สมาชิกใหม่
  • *
  • กระทู้: 8
  • ขอบคุณ: 0
Re: การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า โดย ดังตฤณ
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: 29 ตุลาคม 2012 | 09:26:00 AM »
ขอบคุณสำหรับ เนื้อหาดีดี

Tags:
 
Share this topic...
In a forum
(BBCode)
In a site/blog
(HTML)



Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 
02dual เว็บแห่งการศึกษาCreative Commons License
Back to top